“เหมือนดูมวยคู่ชาย vs ชาย”
“โห กล้ามขนาดนั้น หุ่นแมนกว่ากูอีก นี่หรอผู้หญิง”
“ดูยังไงวะว่าเป็นผู้หญิง”
ความคิดเห็นของชาวเน็ตที่มีแต่ประเด็นของ อิมาน เคลิฟ (Imane Khelif) นักมวยหญิงชาวแอลจีเรียที่ถูกตั้งคำถามว่าเธอเป็นผู้หญิงจริงๆ หรือไม่ จนมาถึงจันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง นักมวยหญิงจากประเทศไทยที่โดนตั้งคำถามแบบเดียวกันเช่นกัน
เพราะมีกล้าม บึกบึน ไม่อ่อนช้อย แบบที่สังคมเข้าใจว่าผู้หญิงเป็นกันอย่างนั้นหรือเปล่า จึงทำให้หลายคนที่ไม่ใช่แค่เฉพาะคนไทยแต่ทั่วทุกมุมโลกตั้งคำถามกับการเป็น ‘ผู้หญิง’ ของพวกเธอ จนเป็นประเด็นใหญ่โตที่มีการเรียกร้องให้ทางโอลิมปิก (Olympic) เข้าตรวจสอบเพศไปจนถึงโครโมโซมที่แท้จริงของพวกเธอ
ทั้งนี้ก็ยังมีข่าวที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเธอเป็น Intersex คนที่มีลักษณะทางชีววิทยาไม่ชัดเจน ทำให้หลายคนกระโดดเข้ามาตัดสินว่าเธอคือผู้ชายคนหนึ่ง ถึงแม้เธอจะยืนยันว่าตัวเองเป็นผู้หญิงมาตั้งแต่เกิดและถูกเลี้ยงดูมาในแบบผู้หญิงโดยตลอดก็ตาม
‘Intersex’ ถือเป็นร่มกว้างๆ ที่มีความหลากหลายอยู่ใต้นั้น สามารถปรากฏได้ทั้งเพศสรีระที่แสดงออกภายนอก เช่น อวัยวะบ่งชี้เพศภายนอก อวัยวะเพศ หรือเป็นเรื่องของภายในร่างกายที่ตรวจได้โดยแพทย์ เช่น ความหลากหลายของโครโมโซมเพศ ระดับฮอร์โมนเพศ ต่อมเพศ และความหลากหลายของอวัยวะสืบพันธ์ุทั้งภายใน การเป็น Intersex อาจพบตั้งแต่แรกเกิดหรือภายหลังตอนโต
“เราถือว่าเคลิฟคือผู้หญิงคนหนึ่ง เพราะเธอนิยามตัวเองว่าเป็นผู้หญิง”
‘พรีส’ ณฐกมล ศิวะศิลป ทนายความและแอดมินเพจ Intersex Thailand กล่าว ในฐานะคนที่เป็น Intersex เหมือนกัน เธอคิดว่าเราควรเคารพตัวตนของมนุษย์คนอื่นๆ โดยการนิยามเขาให้แบบที่พวกเขานิยามตัวเอง มากกว่าที่จะไปแปะป้ายว่าใครเป็นอะไรโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้ร้องขอ
แน่นอนว่าในช่วงเวลานี้ก็ยังมีหลายคนที่สับสนว่า ตกลงแล้วกีฬาควรจะแบ่งเพศจากการตรวจโครโมโซมหรือไม่? หรือว่าเส้นแบ่งเพศในกีฬาแบบเดิมมันใช้ไม่ได้แล้ว? หรือเราจะรู้ได้อย่างว่าคนข้ามเพศไม่ได้กำลัง ‘เอาเปรียบ’ ในกีฬานั้นๆ อยู่?
ยอมรับอย่างตรงไปตรงมากว่าพรีสและ Mutual ก็ไม่อาจให้คำตอบทั้งหมดนี้แก่ผู้อ่านได้ แต่การชวนคุยสั้นๆ ในครั้งนี้จะพาไปเจอคำตอบที่เราต้องเป็นผู้ประกอบสร้างมันขึ้นมาเอง พร้อมมองย้อนกันว่าความหลากหลายถูกยอมรับแล้วจริงหรือไม่

กีฬารุ่งเรืองและเพศที่เลื่อนไหล
“ทำแบบนี้มันไม่แฟร์”
ประโยคที่มักจะเจอเมื่อมีการพูดถึงประเด็นนี้ การเล่นกีฬาอย่างใสสะอาดของใครหลายคน หมายถึง การที่คู่ต่อสู้ต้องมีความเหมือนกันหรือเท่ากัน ถ้าแข่งกีฬาที่จัดอยู่หมวดของผู้หญิง ก็ควรจะเป็นนักกีฬาที่ดูเป็นผู้หญิงเหมือนกันทั้งคู่ ทั้งจันทร์แจ่มและเคลิฟต่างก็โดนแปะป้ายว่าเป็นเพศอื่นที่ไม่ใช่ผู้หญิง แถมยังโดนจี้ให้ไปตรวจทั้งร่างกาย ฮอร์โมน และโครโมโซมอีก
“กรณีตัวอย่างตอนนี้คือการเบียดนักกีฬาหญิงออกจากความเป็นผู้หญิง ไล่ให้เขาไปตรวจร่างกายเพราะมองว่าเขาเอาเปรียบในสนามแข่ง แต่ในขณะเดียวกันนักกีฬาบางคนที่เขามีปอดใหญ่กว่า มีแขนขาที่ยาวกว่าตามพันธุกรรมของเขา ก็ไม่เห็นมีใครบอกว่าเขาเอาเปรียบเลยนะ” พรีสกล่าว
ไมเคิล เฟลป์ (Michael Phelps) นักกีฬาว่ายน้ำชาวอเมริกันจากเมืองบัลติมอร์ (Baltimore) ผู้ครอง 28 เหรียญรางวัลโอลิมปิก เขาเป็นหนึ่งคนที่เรียกได้ว่าเป็นตำนานของวงการว่ายน้ำและประสบความสำเร็จมาก จนได้รับฉายาว่าเป็น “ฉลามแห่งบัลติมอร์”
เฟลป์เกิดมาพร้อมกับข้อที่เคลื่อนไหวได้มากกว่าปกติ (Hypermobility) ข้อเท้าและข้อศอกหักงอได้มากกว่าคนทั่วไป ถึงแม้จะเป็นอาการที่ผิดปกติแต่สำหรับคนที่เป็นนักกีฬาว่ายน้ำมันช่วยให้เขาพริ้วไหวและว่ายน้ำได้เร็วยิ่งขึ้น แถมเขายังมีลำตัวที่ยาวและขาที่สั้นที่ช่วยให้เขาสามารถดึงตัวเองเวลาอยู่น้ำได้เร็วขึ้นอีกด้วย
ร่างกายของเฟลป์ถูกมองว่าเป็นของขวัญจากพระเจ้าที่มอบให้แก่นักกีฬาว่ายน้ำเบอร์ต้นๆ คนนี้ แต่ในขณะเดียวกันร่างกายของเคลิฟกลับถูกมองว่าเป็นการเอาเปรียบ และควรมีการตรวจสอบหรือแม้กระทั่ง ‘กำจัด’ ให้ออกจากเกมส์
อคติทางเพศ เชื้อชาติ หรืออะไรกันที่ทำให้เคลิฟโดนตราหน้าว่าเป็นคนขี้โกง?
“ในมิติของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกส์ มันมีมิติทับซ้อนกันหลายอย่างเลยนะ เช่น ชาตินิยม ผลประโยชน์ เรื่องเพศก็มี”
พรีสกล่าว ในการแข่งขันระดับโลกแบบนี้ หลายคนก็คงอยากเห็นประเทศของตัวเองคว้าชัยชนะกลับบ้านมาบ้าง หรือบางทีถ้าประเทศตัวเองทำไม่ได้ก็ให้ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงทำแทน เพราะอย่างน้อยก็มีความรู้สึกว่า ‘ฉัน’ กับ ‘เธอ’ คือคนที่ใกล้เคียงกัน รางวัลของเธอก็เหมือนรางวัลของฉัน
แต่ในขณะเดียวกันอคติทางเพศก็มีอยู่จริง เมื่อฝ่ายหนึ่งถูกมองว่าเป็นผู้ชาย อีกฝ่ายก็คือผู้หญิงที่สมควรได้รับการปกป้อง ไม่อย่างนั้นเราคงไม่ได้เห็นประโยคประชดประชันอย่าง “แมนมากนะ ต่อยผู้หญิง” ออกมาทั่วอินเตอร์เน็ต กลายเป็นว่าชัยชนะที่ใสสะอาดจะต้องมาจากการที่หญิงแท้ ชายแท้ ในอุดมคติออกมาแข่งกันเท่านั้น
“มันก็ต้องย้อนกลับมาว่า เราแข่งกีฬากันเพื่อหาอะไร เราหาผู้ชนะเป็นคนที่มีศักยภาพมากกว่าคนอื่นๆ หรือเราหาความสนุกสนาน หรือหาความสามัคคี หรือตอนนี้เรากำลังหาความเป็นอื่นที่จะต้องถูกเบียดขับและมีคนที่จะต้องถูกปกป้อง”
คำถามที่ติดอยู่ในใจและยังไม่มีคำตอบ เพราะมันก็คงขึ้นอยู่กับว่าเรามีจุดประสงค์เรื่องการจัดกีฬาว่าอะไร ซึ่งแต่ละคนก็คงมีเหตุผลที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งแต่ละเหตุผลมีความจำเป็นหรือไม่ที่ต้องเบียดคนบางกลุ่มออกไป

ว่ากันว่าผู้หญิงจะเป็นอะไรก็ได้
“เราชอบพูดกันว่าผู้หญิงจะเป็นอะไรก็ได้ ผู้หญิงสามารถสู้ผู้ชายได้ ผู้หญิงมีพละกำลัง จริงๆ แล้วเราว่าผู้หญิงก็มีความหลากหลายได้ เป็น Intersex ได้เหมือนกัน”
ก็จริง แนวคิด “ผู้หญิงเป็นอะไรก็ได้” ถูกส่งต่อจากพ่อแม่มาให้ลูกสาวหลายๆ คน ในแง่ของอาชีพ ผู้หญิงได้รับสนับสนุนให้เป็นหมอ เป็นวิศวะ อาชีพเดิมๆ ที่เหมือนก่อนเคยครอบครองโดยผู้ชาย แต่พอในแง่ของเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศ เรากลับไม่ค่อยได้ยินพ่อแม่บอกว่าผู้หญิงเป็นทอมได้ ผู้หญิงเป็นเกย์ได้ หรือแม้กระทั่งผู้หญิงเป็น Intersex ได้
“เราวัดความเป็นผู้หญิงจากอะไร เพราะฉะนั้นคนที่มีอัตลักษณ์ โครโมโซม ระดับฮอร์โมน อวัยวะสืบพันธุ์ ที่ไม่ตรงกับกล่องความเป็นเพศหญิง เขาจะไม่มีทางถูกนับเป็นผู้หญิงเลยหรอ”
ถึงแม้สังคมจะคัดค้านการเป็นผู้หญิงของเคลิฟ แต่พ่อของเคลิฟก็เอารูปในวันเด็กของเธอมายืนยันว่าเธอคือเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ถูกเลี้ยงมาแบบผู้หญิง
“ถ้ามองในแบบของนักสตรีนิยม เขาจะมองว่าการเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งตามแบบผู้หญิง มันก็จะทำให้เขาเติบโตเป็นผู้หญิงตามทัศนคติของสังคม เช่น พ่อแม่จะห้ามเด็กผู้หญิงที่ซน เพราะเด็กผู้หญิงต้องเรียบร้อย แต่ถ้าเป็นเด็กผู้ชายก็ซนได้เลยเต็มที่ อยากจะปีนป่าย วิ่ง ทำอะไรก็ทำได้เลย”
พรีสกล่าว จริงๆ แล้วมันก็ย้อนแย้งกันเองตรงที่เราสนับสนุนให้ผู้หญิงเป็นอะไรก็ได้ แต่กลับเลี้ยงดูพวกเขาแบบมีขีดจำกัดของเพศเอาไว้ เช่น พ่อแม่ห้ามเด็กผู้หญิงวิ่ง แต่ก็อยากให้เธอเป็นนักกีฬา แม้แต่พ่อของเคลิฟเองก็บอกว่าเขาไม่พอใจสักเท่าไหร่ที่ลูกสาวของเขาเลือกเล่นมวย แต่ในเมื่อมาถึงจุดนี้พ่อของเคลิฟเองก็พร้อมจะซัพพอร์ตเธอเต็มที่
เหตุการณ์ที่โจมตีคนหนึ่งคน แต่ทำร้ายคนอื่นอีกมากมาย
“เรารู้สึกว่าทุกคนกำลังมองมาที่เรา มองว่าเป็นคนขี้โกง ไม่ใช่ผู้หญิง และเป็นสัตว์ประหลาด”
พรีสนิ่งไปสักพักก่อนจะพูดประโยคนี้ออกมา เธอเล่าว่าการที่สังคมรุมด่าเคลิฟว่าไม่ใช่ผู้หญิงและเป็นคนขี้โกง มันไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เคลิฟ แต่มันส่งผลไปถึงเพื่อน Intersex คนอื่นๆ หรือหญิงข้ามเพศอีกมากมาย แม้อยากจะปกป้องชุมชน LGBTIQNA+ มากแค่ไหน แต่พรีสยอมรับว่าเธอก็ต้องใช้เวลาพักใหญ่ในการหยุดพักจากโลกออนไลน์ เพื่อที่จะไม่ได้ต้องทำเห็นคำว่าร้ายเหล่านั้น
“เราพยายามลุกมาบอกทุกคนว่าเราไม่ใช่ตัวประหลาด เราไม่ได้โกง นี่คือร่างกายตามธรรมชาติของเรา เพราะเราเชื่อว่าเราต้องส่งเสียงให้กับคนอื่นๆ ที่ยังรู้สึกหวาดกลัวว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว ไม่โดดเดี่ยว เพราะยังมีเราอยู่ตรงนี้อีกคน”
พรีสเชื่อว่าสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่จะสามารถช่วย LGBTIQNA+ รวมถึง Intersex คนอื่นๆ ที่โดนอคติ คำด่าทอ และความเกลียดชัง หลุดพ้นจากคำพวกนี้ได้ เธอยืนยันว่าจะสู้ต่อไปเพื่อไม่ให้ใครรู้สึกโดดเดี่ยว

Intersex มักจะถูกมองข้ามประหนึ่งว่าเป็นประชากรกลุ่มน้อย เพราะเป็นการคิดกันไปเองว่าโอกาสที่ทารกจะคลอดออกมาเป็น Intersex เป็นไปได้ยาก แต่ในรายงานของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) มีการคาดการณ์ว่า โลกนี้มีประชากร Intersex มากถึง 1.7% ซึ่งมากกว่าลูกแฝดธรรมชาติที่มีแค่ 0.25% โดย Intersex สามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ 1) กลุ่มที่โครโมโซมไม่ชัดเจน อาทิ XXY และ 2) กลุ่มที่อวัยวะสืบพันธุ์กำกวม อาทิมีอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกเป็นองคชาต แต่อวัยวะสืบพันธุ์ภายในและระดับฮอร์โมนที่ระบุว่าเป็นเพศหญิง
มี Intersex อีกหลายคนที่เจอกับอคติและความไม่เท่าเทียมทำให้พวกเขาสูญเสียความเป็นตัวเองไป เพราะนอกจากในวงการกีฬาแล้ว Intersex ก็ยังเจออุปสรรคอื่นๆ เช่น การสมัครงาน มีบางหน่วยงานมองว่าการเป็น Intersex คือ โรค และกีดกันการทำงานของพวกเขา แม้กระทั่งตำแหน่งที่เป็นงานเอกสารก็ไม่สามารถทำได้ เพราะพวกเขาถูกตีตราว่าป่วย
“เราเห็นว่าที่ผ่านมาประเทศไทยก็เป็นมิตรกับความหลากหลายมากขึ้น เมื่อมิถุนายนที่ผ่านมาถือเป็นเดือนแห่งความหลากหลาย (Pride Month) มองไปทางไหนก็มีแต่สีรุ้งและชูเรื่องความเท่าเทียม แต่ตอนนี้เราเห็นเหยียด การบูลลี่ หรือจริงๆ แล้วเรายังไม่ยอมรับความหลากหลายกันอย่างเต็มอก” พรีสทิ้งท้าย
อ้างอิง :
Biography/Why Michael Phelps Has the Perfect Body for Swimming
USAToday/Boxer Imane Khelif’s father expresses support amid Olympic controversy
USAToday/Fact check on Algerian fighter Imane Khelif, DSDs, biology and Olympic boxing
