หวัง นี่แหละหวัง! มองความหวังของคนไทยในรอบ 5 ปี แบบหวังที่ไม่กล้าหวัง    

ถ้าเปรียบมนุษย์เหมือนต้นไม้ที่กำลังจะตาย รากเหี่ยว ใบเหลือง ปุ๋ยที่ดีที่สุดแบบที่ทฤษฎีว่าไว้คือ ‘ความหวัง’ (Hope) เพราะความหวังไม่ใช่แค่สิ่งปลอบใจ แต่คือแรงผลักดันให้คนมีพลังไปต่อแม้ในวันที่ยากลำบาก และเป็นอารมณ์เชิงบวกที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย มากกว่าความสุข ความตื่นเต้น หรือแม้แต่ความรัก

สรุปง่าย ๆ คือ ความหวังเป็นสารตั้งต้นสำหรับมนุษย์ ที่สำคัญกว่าความสุขเสียอีก 

แต่สิ่งที่ทฤษฎีไม่ได้บอกไว้คือ วันไหนที่เราเดินไปขึ้นรถเพื่อไปทำงานตอน 9 โมงเช้า แล้วเจอคนมหาศาล พร้อมกับฟ้าฝนที่อบอ้าว ข้าวเช้าที่กินไม่ทัน ไถฟีดเฟสบุ๊คก็มีแต่เรื่องหดหู่ อีกสองวันต้องจ่ายค่าไฟ และยังหางานใหม่ที่เงินเดือนเยอะกว่าเดิมไม่ได้ ภาวะโคลงเคลงแบบนี้จะเอาเศษเสี้ยวพลังชีวิตที่ไหนไปแสวงหาความหวังกัน แล้วความหวังที่มีอยู่เดิมก็ค่อยๆ ถูกกัดกิน 

แต่จากตัวอย่างข้างต้น อาจจะดูเป็นเคสเฉพาะไปสักหน่อย Mutual เลยลองรวบรวมข้อมูลตลอด 5 ปีที่ผ่านมานี้ คนไทยมีปฎิกริยายังไงกับคีเวิร์ดที่ชื่อว่า ‘ความหวัง’ บ้าง

ความหวังตลอดกาล และเป็นก้อนความหวังที่ไม่เคยหายไปจากคนไทยหมู่มากคือ หวังว่าวันนึงจะถูกหวย และรวยแบบพลิกจากหลังมือมาหน้ามือ เพราะการซื้อลอตเตอรีหรือหวยไม่ใช่เพียงเรื่องของดวงหรือการเสี่ยงโชค แต่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมและจิตวิทยาที่สะท้อนโครงสร้างชีวิตของคนไทยในหลายมิติ

ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความกดดัน ค่าครองชีพ และความไม่แน่นอน การมีวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือน ช่วยสร้างจังหวะชีวิตที่มีจุดหมาย และเป็นเชื้อเพลิงทางอารมณ์ให้มีแรงสู้ต่อในแต่ละรอบครึ่งเดือน สิ่งนี้คล้ายๆ กับที่เราติดเหล้านั่นแหละ ความสุขแบบชั่วคราว และความหวังใหม่ในทุกๆ เดือน 

ดังนั้นแล้วความหวังว่าจะถูกหวย และรวย เลยเป็นความหวังที่คนไทยไม่เคยทิ้งไป 

การเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่เกิดขึ้นในปีนี้คือการเข้ามาของ AI แรกๆ คนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ สำหรับเครื่องมือที่เอาไว้หาข้อมูล เล่นขำๆ คลายเครียด หรือตัดต่อภาพตลกๆ  ทุกวันนี้ AI ได้ขยับบทบาทของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ องค์กรภาคธุรกิจเริ่มเอาสิ่งนี้เข้ามาเป็น KPI แม้กระทั่งรัฐเองก็ยังวางโปรเจค AI Passport โครงการที่ต้องการยกระดับทักษะ AI และเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึงเครื่องมือ Generative AI 

รายงานผลสำรวจความหวังและความกังวลของกำลังแรงงานทั่วโลกประจำปี 2568 ของ PwC บริษัทตรวจสอบบัญชี Big Four ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ระบุว่าแรงงานไทยส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวก กระตือรือร้น และคาดหวังว่า AI จะเข้ามาช่วยเพิ่มคุณภาพงาน ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เพิ่มประสิทธิภาพ และเสริมสร้างความมั่นคงในอาชีพ

เรากำลังเริ่มเปิดรับ AI ด้วยความเต็มใจ แทนที่จะรู้สึกหวั่นกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วนี้ แต่ถึงอย่างนั้นหลายคนก็กังวลถึงผลลัพธ์จากการใช้งาน เพราะคนที่โดนหัวหน้าด่าไม่ใช่ AI แต่ยังคงเป็นพนักงานตัวเป็นๆ อยู่เหมือนเดิม และผลสำรวจของเนคเทคก็บอกชัดว่าโจทย์ของประเทศไทยไม่ใช่เพียงทำให้องค์กรเริ่มใช้ AI แต่ต้องช่วยให้องค์กรสามารถเลือกใช้ AI ให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะด้าน

ผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคโดยสถาบันวิจัยฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) พบว่า ตัวเลขความคาดหวังว่าชีวิตในอนาคตจะมีความสุขของคนไทยลดลงจากปี 2565 เหลือเพียงร้อยละ 44 ซึ่งนับเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี โดยมีสาเหตุมาจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพสูง และความกังวลเรื่องการถูกเทคโนโลยีแย่งงาน

หลายๆ คนเผลอคิดว่า ทำไมการเกิดเป็นมนุษย์ในยุคนี้มันลำบากจัง เพราะการเป็นมนุษย์ในสังคมไทยมาพร้อมกับภาระที่หนักอึ้ง ทั้งการต้องพึ่งพาตัวเองในรถเมล์ที่แย่ ในรถไฟฟ้าที่เย็นแต่ราคาแพง ปัญหาสิ่งแวดล้อมPM2.5 การต้องดูแลพ่อแม่เพราะประเทศไม่มีสวัสดิการผู้สูงอายุที่ดีพอ กับค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่สอดคล้องกับค่าชานม ส่วนนี้เชื่อมโยงว่าช่วง 3 ปีหลัง ตั้งแต่โควิดมีผู้คนจบชีวิตตัวเองเพิ่มมากขึ้น  ไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาอ่อนแอ แต่เพราะสิ่งเหล่านี้ดูเยอะจนเกินจะแบกรับ 

การฝันอยากเป็น ‘หมาคนรวย’ เลยดูมีความสุขและเป็นไปได้มากกว่าการฝันอยากเป็น ‘มนุษย์ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี’? เพราะเราความหวังที่มีมันแทบมองไม่เห็นแล้ว 

ผลการสำรวจความคิดเห็นของนิด้าโพลตั้งแต่ปีที่แล้ว ระบุว่า ร้อยละ 76.10 ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกหมดหวังหรือค่อนข้างหมดหวังกับการทำงานของพรรคการเมืองและ ส.ส. ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยมีประชาชนเพียงส่วนน้อยที่ยังคงมีความหวัง

ในทางจิตวิทยาสังคม ปรากฏการณ์ที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การที่ประชาชนลุกขึ้นมาตั้งคำถาม แต่คือสภาวะ Learned Helplessness หรือการเรียนรู้ที่จะสิ้นหวัง เมื่อมนุษย์เผชิญกับความล้มเหลวซ้ำซากในระบบที่ตนเองไม่มีอำนาจควบคุม หนึ่งในนั้นก็คือระบบการเมืองไทย และอย่าลืมว่าความรู้สึกสิ้นหวังทางการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน

เรื่องเด็กใหม่เกิดน้อยกว่าคนตายมา 5 ปีติดต่อกัน สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ค่าครองชีพสูง หนี้ที่ไม่น่ามีวันหมด โรคซึมเศร้าล้วนยึดโยงกับการเมืองทั้งสิ้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าคนไทยจะหมดหวังกับการเมือง ปิดข่าวภาคค่ำ แล้วไปไถ tiktok ดูคลิปตลกๆ หนีความจริงน่าจะดีกว่า

ตลอดช่วงชีวิต เราไม่อาจนับได้ว่าเรามีหวังกับอะไร และเราหมดหวังกับอะไรไปบ้าง แม้ในทางทฤษฎีความหวังเป็นสารตั้งต้นสำหรับมนุษย์ที่สำคัญกว่าความสุขก็จริง แต่ถ้าเราหมดหวังบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะในวันที่ทุกอย่างประเดประดังเข้ามา ทั้งภาระหน้าที่ โครงสร้างสังคมที่หนักอึ้ง ความฝันที่ยังไม่เป็นจริง หรือความรู้สึกสิ้นหวังทางการเมืองและเศรษฐกิจ การรู้สึกหมดแรงหรือหมดหวังไม่ใช่เรื่องผิด และไม่ใช่ความอ่อนแอ

วิกเตอร์ แฟรงเคิล (Viktor Frankl) จิตแพทย์ผู้เคยถูกคุมขังในค่ายกักกันของนาซีออกมาบอกเล่าสิ่งที่เขาเจอผ่านหนังสือ ใจความตอนหนึ่งคือคนที่ยังคงยึดมั่นในเหตุผลบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความหวังว่าจะได้กลับไปเจอคนที่รัก การได้ทำความฝันที่ยังค้างคาให้สำเร็จ หรือแม้แต่การตั้งใจจะเล่าเรื่องราวแก่แค่คนคนเดียว สิ่งนี้มีพลังมหาศาล 

เมื่อเราเจอกับความเจ็บปวด สมองของเรามักจะเล่นวนซ้ำๆ ด้วยประโยคประมาณว่า “ความรู้สึกนี้จะอยู่ตลอดไป” หรือ “ไม่มีอะไรดีขึ้นอีกแล้ว” แต่ในความเป็นจริง ไม่มีพายุใดที่ตกโดยไม่หยุด และไม่มีคืนที่มืดมิดที่สุดคืนไหนที่ไม่แพ้แสงของเช้าวันใหม่

ความทุกข์เป็นเพียงสภาวะชั่วคราวที่ผ่านเข้ามาทดสอบและหล่อหลอมให้เราเติบโต สิ่งสำคัญในวันที่หมดหวังจึงไม่ใช่การบังคับตัวเองให้กลับมาร่าเริงในทันที แต่คือการอนุญาตให้ตัวเองได้พัก และเริ่มต้นออกค้นหาก้อนความหวังเล็กๆ หรือเหตุผลที่จะอยู่ต่อในแบบของตัวเอง

ชีวิตมีทั้งสุข มีทั้งทุกข์ หมดหวังได้ ก็หาหวังใหม่ได้