อาหารบนจาน ชีวิตของใคร : สำรวจเรื่องราวการค้ามนุษย์และใช้แรงงานผิดกฎหมายหลังจานอาหาร จาก Ghost Fleet หมากไม้ และไร่โกโก้

“อย่าให้ชีวิตของพวกเราราคาถูกกว่าปลา”

สมัยเด็ก เรามักได้ยินคำขู่ว่าอย่าหายไปจากสายตาพ่อแม่ ไม่งั้นจะมีคนจับไปเป็นขอทาน หรือไม่ก็ปล่อยลงทะเล ในตอนนั้นเราไม่เข้าใจว่าการถูกปล่อยลงทะเลน่ากลัวยังไง เพราะเติบโตมาในอำเภอที่เป็นเกาะ  แต่พอโตขึ้นอีกหน่อยถึงได้เข้าใจว่า มันไม่ใช่การโยนเราลงทะเลน้ำตื้นที่มีโอกาสว่ายน้ำกลับ แต่เป็นการถูกจับไปใช้แรงงานเยี่ยงทาสบนเรือในน่านน้ำลึกไร้ทางหนี

เวลามีใครสักคนหายไป ติดต่อไม่ได้เป็นเวลานาน มักจะมีการสันนิษฐานกึ่งเล่นกึ่งจริงว่า อาจจะกลายไปเป็นแรงงานประมงไปแล้วก็ได้ ซึ่งความน่ากลัวของการถูกบังคับให้ไปใช้แรงงานกลางท้องทะเลเป็นเรื่องที่ทั้งออกข่าว ทั้งพูดกันปากต่อปาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในบทสนทนาหลักของคนในสังคม

แต่พอซีรีส์ทนายปีศาจออกฉายและมีการพูดถึงความเลวร้ายของการค้ามนุษย์ในธุรกิจประมง คนในสังคมก็ดูเหมือนจะตื่นตัวกับเรื่องนี้มากขึ้น และมาพร้อมกับการที่ ‘สมาคมประมงแห่งประเทศไทย’ ประกาศเตือนให้ระมัดระวังการให้เช่าเรือประมงและท่าเรือเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์ที่อาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของการประมงไทย

ภาพยนตร์สารคดี ‘Ghost Fleet’ (2019) จึงถูกหยิบขึ้นมาฉายอีกครั้งภายในงาน ‘ซีฟู๊ดในจาน ปีศาจในเรือ’ Ghost Fleet : Missing from the Table เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

Ghost Fleet เป็นภาพยนตร์สารคดีที่ติดตามภารกิจช่วยเหลือลูกเรือประมงที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ของเรือประมงไทยในประเทศอินโดนีเซียของ ปฏิมา ตั้งปรัชญากูล และมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN)

เนื้อหาในเรื่องพาเราไปเห็นเรื่องราวของการค้ามนุษย์บนเรือประมงว่า เหยื่อในที่นี้ไม่ได้มีแค่คนไทย เพราะมีแรงงานประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา กัมพูชา และลาว บางคนก็สมัครใจมาเอง โดยถูกหลอกว่าจะได้ทำงานในโรงงาน บางคนก็ถูกลักพาตัวมา 

ซึ่งงานบนเรือประมงเป็นงานที่หนัก บางช่วงหนักเกินกว่าร่างกายมนุษย์จะแบกรับไหว ลูกเรือต้องลากอวน เก็บปลาตลอดเวลาจนแทบไม่ได้นอน พอล้าก็จะถูกบังคับให้เสพสารเสพติดเพื่อทำงานต่อ ต่อให้บาดเจ็บหรือไม่สบายก็ไม่มีโอกาสได้รับการรักษา บางคนถูกทำร้ายร่างกาย สูญเสียอวัยวะระหว่างทำงาน และมีบางคนที่ถูกฆ่าแล้วผลักลงทะเล

หากตั้งคำถามว่าทำไมต้องมีการหลอกลวง ทำไมต้องมีการลักพาตัว คำตอบที่เราได้รับภายในเรื่องคือ ความหนักของงานทำให้คนที่ทำงานประมงทั่วไปปฏิเสธงาน พอไม่มีแรงงาน แทนที่จะใช้ค่าจ้างเป็นแรงจูงใจ บริษัทในอุตสาหกรรมอาหารทะเลกลับเลือกที่จะซื้อชีวิตคนในมูลค่า 15,000 – 20,000 บาทจากนายหน้าค้ามนุษย์เพื่อมาใช้แรงงาน ซึ่งบางคนถูกบังคับใช้แรงงานสูงถึง 20 ปี โดยที่ไม่ได้กลับบ้าน ไม่ได้พัก และไม่ได้รับค่าจ้าง

เบื้องหลังอาหารทะเลที่เรารับประทาน จึงอาจมาจากการใช้แรงงานที่ทำให้ความเป็นมนุษย์ของคนบางกลุ่มถูกกว่าราคาอาหารบนจานของเรา เพราะทุกวันนี้ยังมีคนที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ และยังมีเหยื่อหน้าใหม่อยู่เรื่อยๆ เนื่องจากบริษัทในอุตสาหกรรมอาหารทะเลก็ยังต้องการแรงงานมาทำงานให้ หากมี 10 คนหายไป ก็ต้องหาคนมาแทน ต่อให้ถูกตรวจสอบ แต่ก็ยังมีช่องโหว่ที่ทำให้บริษัทเหล่านี้เบียดเบียนเพื่อนมนุษย์อยู่ดี

อ่านมาถึงจุดนี้ บางคนอาจเริ่มตั้งคำถามกับปลาบนจานตัวเอง บางคนอาจจะอยากหันไปกินอย่างอื่นแทน แต่ในอุตสาหกรรมอาหารบนโลกใบนี้ ยังมีเรื่องการค้ามนุษย์และการใช้แรงงานผิดกฎหมายอีกมากที่เกิดขึ้น บ้างก็ถูกเปิดโปงแล้ว บ้างก็ยังถูกซุกซ่อนอยู่

แรงงานเก็บเบอร์รีป่า

บางคนอาจจะเคยเห็นประกาศรับสมัครแรงงานเก็บผลไม้ป่าในสวีเดนและฟินแลนด์จากกระทรวงแรงงาน เพราะงานนี้เป็นโควตาส่งออกแรงงานไทยภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศ  ซึ่งในมุมของบุคคลทั่วไป งานนี้เป็นงานที่น่าเชื่อถือเพราะถึงจะไปกับบริษัทนายหน้า แต่มีหน่วยงานรัฐรับรอง แถมค่าตอบแทนก็สูงกว่าทำการเกษตรอยู่ที่ไทย จำนวนแรงงานไทยที่ไปทำงานนี้จึงมีจำนวนหลักพันคน อย่างในปี 2022 มีแรงงานไทยเดินทางไปเก็บผลเบอร์รีป่าที่ฟินแลนด์รวม 3,801 คน

ซึ่งการเก็บเบอร์รีป่าเป็นวัฒนธรรมของชาวฟินแลนด์ โดยตามกฎหมายแล้วถือว่าการเก็บเบอร์รีจากป่าเป็นสิทธิการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่เท่าเทียม ไม่ต้องขออนุญาต ไม่ต้องมีสัมปทาน แต่พออุปสงค์มากขึ้น จึงมีการนำเข้าแรงงานข้ามชาติ กลายเป็นอุตสาหกรรมที่ก่อเกิดรายได้มหาศาล

แรงงานหลายคนกู้หนี้ยืมสินไปตามคำแนะนำของนายหน้า โดยวาดฝันว่าทำงานแป๊บเดียวก็จะปลดหนี้ก้อนนี้ได้ และจะได้เงินถุงเงินถังกลับบ้าน แต่ความเป็นจริงไม่ได้สวยหรู ถึงจะไปอย่างถูกกฎหมาย แรงงานเก็บผลไม้ป่าเหล่านี้กลับถูกเอาเปรียบ ถูกยึดพาสปอร์ตตั้งแต่ถึงสถานที่ทำงาน สภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่ ต้องทำงานต่อเนื่องวันละ 14 – 18 ชั่วโมง ส่วนค่าจ้างและผลตอบแทนก็ไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ แรงงานต้องรับภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่สูงเกินจริง

ผู้เสียหายจากการถูกหลอกไปทำงานเก็บเบอร์รี่นั้นมีจำนวนสูงถึง 4,000 คน จึงเกิดการรวมกลุ่มกันเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม เกิดการฟ้องร้อง และในเดือนกันยายน 2568 ศาลฟินแลนด์ได้สั่งจำคุกผู้บริหารบริษัทอุตสาหกรรมเบอร์รีและนายหน้าคนไทยในข้อหาค้ามนุษย์ พร้อมให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่เหยื่อ

ซึ่งเรื่องราวของคดีนี้สามารถรับชมได้จากสารคดี Blood Berries หรือหมากไม้ โดย The Isaan Record ที่เรียกเบอร์รีป่าว่าเบอร์รีสีเลือด เพราะเวลาไปเก็บแล้วผลมันช้ำหรือแตก เวลาแบกหามก็จะมีน้ำสีแดงไหลตามร่างกายเหมือนเลือด 

แรงงานในอุตสาหกรรมช็อกโกแลตและกาแฟ

ช็อกโกแลตเป็นขนมที่เป็นที่นิยมทั่วโลก พอถึงเทศกาลที่สำคัญก็มักจะกลายมาเป็นของขวัญให้กัน หรือไม่ก็เป็นส่วนประกอบของอาหารมื้อสำคัญ แต่ผู้บริโภคหลายคนไม่รู้ว่า เบื้องหลังรสหวานของช็อกโกแลต คือ ความขื่นขมของการค้ามนุษย์และบังคับใช้แรงงานเด็กในไร่โกโก้

ข้อมูลจาก World Economic Forum 2019 ระบุว่า โกตดิวัวร์และกานา เป็น 2 ประเทศที่ผลิตโกโก้มากที่สุดในโลก และสร้างมูลค่าสูงถึง 130 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ภายใต้ตัวเลขเหล่านี้ มีเด็กจำนวนกว่า 1.56 ล้านคนถูกบังคับใช้แรงงานในไร่

โดยจุดเริ่มต้นของการถูกบังคับใช้แรงงานเกิดจากการที่เด็กๆ เหล่านี้เติบโตท่ามกลางความยากจนที่รุนแรง จึงต้องเริ่มทำงานตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อช่วยเหลือครอบครัว เด็กบางคนไปทำงานที่ไร่โกโก้ด้วยตัวเองเพราะนายหน้าค้ามนุษย์บอกว่างานนี้ได้รายได้ดี เด็กบางคนถูกครอบครัวขายให้กับนายหน้าหรือเจ้าของไร่ และเด็กบางคนก็ถูกลักพาตัวจากหมู่บ้านเล็กๆ

เมื่อเด็กเหล่านี้ไปถึงไร่ พวกเขาก็จะไม่มีโอกาสได้กลับบ้าน และต้องทำงานอย่างหนัก โดยได้ค่าตอบแทนเพียง 2 ดอลลาร์ต่อวันเท่านั้น ซึ่งเป็นอัตราค่าแรงที่ต่ำที่สุดในโลก

ไม่ใช่แค่เมล็ดโกโก้เท่านั้นที่มีการใช้แรงงานเด็ก เมล็ดกาแฟก็เช่นกัน ทว่ากระแสสังคมและการตระหนักรู้กลับเบาบางกว่าไร่โกโก้อย่างเห็นได้ชัด เพราะในขณะที่ฝั่งโกโก้มีการรณรงค์เรียกร้องความยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง หลายพื้นที่กลับมองว่าการใช้แรงงานเด็กในไร่กาแฟเป็นเรื่องธรรมดา

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่า สาเหตุที่ปัญหานี้ถูกมองเป็นเรื่องปกติ เป็นเพราะฟาร์มกาแฟขนาดเล็กของครอบครัวมักต้องพึ่งพาแรงงานเด็กเพื่อความอยู่รอด เพราะทั้งเจ้าของฟาร์มรายย่อยและแรงงานผู้ใหญ่ต่างได้รับรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ตัวอย่างเช่น ในประเทศจีน มีการใช้แรงงานเด็กในฟาร์มกาแฟที่ป้อนให้กับแบรนด์ระดับโลก โดยสังคมมองว่าเป็นเพียงการทำงานหารายได้พิเศษช่วงปิดเทอม ทั้งที่ในความเป็นจริง เด็กต้องเผชิญความเสี่ยงจากสารเคมีทางการเกษตร และบางรายถึงขั้นต้องออกจากระบบการศึกษาเพื่อมาทำงานเต็มตัว

ผู้บริโภคอย่างเราทำอะไรได้บ้าง?

ในเมื่อการค้ามนุษย์และการใช้แรงงานอย่างไม่เป็นธรรมยังแฝงตัวอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอาหาร การเลิกกินคงเป็นไปไม่ได้เพราะมนุษย์ยังต้องการพลังงานสำหรับการดำรงชีพ เราจึงต้องการกฎหมายและระบบตรวจสอบจากรัฐเพื่อการันตีว่าอาหารที่เรากินไม่ได้เกิดขึ้นจากการเอารัดเอาเปรียบใคร

แต่ในปัจจุบันก็ยังมีช่องโหว่เกิดขึ้นอีกมาก เช่นกรณีของแรงงานประมง ที่ในตอนนี้ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานในงานประมง เพื่อป้องกันการใช้แรงงานบังคับและแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย โดยกำหนดให้นายจ้างต้องจัดทำสัญญาจ้าง จ่ายค่าจ้างผ่านธนาคาร และจัดเวลาพักไม่น้อยกว่า 10 ชั่วโมงในทุกๆ 24 ชั่วโมง รวมถึงห้ามจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงาน แต่ก็ยังมีเหยื่อหน้าใหม่อยู่ดี อย่างที่เหยื่อในสารคดี Ghost Fleet เล่าว่า ตำรวจรู้เห็นเป็นใจกับบริษัทและนายหน้าค้ามนุษย์ จะหลบหนีไปขอความช่วยเหลือจากตำรวจก็ทำไม่ได้

ในภาพกว้าง สิ่งที่เราทำได้ จึงเป็นการเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจให้ความสำคัญและเพิ่มมาตรการในการแก้ไขปัญหานี้ ปัญหาจึงจะถูกแก้อย่างมีประสิทธิภาพและเห็นผลมากขึ้น แต่ถ้าเป็นมุมของผู้บริโภค สิ่งที่เราเริ่มทำได้เลย คือ การตั้งคำถามว่าอาหารที่อยู่บนจานของเรามีที่มาอย่างไร และผ่านมือใครบ้างก่อนจะมาถึงโต๊ะอาหาร

เพราะเมื่อเริ่มตั้งคำถาม เราก็จะเริ่มมองหาคำตอบด้วยตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการสังเกตตรารับรองที่สะท้อนมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนและความยั่งยืน เช่น Fairtrade, UTZ และ Rainforest Alliance ซึ่งสัญลักษณ์เหล่านี้ก็มาจากกลุ่มคนที่เห็นความสำคัญของปัญหาแรงงาน นอกจากนี้ การกระจายข่าวสารที่เกี่ยวข้องก็เป็นพลังที่สำคัญเช่นกัน

เพราะทุกการตั้งคำถาม ทุกการเลือกซื้อ ทุกการบอกต่อ และทุกการส่งเสียงถึงผู้มีอำนาจล้วนเป็นการส่งสัญญาณว่า อาหารที่ดีนั้นไม่ควรต้องแลกมาด้วยชีวิตของใคร และชีวิตของคนต้องมีค่ามากกว่าอาหารบนจานเสมอ

อ้างอิง