จาก ‘ดอยบอย’ สู่ ‘เมืองฟ้าอมร’ : สำรวจสถานการณ์แรงงานข้ามชาติ เมื่อ ‘การมีชีวิตที่ดี’ คือปลายทางของแรงงานทุกชนชาติ

“กูขอเลือกชีวิตที่ดีในอนาคตแล้วกัน”

เป็นคำพูดสุดท้ายที่ ‘วัน’ บอกกับเพื่อน ก่อนหลบหนีออกมาจากค่ายกองกำลังของชาวไทใหญ่ ที่ตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า  แล้วมุ่งหน้าเข้ามาทำงานขายบริการทางเพศที่จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย โดยใช้ชื่อสำหรับชีวิตที่เริ่มต้นใหม่นี้ว่า ‘ศร’

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากภาพยนตร์เรื่อง ดอยบอย ที่กำกับโดย นนทวัฒน์ นำเบญจพล โดยมีเส้นเรื่องอยู่ที่ศรซึ่งเป็นตัวละครหลัก เขาเป็นชาวไทใหญ่ที่อาศัยอยู่ในประเทศพม่า ลักลอบหนีเข้ามาเป็นแรงงานข้ามชาติในไทยแบบผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นประเด็นที่หนังเรื่องนี้กำลังจะสื่อสารกับคนดู 

Doi Boy. Awat Ratanapintha (อวัช รัตนปิณฑะ) in Doi Boy. Cr. Courtesy of Netflix © 2023

พม่าอาจไม่ใช่ที่ที่น่าอยู่สำหรับศรและชาติพันธุ์คนอื่นๆ ที่มีประมาณ 135 กลุ่มชาติพันธุ์ รัฐบาลเผด็จการอยู่คู่กับประเทศพม่า และทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะช่วงปี 2505 – 2553 จากฐานข้อมูลชาติพันธุ์ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ระบุว่า สมัยที่นายพล เนวิน เป็นผู้นำเผด็จการทหารปกครองประเทศ ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์และรัฐบาลพม่ารุนแรงมากขึ้น จนกลายเป็นสงครามกลางเมือง กลุ่มชาติพันธุ์โดนละเมิดสิทธิมนุษยชนผ่านวิธีการต่างๆ เช่น การคุกคามทางเพศ การเกณฑ์ทหาร บังคับให้โยกย้ายถิ่นฐาน และใช้เป็นแรงงานทาส เป็นต้น

แม้ว่าพม่าจะมีช่วงหนึ่งที่พลเรือนเข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศหลังปี 2553 ทำให้ประชาธิปไตยผลิบานสั้นๆ แต่การผลิบานนั้นกลับส่งผลประโยชน์ไปไม่ถึงกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในพม่า เพราะเป็นการเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในประเทศเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการรุกล้ำพื้นที่ที่กลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่ในแบบที่เลี่ยงไม่ได้

การหลบหนีจากความไม่มั่นคงในพม่า และเข้ามาเป็นแรงงานข้ามชาติในไทย (ที่ถือเป็นประเทศเพื่อนบ้าน) จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับศรและกลุ่มชาติพันธุ์คนอื่นๆ ในหนังดังกล่าว และคงไม่ต่างอะไรกับกลุ่มแรงงานข้ามชาติคนอื่นๆ ในไทย ที่เลือกพลัดถิ่นเพราะต้องการมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม

“ทุกคนต้องการมีงานทำเพื่อหารายได้”

คำบอกเล่าจากปากของ บัณฑิต แป้นวิเศษ หัวหน้าฝ่ายขับเคลื่อนนโยบายและคดีมนุษย์ มูลนิธิเพื่อนหญิง ถึงความต้องการพื้นฐานของกลุ่มแรงงานข้ามชาติในไทย จากประสบการณ์การทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มแรงงานมาตลอด 30 ปี

เมื่อการมีชีวิตที่ดี เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานแรกๆ ที่ไม่ว่าชนชาติไหนก็ควรจะเข้าถึง และในเมื่อประเทศไทยเป็นหนึ่งในปลายทางของกลุ่มแรงงานข้ามชาติ Mutual จึงอยากชวนไปดูสถานการณ์แรงงานข้ามชาติในไทยในปัจจุบัน

อยากเป็นแรงงานในระบบกฎหมาย แต่การเข้าไปไม่ง่าย

สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก 9) ได้ให้คำนิยามว่า ‘แรงงานข้ามชาติ’ คือ คนที่ไม่มีสัญชาติไทยที่อยู่ในระหว่างหางาน กำลังทำงาน เคยหางาน หรือเคยทำงานในประเทศไทย แต่ไม่สามารถทำงานต่อได้และยังอาศัยอยู่ในไทย

ข้อมูลจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน ที่สำรวจจำนวนแรงงานข้ามชาติในไทย เดือนตุลาคม ปี 2566 พบว่ามีประมาณ 2,593,439 คน ซึ่งยังไม่นับแรงงานนอกระบบ ในขณะที่จำนวนแรงงานที่เป็นคนไทย ข้อมูลสำรวจปี 2566 ช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่ามีประมาณ 39 ล้านคน อาจนับได้ว่า แรงงานข้ามชาติก็ถือเป็นฟันเฟืองหนึ่งในการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจในไทยเช่นเดียวกับแรงงานกลุ่มอื่นๆ

บัณฑิตอธิบายให้ฟังว่า แรงงานในไทยมีหลายรูปแบบ แรงงานข้ามชาติถือเป็นกลุ่มหนึ่ง หากแบ่งประเภทของแรงงานกลุ่มนี้โดยยึดตามกฎหมาย จะสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ แรงงานแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย โดยการเข้าสู่ระบบแรงงานอย่างถูกกฎหมายนั้น พวกเขาจะต้องมีบัตรประจำตัวสำหรับคนที่ไม่มีสัญชาติไทย หรือบัตรสีชมพู  หนังสือเดินทางหรือเอกสารแทนหนังสือเดินทางที่มีตราประทับวีซ่าคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant -LA) และใบอนุญาตทำงานสำหรับแรงงานข้ามชาติ

“ถ้าคุณเข้าเมืองแบบผิดกฎหมาย ไม่มีเอกสารอะไรเลย คุณก็จะต้องหลบซ่อนอยู่ใต้ดิน และถูกเอารัดเอาเปรียบ เช่น อาจจะถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มจากเจ้าหน้าที่รัฐหรือมาเฟียบางกลุ่ม ที่แสวงประโยชน์จากขั้นตอนในส่วนนี้ เพราะฉะนั้น เราก็จะเห็นชัดว่าคนที่ยังไม่ได้ถูกรับรองสถานะโดยรัฐไทย จะเป็นคนที่เข้าถึงอะไรยากมาก แม้แต่เรื่องของการจ้างงาน”

แต่การเข้าสู่ระบบแรงงานก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะช่วงเวลาที่ภาครัฐจะเปิดให้พวกเขาเข้าไปทำเอกสารก็มีความไม่แน่นอน บ้างก็เปิดให้ทำได้ปีละครั้ง หรืออาจต้องรอนานถึง 2 ปี สำหรับใครที่เข้าไปทำไม่ทันก็ต้องรอรอบถัดไป

“ก่อนออกจากบ้านเตรียมเงินไว้เลย 25,000 ถึงจะพอ”

‘ใจดี แก่ทุต’ แรงงานข้ามชาติพม่า เคยให้สัมภาษณ์กับ Mutual ถึงตัวเลขค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้สำหรับการมาเป็นแรงงานข้ามชาติ โดยส่วนหนึ่งเป็นค่า ‘นายหน้า’ ที่คอยอำนวยความสะดวกเรื่องการเดินทางในทุกๆ ขั้นตอน

ด้วยขั้นตอนที่ซับซ้อน มีค่าใช้จ่ายสูง และใช้ระยะเวลานาน จึงไม่ใช่พวกเขาทุกคนที่จะเข้าสู่ระบบแรงงานได้อย่างถูกกฎหมาย แต่การได้รับสิทธิก็เป็นสิ่งที่แรงงานข้ามชาติหลายคนต้องการ เพราะข้อดีของมัน คือ การได้เข้าสู่ระบบประกันสังคมที่ครอบคลุมสิทธิประโยชน์ 7 รายการ ได้แก่ การเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย ทุพพลภาพ เสียชีวิต คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และการว่างงาน โดยแลกกับการโดนหักเงินเดือน 5% จากนายจ้าง ตามกฎหมายแรงงานสุขภาพและความปลอดภัย

เข้า (ไม่) ถึงระบบบริการสุขภาพ ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่แรงงานข้ามชาติกำลังเผชิญ

“ปัญหาส่วนใหญ่ของกลุ่มแรงงานข้ามชาติ คือ การขาดความรู้เรื่องการคุ้มครองสิทธิ์ เช่น คุณควรได้ค่าจ้างเท่าไหร่ หรือเวลาคุณถูกเอาเปรียบจากนายจ้างคุณจะต้องไปเรียกร้องที่ใคร มีลูกจ้างจำนวนมากที่ไม่ได้สนใจว่าตัวเองอยู่ในระบบประกันสังคมหรือไม่ หักก็หักไป ฉันก็ทำงานไป เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยจริงๆ เขาก็ไม่สามารถใช้สิทธิ์ที่โรงพยาบาลได้ หรือบางคนไม่รู้แม้แต่ว่าตัวเองมีสิทธิ์การรักษาในโรงพยาบาลที่มีประกันสังคม พวกเขาก็จะออกไปซื้อยากินเอง”

บัณฑิตเล่าว่า ปัจจุบันมีแรงงานข้ามชาติถูกกฎหมายหลายคน ที่โดนนายจ้างหักเงินประกันสังคมไปโดยไม่ส่งชื่อพวกเขาเข้าสู่ระบบ และทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ข้อต่างๆ ได้ ไม่ต่างกันกับแรงงานผิดกฎหมาย มีเพียงระบบสาธารณสุขเบื้องต้นและระบบการศึกษา ที่พวกเขาสามารถเข้าถึงได้ ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานต่างด้าว แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าถึงข้อมูลสิทธิประโยชน์เหล่านี้

ดอยบอย แรงงานข้ามชาติ

สำหรับแรงงานที่ผิดกฎหมาย ถ้าต้องการเข้าสู่ระบบคุ้มครองสุขภาพ จะต้องซื้อบัตรประกันสุขภาพจากกองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข จึงจะได้รับการคุ้มครองบริการทางสุขภาพเบื้องต้น อย่างเช่นการรักษาผู้ป่วยนอก คลอดบุตร ทำฟัน หรือการได้รับวัคซีนพื้นฐาน จากโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ

แต่อีกหนึ่งอุปสรรคใหญ่ต่อการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล คือ ข้อจำกัดทางภาษา ที่ทำให้การไปโรงพยาบาลเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับแรงงานข้ามชาติหลายๆ คน

‘แสงดาว’ แรงงานข้ามชาติ ครูอาสา ล่าม และอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) ที่หลบหนีจากพม่าเข้ามาในประเทศไทยในวัย 20 ต้นๆ และบอกว่า การพูดภาษาไทย เป็นปัญหาหลักในการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพ

“ถ้าเราไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่ป่วยนิดหน่อย ก็ซื้อยากินเอง เพราะเราก็พอดูออกว่ายานี้เป็นยาอะไร เราก็สังเกตบ่อย แต่ว่าถ้าเราเป็นมากๆ เราก็จำเป็นต้องใช้ล่าม ถึงจะสื่อสารได้ ก็ต้องมีคนที่พูดไทยได้พาเราไป”

เพราะความไม่ชำนาญภาษาไทยในช่วงที่เธอเข้ามาใหม่ๆ จึงทำให้การฟังผลวินิจฉัยโรคจากหมอ ยากกว่าการซื้อยามาทานเอง เช่นเดียวกับแรงงานข้ามชาติคนอื่นๆ ในทุกวันนี้ ที่มาขอให้เธอช่วยไปเป็นล่ามแค่เฉพาะอุบัติเหตุเล็กน้อย และคนที่กำลังจะคลอดลูกเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน สำหรับแรงงานที่ยังไม่ได้รับการรับรองเข้าระบบ โอกาสที่นายจ้างจะกดขี่ลูกจ้างตัวเองในทุกๆ ด้านก็จะยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น เพราะไม่มีขั้นตอนการตรวจสอบสัญญาจ้างจากภาครัฐ และอยู่นอกเหนือการคุ้มครองจากกฎหมาย

นอกจากนี้ กลุ่มแรงงานข้ามชาติก็ไม่ได้มีอำนาจในการต่อรองในระบบแรงงานเท่าไหร่นัก บัณฑิตอธิบายให้เราฟังว่าตัวเลข ‘น้อยกว่า 1%’ เป็นจำนวนสหภาพแรงงานในประเทศไทยที่ก่อตั้งโดยองค์กรลูกจ้าง และบางทีการร้องเรียนอาจทำให้พวกเขาโดนไล่ออกจากงานได้ เพราะมีนายจ้างบางกลุ่มที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่รัฐ และมีการเกื้อหนุนผลประโยชน์ให้กันและกัน

‘แรงงานชาติพันธุ์’ ที่ยังคงถูกมองข้าม

สำนัก 9 ได้ให้คำนิยาม ‘ชาติพันธุ์’ ไว้ว่า กลุ่มคนที่มีอัตลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน ทำให้สมาชิกกลุ่มมีวัฒนธรรม ประเพณี บรรทัดฐาน ภาษา และความเชื่อในแนวเดียวกัน โดยอัตลักษณ์เหล่านี้ก็ได้มีการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น 

พื้นที่ชายแดนไม่ว่าจะเป็นภูเขาหรือชายทะเล เป็นถิ่นฐานที่พวกเขาเลือกอาศัยอยู่ การจากบ้านไปทำงานในที่ห่างไกล เพื่อทำให้ชีวิตตัวเองดีกว่าเดิม ก็เป็นเป้าหมายของพวกเขาไม่ต่างกันกับกลุ่มแรงงานอื่นๆ 

ดอยบอย แรงงานข้ามชาติ

บัณฑิตเล่าว่า ถึงแม้ชาวชาติพันธุ์จะเกิดในแผ่นดินไทย แต่พวกเขายังไม่ถือว่าเป็นคนไทยตามกฎหมาย ต้องผ่านการ ‘พิสูจน์สัญชาติ’ ก่อน ไม่งั้นจะถูกบันทึกไว้ว่าเป็น ‘ผู้มีปัญหาสถานะบุคคล’ ซึ่งทำให้การใช้ชีวิตอาจยากลำบาก เช่น ไม่สามารถเข้าสู่ระบบแรงงานตามกฎหมาย และไม่ได้รับสิทธิประโยชน์เหมือนกับแรงงานถูกกฎหมายคนอื่นๆ ในไทย บางคนก็อาจถูกปัดไปเป็น ‘แรงงานข้ามชาติ’ ซึ่งจะทำให้การจัดการแรงงานง่ายสำหรับหน่วยงานที่รับผิดชอบมากกว่า

การเข้าสู่ระบบแรงงานแบบถูกกฎหมายสำหรับกลุ่มคนชาติพันธุ์ พวกเขาจะต้องมีเอกสารรับรองความเป็นคนไทยก่อน ที่จะได้รับหลังจากผ่านกระบวนการตรวจสารพันธุกรรม และได้รับการยืนยันจากเครือญาติและผู้นำหลายคนในชุมชน 

“ถ้าคุณเป็นแรงงานผิดกฎหมาย คุณจะไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการต่างๆ ที่ประเทศไทยมีอยู่ได้ บัตรประชาชนจึงเป็นสิ่งที่หอมหวานมากสำหรับคนที่มีปัญหาสถานะทางบุคคล ที่ต้องการความเป็นคนไทยหรือการถูกรับรองสิทธิ์

“เราถึงเห็นว่ามีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่เจ้าหน้าที่รัฐบางคนแอบรับเงิน เพื่อเปิดช่องทางให้ชาติพันธุ์มาสวมบัตรแทนประชาชนคนอื่น เช่น คนไทยที่เสียชีวิตไปแล้วแต่ไม่ถูกจำหน่ายว่าเสียชีวิต หรือบางทีผู้หญิงในกลุ่มผู้มีปัญหาสถานะบุคคลก็ถูกแสวงประโยชน์ทางเพศ พวกเธอยอมทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้มาซึ่งบัตรประชาชน”

ไม่ว่าจะเป็นแรงงานมาจากที่ไหน ก็เป็นฟันเฟืองหนึ่งที่ขับเคลื่อนประเทศนี้

“สิ่งที่ยากกว่าการจัดการระบบแรงงาน คือการทำยังไงให้ช่องว่างของการเอาเปรียบในเชิงมนุษยธรรมมันน้อยลง” ด้วยเหตุผลข้อนี้ ปัญหาของกลุ่มแรงงานจึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญสำหรับบัณฑิต

การมองแรงงานข้ามชาติหรือชาติพันธุ์เป็นคนไร้ตัวตน สร้างความเดือดร้อน และเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากประเทศไทย เป็นภาพจำที่บัณฑิตมองว่า ทำให้เกิดความอคติเกลียดชัง และมองพวกเขาเป็น ‘คนอื่น’ อยู่เสมอ

เมื่อคำว่า ‘คนอื่น’ หมายถึงคนที่ถูกตีตราว่าไม่เข้าพวก เมื่อนั้นคุณค่า ‘ความเป็นคน’ จึงถูกมองว่ามีไม่เท่ากัน

บางทีคนที่ถูกแสวงหาผลประโยชน์ ก็อาจเป็นกลุ่มแรงงานเหล่านี้เช่นกัน การเข้ามาเป็นแรงงานข้ามชาติในไทย อาจเป็นเพียงไม่กี่ตัวเลือกที่พวกเขามี

อย่างศรเอง เขาอาจไม่ต้องการก้าวออกจากบ้านเกิดของตัวเอง เข้ามายังดินแดนใหม่ที่เขาไม่คุ้นเคย แต่ในเมื่อหนทางในการมีชีวิตที่ดีขึ้นมีเพียงทางเลือกนี้เท่านั้น การหลบหนีข้ามชาติจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เขาตามหามาตลอด อาจเป็นเพียง ‘สถานที่’ สักแห่ง ที่เขาจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข อย่างที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะได้รับ

อ้างอิง