“สมัยก่อน ตำรวจเข้าออกชุมชนวันละไม่ต่ำกว่า 10 รอบ”
‘แวน’ จิรพงษ์ อินกอง ตัวแทนชุมชนวัดโพธิ์เรียงและแกนนำเยาวชนเครือข่ายบางกอกนี้ดีจัง เล่าถึงอดีตของชุมชนที่เคยเป็น ‘พื้นที่สีแดง’ เพราะเต็มไปด้วยปัญหายาเสพติดและอาชญากรรม เมื่อตกเย็น คนในชุมชนแทบไม่กล้าออกจากบ้านเพราะกลัวอันตราย จนชุมชนรอบข้างตั้งฉายาให้ว่า ‘นักเลงโพธิ์เรียง’
ในช่วงเวลานั้น ทุกคนต่างต้องชีวิตที่ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดจากสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่อยู่ตรงหน้าทำให้สุขภาพจิตที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าถูกมองข้าม เมื่อร่างกายส่งสัญญาณปัญหาทางใจ เช่น อาการนอนไม่หลับ ความเครียด หรืออารมณ์แปรปรวน ก็มักถูกละเลยไปจนกว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นในชุมชน เช่น มีคนวางเพลิงบ้านตัวเองจากอาการหูแว่ว หรือมีบางคนที่จมอยู่กับภาวะซึมเศร้าถึงขั้นเดินตกน้ำเสียชีวิต
“คนกล้าออกจากบ้านมากขึ้น”
‘ป้าทิพย์’ น้ำทิพย์ แป้นประเสริฐ เล่าให้ฟังถึงการเปลี่ยนแปลงของชุมชนเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงห้าปีที่ผ่านมา จากเดิมที่ต่างคนต่างอยู่ กลายเป็นชุมชนที่ดูแลเอาใจใส่กันมากขึ้น พื้นที่รกร้างถูกพัฒนาให้กลายเป็นสวนผัก ห้องประชุม เวทีจัดงานตามเทศกาล กำแพงศิลปะ และลานออกกำลังกาย พื้นที่เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งก่อสร้าง แต่เป็นจุดเชื่อมโยงผู้คนทุกวัย ผู้ใหญ่ที่ต้องการเข้าสังคม เด็กที่ต้องการพื้นที่ปลอดภัย และผู้สูงวัยที่ต้องการพื้นที่ผ่อนคลาย

เมื่อปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมลดลงจนชุมชนได้รับการยกย่องให้เป็น ‘ชุมชนต้นแบบ’ ประเด็นสุขภาพจิตที่เคยถูกเก็บซ่อนไว้ภายในบ้านก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันมากขึ้นทั้งในที่ประชุมของคณะกรรมการชุมชน และทุกพื้นที่ในชุมชนที่กลายเป็นเรื่องปกติที่เพื่อนบ้านจะถามไถ่กันว่า “สบายดีไหม” หรือ “มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า”
พื้นที่ส่วนกลางเหล่านี้ยังช่วยให้แกนนำคนรุ่นใหม่ อาสาสมัครชุมชนและคณะกรรมการชุมชนสังเกตและเฝ้าระวังสัญญาณของปัญหาสุขภาพจิตได้ง่ายขึ้น หากบ้านไหนมีสมาชิกที่หายหน้าหายตาไป พวกเขาก็จะเข้าไปสอบถามและให้การช่วยเหลือ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสมาชิกชุมคนไหนต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตเพียงลำพัง
ความสำเร็จเหล่านี้อาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญแต่แท้จริงแล้วคุณภาพของพื้นที่ในชุมชนสัมพันธ์กับคุณภาพของพื้นที่ในจิตใจของสมาชิกชุมชนมากกว่าที่เราเห็น
พื้นที่รกร้างในชุมชนสะท้อนสภาพจิตใจที่ถูกละเลย
พื้นที่และสภาพแวดล้อมตัวเราไม่ได้เป็นเพียงวัตถุ สิ่งของไร้ชีวิตชีวา ตามแนวคิดของ Bronfenbrenner นักจิตวิทยาด้านนิเวศวิทยา สภาพแวดล้อมรอบตัวเราส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมและสุขภาพจิตของคน ถ้าชุมชนเต็มไปด้วยพื้นที่รกร้าง ไม่มีพื้นที่ส่วนกลางที่ปลอดภัย ก็อาจทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในชุมชนนั้นรู้สึกโดดเดี่ยว เครียด และหดหู่โดยไม่รู้ตัว

หากเราเดินทางไปเยี่ยมเยือนชุมชนวัดโพธิ์เรียงในวันนี้ จะเห็นว่ากำแพงของชุมชนเต็มไปด้วยสีสันของผลงานศิลปะเยาวชน ตามซอกมุมของซอยมีต้นไม้ประดับให้ความสดชื่น ป้าทิพย์เล่าให้ฟังว่าความสดชื่นสดใสของพื้นที่ในชุมชนที่เราเห็นในวันนี้มีที่มาจากวิถีชีวิตของสมาชิกชุมชนวัดโพธิ์เรียงในอดีตจะเป็นลักษณะที่ต่างคนต่างอยู่อย่างไม่ไว้วางใจกันเพราะอาชกรรมและยาเสพติดมีอยู่เกลื่อนชุมชน ทำให้ชีวิตอยู่ในความเสี่ยง
เมื่อกลับจากการรับจ้างรายวันต่างคนต่างเข้าบ้าน ด้วยสภาพแวดล้อมที่เหมือนถูกขังอยู่ในบ้าน พอจะออกมาใช้ชีวิตในพื้นที่นอกบ้าน ก็ต้องพบกับพื้นที่รกร้าง มุมอับ มืดทึบ ซอยตันซึ่งเป็นแหล่งซื้อขายยาเสพติดเมื่อถูกรายล้อมด้วยสภาพแวดล้อมแบบนี้ ผู้ใหญ่และเยาวชนหลายคนในชุมชนก็เลือกใช้ยาเสพติดเพื่อหลีกหนีความเครียดและความหดหู่ ส่วนปัญหาสุขภาพจิตของสมาชิกวัยอื่นทั้งเด็กและผู้สูงอายุก็ถูกเก็บไว้ในบ้านจนกลายเป็นวงจรปัญหาสุขภาพจิตที่ทวีความรุนแรงขึ้น
พื้นที่เปลี่ยนไป หัวใจเปลี่ยนแปลง
ความสูญเสียและเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้นรายวันในชุมชนจากสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม ทำให้กลุ่มคนในชุมชนกลุ่มหนึ่งตัดสินใจลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงพื้นที่เหล่านั้น ด้วยความร่วมมือจากหน่วยงานเอกชนและกรุงเทพมหานคร เริ่มต้นจากการให้เยาวชนเป็นผู้ออกไอเดีย เปลี่ยนกำแพงมุมอับและซอยตันที่เคยเป็นแหล่งค้ายาเสพติดให้กลายเป็นพื้นที่ศิลปะ
เมื่อพื้นที่เปลี่ยนจากมุมมืดเป็นมุมสร้างสรรค์ คนขายยาเสพติดจึงย้ายไปที่อื่น ส่งผลให้คนในชุมชนการเข้าถึงยาเสพติดได้ยากขึ้น พฤติกรรมของผู้คนก็ค่อยๆ เปลี่ยนตาม ป้าทิพย์เลือกใช้พื้นที่ทำการของคณะกรรมการชุมชนเป็นร้านขายของชำประจำชุมชนเพราะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างชัดเจน

“ซื้อของ 5 นาที อีกครึ่งชั่วโมงคุยเรื่องที่เขาอยากระบาย”
เดิมทีร้านขายของชำเป็นเพียงจุดแวะซื้อของแล้วจากไป เมื่อพื้นที่ชุมชนปลอดภัยมากขึ้นผู้คนในชุมชนก็เริ่มมองหาสถานที่อื่นในการพบปะพูดคุย และร้านขายของชำก็กลายเป็นจุดศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยนเรื่องราวในชีวิตของสมาชิกในชุมชน บางคนอาจเข้ามาซื้อเพียงข้าวสารกับไข่ไม่กี่สิบบาท แต่กลับอยู่ยาวเพื่อพูดคุยระบายเรื่องงาน เรื่องครอบครัว หรือแม้แต่ความรู้สึกกังวลในชีวิต ป้าทิพย์ที่เป็นทั้งประธานชุมชนและเจ้าของร้านขายของชำก็กลายเป็นทั้งคนฟังและที่ปรึกษาโดยไม่รู้ตัว

“คนแก่ก็ไปเฝ้าหลานที่ลานเครื่องเล่นได้ ไม่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน”
ก่อนหน้านี้ พื้นที่สาธารณะในชุมชนไม่เอื้อต่อการออกมาทำกิจกรรมร่วมกัน ผู้สูงอายุมักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในบ้านเพราะนอกบ้านไม่ปลอดภัย แต่เมื่อมีลานเครื่องเล่นและเครื่องออกกำลังกายเกิดขึ้นในชุมชน คนเฒ่าคนแก่ก็มีโอกาสได้ออกมารับลมนอกบ้าน การได้ออกมาเห็นผู้คนและพูดคุยกันช่วยลดความรู้สึกเหงาและทำให้พวกเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนมากขึ้น

“เครียด ๆ คิดอะไรไม่ออกก็ออกไปรดน้ำผัก ตกเย็นก็มีติดไม้ติดมือไปทำกับข้าวที่บ้าน”
สวนผักชุมชนกลายเป็นอีกพื้นที่จุดเปลี่ยน เมื่อก่อนชุมชนมีพื้นที่รกร้างไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์อยู่หลายจุด แต่ตอนนี้พื้นที่เหล่านั้นกลายเป็นแปลงผักที่ทุกคนช่วยกันดูแล หลายคนพบว่าการรดน้ำผัก พรวนดิน ถอนหญ้า หรือเก็บผักช่วยให้จิตใจสงบลง จากความรู้สึกเครียดจากงานและปัญหาชีวิต พื้นที่สวนผักทำให้คนมองเห็นประโยชน์ในการพัฒนาพื้นที่ในชุมชน ทำให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่ส่วนอื่นในชุมชน
ลานกิจกรรมของชุมชนกลายเป็นของพื้นที่รวมตัวของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เมื่อก่อน งานเทศกาลสำคัญอย่างลอยกระทงหรือสงกรานต์จัดกันแบบประปราย ไม่มีพื้นที่รวมตัวที่ชัดเจน แต่เมื่อชุมชนมีพื้นที่ส่วนกลางที่ปลอดภัยและสะอาด งานเหล่านี้ก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง ผู้คนมีโอกาสพบปะกันในช่วงเวลาสำคัญของปี ช่วยสร้างความเป็นเจ้าของและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนให้เกิดขึ้นในใจของสมาชิกชุมชน

เมื่อผู้คนกลับมาใช้พื้นที่ชุมชน ความรู้สึกปลอดภัยและความไว้วางใจก็ค่อย ๆ ฟื้นคืน ชุมชนที่เคยเงียบเหงาและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว กลายเป็นที่ที่ผู้คนอยากออกมาใช้ชีวิต พบปะกัน และช่วยเหลือกันมากขึ้น พื้นที่ที่ดีไม่ใช่แค่สถานที่ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ การพูดคุยกันหน้าร้านชำ การเฝ้าหลานที่สนามเด็กเล่น หรือการรดน้ำต้นไม้ยามเย็น ล้วนช่วยลดความเครียด ความเหงา และสร้างสายใยของชุมชนให้แน่นแฟ้น เมื่อพื้นที่มีความหมาย ชุมชนก็มีพลัง และสุขภาพจิตของทุกคนก็ดีขึ้นในระยะยาว
