inner child เราในวันนี้ คือร่องรอยของวันวาน : วิธีดีลกับตัวเอง และปมเด็กน้อยในใจแบบไม่ต้องทิ้ง ไม่ต้องกลบ ปล่อยให้เด็กน้อยวิ่งเล่นต่อไป

ไม่แปลกถ้าดิสนีย์แลนด์จะมีผู้ใหญ่อินกับตัวการ์ตูนมากกว่าเด็ก และสะสมของเล่น (Toy) จนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

ไม่แปลกที่ผู้ใหญ่บางคนชอบกินมาม่า เพราะมันเป็นอาหารต้องห้ามที่ครอบครัวให้กินนานๆ ที 

ไม่แปลกที่ผู้ใหญ่บางคนชอบประชด เพราะเขาเคยรู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะกระทำอะไรแแบบตรงๆ 

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งแปลก แต่ล้วนเป็นผลผลิตจากประสบการณ์ และความทรงจำที่ตกค้างตั้งแต่ในวัยเด็ก “Inner child” คือแนวคิดที่อธิบายว่าภายในตัวเราทุกคนต่างมีส่วนหนึ่งที่เป็น “เด็ก” ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่เก็บประสบการณ์ ความทรงจำ ความกลัว และความต้องการตั้งแต่วัยเยาว์ไว้ แม้เราจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่เสียงของเด็กคนนั้นยังคงสะท้อนออกมาผ่านการแสดงออกเชิงอารมณ์โดยไม่รู้ตัว

เราในวันนี้ คือร่องรอยของวันวาน

ในทางจิตวิทยา ต้นแบบความเป็นเด็ก (The child archetype) หรือ เด็กน้อยในใจ (inner child) เป็นคุณสมบัติที่สำคัญของจิตใจมนุษย์ ดร. แคโรไลน์ มิส (Caroline Myss) นำเสนอว่าต้นแบบเด็กน้อยในใจที่พบได้บ่อยในจิตใจมนุษย์มีทั้งหมด 7 ต้นแบบ โดยมีทั้งกลุ่มต้นแบบเด็กด้านมืดและเจ็บปวด ได้แก่ เด็กน้อยบาดเจ็บ (The Wounded child) เด็กน้อยกำพร้า (The Abandoned or orphan child) เด็กน้อยเอาแต่ใจ (The Dependent child or Needy Child) และ ต้นแบบเด็กด้านสว่างและความสุข ได้แก่ เด็กน้อยนักผจญภัย (Nature Child) เด็กน้อยช่างฝัน (Magical Child) เด็กน้อยชั่วนิรันดร์ (Eternal Child) และเด็กน้อยผู้ศรัทธา (The Divine Child) เด็กน้อยเหล่านี้ทั้งด้านมืดและด้านสว่างล้วนมีอยู่ในตัวของเราทุกคน

inner child ส่งผลโดยตรงกับ การแสดงออกเชิงอารมณ์ (emotional expression) และ ตัวตน (Identity) แบบไม่รู้ตัว เหมือนอย่างที่ยกตัวอย่างไปข้างบน หรือถ้าทำให้เห็นภาพชัดมากขึ้น อย่าง คนที่เคยถูกตำหนิแรงๆ ตั้งแต่เด็ก เมื่อเจอสถานการณ์ถูกวิจารณ์ในที่ทำงาน อาจรู้สึกเจ็บปวดเกินกว่าที่เหตุการณ์นั้นสมควรจะกระทบ นั่นเพราะ inner child ที่ยังแบกบาดแผลเก่าอยู่เป็นผู้ตอบสนองแทน

ขณะที่เด็กที่เคยได้รับการยอมรับมักเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มั่นใจในคุณค่าและกล้าแสดงออก ในขณะที่เด็กที่ถูกกดเสียงอาจกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ลังเล กลัวผิดพลาด หรือปิดกั้นความคิดตัวเอง

หาก inner child ของเราเคยเรียนรู้ว่าความรักหรือการยอมรับขึ้นอยู่กับ “ความสมบูรณ์แบบ” ผู้ใหญ่คนนั้นอาจกลายเป็น perfectionist ที่ทำงานเกินกำลังและไม่รู้จักพัก ขณะเดียวกัน หากเด็กในใจเคยเผชิญการละเลย การทำงานก็อาจเต็มไปด้วยความกังวลว่าจะ “ไม่ดีพอ” อยู่เสมอ

หรือแม้แต่อารมณ์โกรธ น้อยใจ หรือกลัวที่เกิดขึ้นง่ายเกินไป มักไม่ใช่เพราะเรื่องเล็กน้อยตรงหน้า แต่เพราะไปกระทบกับประสบการณ์ที่เด็กคนนั้นเคยเผชิญแล้วบาดแผลยังไม่ถูกรักษา

เมื่อ inner child ไม่ได้รับการเยียวยา การแสดงออกทางอารมณ์ในวัยผู้ใหญ่จะแสดงออกหลายรูปแบบ เช่น  

-การระเบิดอารมณ์ (Overreaction) : โกรธง่าย เกินกว่าเหตุ เพราะ เชื่อมโยงกับความรู้สึก “ไม่ถูกรับฟัง” ในวัยเด็ก 

-การกดอารมณ์ (Suppression): ไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าร้องไห้  เพราะเด็กในใจเคยเรียนรู้ว่า “การนิ่งคือทางรอด” 

-การแสดงออกทางอ้อม (Indirect expression): เช่น ประชด เสียดสี เพราะไม่เคยรู้สึกปลอดภัยที่จะพูดตรง ๆ

-การใช้ความคิดสร้างสรรค์: เช่น วาดรูป เขียนบทกวี เล่นดนตรี  เป็นช่องทางที่เด็กคนนั้นเลือกใช้แทนคำพูด

ไม่ใช่แค่ 1 แต่อาจจะมีเด็กในตัวเราถึง 2 3 4 คน 

การกลับไปเชื่อมโยงกับเด็กน้อยในใจจะส่งผลดีต่อการพัฒนาบุคลิกภาพในวัยผู้ใหญ่ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะสำหรับบางคนความทรงจำในวัยเด็กเต็มไปด้วยความเจ็บปวด รวมถึงเรามักไม่ได้มี inner child แค่ “คนเดียว” แต่มีเด็กหลายวัย หลายแบบ อยู่ในตัวเรา แต่ละคนสะท้อนประสบการณ์ต่างกัน เช่น เด็กที่โหยหาความรัก, เด็กที่เจ็บปวดจากการถูกตำหนิ, เด็กที่เต็มไปด้วยความฝันและความสร้างสรรค์

เพราะทฤษฎีทางจิตวิทยาอธิบายว่า พัฒนาการเด็กไม่ได้เกิดในเส้นตรง แต่เต็มไปด้วยประสบการณ์ซ้อนทับหลายชั้น โดนัลด์ วินนิคอตต์ (Donald Winnicott) เป็นนักจิตวิเคราะห์และกุมารแพทย์ชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงโดดเด่นในด้านทฤษฎีพัฒนาการเด็ก พูดถึง true self และ false self ซึ่งอาจเกิดขึ้นพร้อมกันในเด็กคนเดียว เด็กบางส่วนอยากเป็นตัวเอง แต่อีกส่วนต้องสร้างเปลือกนอกเพื่อเอาตัวรอด ดังนั้นเมื่อเราโตขึ้น inner child ของเราอาจเป็นทั้ง “เด็กที่อยากเล่น” “เด็กที่หวาดกลัว” และ “เด็กที่แบกความคาดหวัง” อยู่พร้อมกัน

ฟังดูสาหัสทางทฤษฎี แต่ในโลกความเป็นจริงสิ่งนี้เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ อย่างภาวะความสับสนในตัวเอง (ที่ทุกคนเคยเป็น) ก็อาจจะมีสาเหตุหนึ่งมาจากที่เรามี inner child หลายแบบในจิตใจ และขัดแย้งกันเอง เช่น เด็กที่อยาก “สมบูรณ์แบบ” กับเด็กที่อยาก “เล่นสนุก” ทำให้เราลังเลว่าจะทำงานหนักต่อไป หรือจะพักผ่อนให้สบายทันที 

หรือถ้ามีประสบการณ์ที่มีทั้งเด็กที่ “อยากเป็นที่รัก” กับเด็กที่ “ไม่ไว้ใจใคร” สิ่งนี้ส่งผลให้เราสับสนในความสัมพันธ์ เหมือนกับไลฟ์โค้ชด้านความรักที่ชอบยกขึ้นมาพูดว่ามีคนไม่น้อยที่อยากมีแฟนแต่กลัวความรัก

ซึ่งถ้าเราไม่ได้รับรู้ ฟัง และจัดการถึง inner child ที่มีในตัวเอง เสียงเหล่านี้อาจกลายเป็นความขัดแย้งภายใน (inner conflict) ที่ส่งผลเสียสู่การระเบิดอารมณ์ในทางใดทางหนึ่ง

ดีลกับตัวเอง และปมเด็กน้อยในใจแบบไม่ต้องทิ้ง ไม่ต้องกลบ ปล่อยให้เด็กน้อยวิ่งเล่นต่อไป

inner child ไม่ว่าจะเป็นด้านมืดหรือด้านสว่าง ล้วนมีส่วนสำคัญในการก่อร่างสร้างตัวตนในวัยผู้ใหญ่ เมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดในวัยผู้ใหญ่ เด็กน้อยด้านมืดคือแผนที่ที่จะนำทางเราไปสู่การเยียวยาความเจ็บปวด เมื่อเราต้องการพลังและแรงบันดาลใจเด็กน้อยด้านสว่างจะเป็นเพื่อนร่วมทางที่ย้ำเตือนให้เราเห็นคุณค่าในตัวเองและเป้าหมายในการใช้ชีวิต 

ฟังดูดี แต่สิ่งแรกที่ต้องทำคือยอมรับและรับรู้ว่าเรามี inner child หรือเด็กน้อยที่วิ่งเล่นในตัวเรากี่คนกี่แบบกันแน่ วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือการพบนักจิตบำบัด หรือจิตแพทย์ เนื่องจากอาจมี inner child ด้านมืดที่เราถูกกระทำจนกลายเป็นบาดแผลในใจ แล้วถ้าให้ขุดขึ้นมารับรู้ในช่วงเวลาที่ไม่พร้อม จิตใจอาจจะเลยเถิดไปไกลกว่าที่คิด แต่ถ้าวิธีง่ายๆ คือการรับรู้ถึง inner child ในตัวเองผ่านการจดบันทึกถึงห้วงอารมณ์ และสาเหตุของสิ่งนั้นแบบคร่าวๆ เช่น รู้สึกขัดใจเพื่อนร่วมงาน เพราะความ perfectionist อาจจะเป็นเพราะเรารู้สึกไม่ดีพอหรือเปล่า หรือแม้แต่ที่เราชอบกินมาม่า อาจจะไม่ใช่เพราะความอร่อย แต่เพราะอาจจะมีเหตุผลจากข้อห้ามที่รับรู้ในวัยเด็ก รวมถึงอาจมีการตั้งชื่อ  inner child ที่เราค้นพบในตัวเพื่อรับรู้ว่าแต่ละคนมีตัวตนและคุณค่า

การรู้จัก inner child มีประโยชน์ ถ้ามีการเชื่อมโยงใช้ในชีวิต รวมถึงสามารถปรับการแสดงออกเชิงอารมณ์ ดีกว่าปกปิด หรือซ่อน inner child ของเราไว้  โดยมีวิธีการดีลและปมเด็กน้อยในใจหลายวิธีคือ 

Re-parenting คือเราลองนึกถึงตัวเองในวัยเด็ก ว่าตอนนั้นเราต้องการอะไร ขาดอะไร หรือกระทั่งเคยทำอะไรที่ผิดพลาด แล้วพูดคุยสื่อสารกับตัวเองในวัยเด็กคนนั้น สิ่งนี้อาจจะช่วยปลดล็อค หรือตอบคำถามของตัวเองในบางเรื่อง 

หรือวิธีการเติมเต็ม inner child แต่ละตัวตน เช่นถ้าเรามีเด็กน้อยเอาแต่ใจ (The Dependent child or Needy Child) เราก็ควรฝึก self-compassion หรือ การยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเอง โดยไม่คิดโทษตัวเองและเข้าใจว่าการทำผิดพลาดเป็นเรื่องปกติที่สามารถแก้ไขได้

หรือถ้าเรามี เด็กน้อยนักผจญภัย (Nature Child) อยู่ในตัวก็หาเวลาออกไปทำกิจกรรมให้ตัวเองได้ผจญภัย อย่ามานั่งว่างแล้วหลอกตัวเองว่าชอบนั่งอยู่เฉยๆ เล่นโทรศัพท์ 

นอกจากนี้ เรายังสามารถเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จาก inner child แต่ละตัวตนได้ เช่น

เมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดในวัยผู้ใหญ่ เด็กน้อยด้านมืดคือแผนที่ที่จะนำทางเราไปสู่การเยียวยาความเจ็บปวด เมื่อเราต้องการพลังและแรงบันดาลใจเด็กน้อยด้านสว่างจะเป็นเพื่อนร่วมทางที่ย้ำเตือนให้เราเห็นคุณค่าในตัวเองและเป้าหมายในการใช้ชีวิต 

หรือถ้ามีเด็กน้อยบาดเจ็บ (The Wounded child) ตัวตนนี้จะทำให้เรามีความระมัดระวังเพิ่มขึ้น ในเวลาที่เราไม่มั่นใจ หรือเด็กที่อยากสมบูรณ์แบบ ตัวตนนี้จะมอบพลังความมุ่งมั่น มุ่งมานะในช่วงที่เราอาจจะต้องการแรงใจในการใช้ชีวิต 

ต้นแบบของเด็กน้อยในใจด้านสว่างเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ทุกคนใฝ่หาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเด็กน้อยในใจของผู้ใหญ่คนนั้นเป็นต้นแบบเด็กน้อยในใจด้านมืดที่เกิดจากการเผชิญความยากลำบากในวัยเด็กและไม่เคยได้พบเจอเด็กน้อยในใจด้านบวก แต่มนุษย์นั้นมีศักยภาพด้านจิตวิญญาณที่สามารถมองเข้ามารับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกภายในตัวเรา ในบางครั้งมันอาจจะเจ็บปวดและทรมาน แต่นั่นคือโอกาสในการได้มองเห็นสิ่งสำคัญที่แท้จริง นั่นคือตัวตนและจิตวิญญาณของเราเอง