เก้าอี้คนถนัดซ้าย นิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เก้าอี้สำหรับนิสิตถนัดซ้าย : คุยกับ ‘เตย ปารีณา’ คณบดี นิติ จุฬาฯ ที่เชื่อว่าชุมชนสำหรับทุกคน คือ ความเท่าเทียม ที่ไม่จำเป็นต้องเท่ากัน

ถ้าให้ย้อนกลับไปช่วงวัยเรียน โรงเรียน – มหาวิทยาลัยที่เราเคยเจอเป็นอย่างไรบ้าง ‘สภาพแวดล้อม’ ที่เราเคยอยู่เป็นแบบไหน?

คำตอบคงมีมากมาย และคงมีเรื่องที่เจอคล้ายๆ กันเป็นประสบการณ์ร่วมอย่างจำนวนห้องน้ำไม่เพียงพอ ต้องเจอคิวยาวๆ ในชั่วโมงเร่งด่วน แถมบางครั้งก็ไม่สะอาด (หรืออาจจะเรียกว่าทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ) ลิฟต์ที่มีให้ทุกคนใช้ยกเว้นนักเรียน-นักศึกษา หรือโต๊ะเก้าอี้ที่นั่งไม่ค่อยสบาย จากที่อยากจดจ่ออยู่กับคนสอน กลายเป็นเป็นโฟกัสที่นั่งแทน

“แน่นอนว่าเราไม่สามารถทำให้สังคมปลอดภัยและตอบโจทย์คนในชุมชนได้ 100% แต่เราจะต้องบริหารจัดการเพื่อทำให้ผู้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนให้ได้มากที่สุด”

เพราะนั่งในตำแหน่งคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เตย — ปารีณา ศรีวนิชย์ เลยหยิบแนวคิดชุมชนสำหรับทุกคน (Inclusive Community) มาใช้ในการทำงานนี้กว่า 6 ปี พัฒนาสภาพแวดล้อมในคณะให้เหมาะกับนิสิตและทุกๆ คนที่อยู่ ไม่ใช่แค่ช่วยเรื่องการเรียนรู้ แต่ทำให้เกิดความสุขเช่นกัน

ดีกรีศิษย์เก่าที่กลับมาเป็นอาจารย์ ทำให้คณบดีเตยมีประสบการณ์ร่วมกับนิสิต และมีผลต่อการทำงานพัฒนาคณะภายใต้นโยบาย ‘นิติศาสตร์เพื่อสังคม’ หลังจากที่ได้กลายมาเป็นคณบดีผู้หญิงคนแรกของที่นี่ เตยตั้งใจสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับนักเรียนกฎหมายรุ่นใหม่ เตรียมพวกเขาให้พร้อมออกไปทำงานช่วยเหลือสังคมในวันข้างหน้า 

‘เก้าอี้สำหรับนิสิตถนัดซ้าย’ เป็นหนึ่งในไอเดียที่เกิดขึ้นจากการทำงานนี้ และคงไม่ต้องเล่าว่าผลตอบรับของนิสิตเป็นอย่างไร เพราะเก้าอี้ล็อตสองเพิ่งเดินทางมาถึงเพื่อเติมเต็มความต้องการของทุกคน 

ถ้าอยากรู้ว่าที่ผ่านมาเตยทำอะไรมาแล้วบ้าง และทำไมเธอถึงให้ความสำคัญกับเรื่องชุมชนสำหรับทุกคน เชิญทุกคนอ่านต่อได้ที่บรรทัดต่อไป

เตย – ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อยากทราบจุดเริ่มต้นของ ‘เก้าอี้เลกเชอร์สำหรับนิสิตถนัดซ้าย’

มาจากการฟังเสียงของคนที่อยู่ในชุมชนว่า พวกเขาอยากได้อะไร ใครเจอปัญหาอะไรบ้าง เราเรียกขั้นตอนนี้ว่า ‘คณบดีพี่เตยเปิดห้องฟังน้องคุย’ เป็นช่องทางที่คุยกับนิสิตทุกคนอย่างเป็นทางการ แล้วก็จะมีคุยกับกรรมการนิสิตด้วย ซึ่งเราค่อนข้างทำงานใกล้ชิดกัน ก็จะเป็นช่องทางที่ไม่เป็นทางการ ทั้งหมดนี้เป็นช่องทางที่เราจะสื่อสารกันได้ว่า คณะยังขาดอะไรไป นิสิตรู้สึกว่าอยากมีอะไรเพิ่มขึ้นหรือเปล่า เป็นการคุยกันเพื่อถามสารทุกข์สุขดิบ แล้วเราก็ค่อยเอามาคิดต่อว่าทำอะไรดี ที่จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับน้องๆ ได้ 

เรื่องที่นิสิตบอกมีอะไรบ้าง

เวลานั่งเรียนหนังสือหรือทำข้อสอบอัตนัย คนถนัดซ้ายจะลำบากกว่าคนถนัดขวา เพราะเก้าอี้ที่มีถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานของคนถนัดขวา พอคนถนัดซ้ายมาใช้ส่วนมือและแขนจะลอย ทำให้เมื่อยมากๆ

ที่ผ่านมาพวกเขาก็พยายามปรับตัวกันเองเพราะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนส่วนน้อย ซึ่งเราคิดว่า ถ้ามีงบประมาณมากพอ เราก็ควรลงทุนให้นิสิตทุกคนได้มีโอกาสเท่ากัน

เวลาเปิด-ปิดของห้องที่คณบดีพี่เตยเปิดคุยกับน้องๆ

เราเปิดห้องฟังน้องคุยประมาณเทอมละครั้ง แต่เราค่อนข้างทำงานใกล้ชิดกับนิสิต มีเรื่องอะไรติดต่อได้เสมอ 

สิ่งหนึ่งที่เห็น คือ ความใกล้ชิดที่พยายามสร้างให้เกิดระหว่างคณบดีกับนิสิต ในการดูแลคณะ

เราจะใช้คำแทนตัวเองว่า ‘พี่’ มากกว่าที่จะเป็น ‘อาจารย์’ ความใกล้ชิดระหว่างนิสิตกับอาจารย์ เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของคณะนิติ ถึงตอนนี้เราจะเป็นผู้นำสูงสุดขององค์กร แต่ไม่อยากให้ทุกคนมองแบบนั้น การที่เราจะทำให้ชุมชนนี้น่าอยู่ได้ เราต้องเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวที่รับฟัง ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ใส่ใจกันทั้งสองฝ่าย ก็ได้รับความร่วมมือจากทั้งพี่ๆ น้องๆ นิสิต และเจ้าหน้าที่ทุกคน พี่คิดว่าถ้าเราเดินไปด้วยกันแบบนี้ มันดีนะ มีผลต่อการพัฒนาคณะมากด้วย

ถ้างั้นเดี๋ยวเราเรียกพี่เตยด้วย

(หัวเราะ) ได้เลย 

หลังจากมี ‘คณบดีพี่เตยเปิดห้องฟังน้องคุย’ แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อ

เราจะมาคุยกันในทีมต่อ พี่จะมีทีมกายภาพ ที่ดูแลเรื่องของอาคาร สถานที่ โต๊ะ หรือเก้าอี้ กับทีมวิชาการ ที่ดูแลเรื่องการเรียนการสอน ถ้าเป็นเรื่องเก้าอี้ เราจะคุยกับทีมกายภาพว่า เคสนี้ ถ้าเราเพิ่มเก้าอี้คนถนัดซ้ายขึ้นมาจะเป็นไปได้ไหม และกว่าจะได้มาเป็นเก้าอี้ถนัดซ้ายตัวที่ใช้อยู่ตอนนี้ เราลองมาหลายแบบมาก ใช้เวลาหานานมากๆ เราให้ทีมไปค้นหาดูเลยว่าในตลาดตอนนี้มีเก้าอี้แบบไหนบ้าง แบบไหนถึงจะนั่งสบายที่สุด เอามาวางเรียงให้นิสิตและเจ้าหน้าที่นั่งทดสอบ สุดท้ายเราก็ได้เป็นตัวนี้มา อาจไม่ได้ดูแล้วสวยเด่น แต่มันนั่งสบาย โต๊ะมีขนาดใหญ่ และมีชั้นวางใต้เก้าอี้ เหมาะกับเด็กนิติที่มีหนังสือเยอะ ตอนแรกเก้าอี้มีล้อที่ทำให้ขยับได้ แต่ว่าล้อทำให้เก้าอี้ไม่มั่นคง และนั่งสบายน้อยลง เราก็เอาล้อออก 

กระบวนการที่เราแทบจะใช้ทำงานกับทุกๆ เรื่อง คือ ต้องมีการทดสอบก่อน แล้วค่อยเคาะว่าจะเอาแบบไหน ในช่วงแรกเราจะสั่งของมาปริมาณน้อย เพื่อทดลองก่อนว่ามันใช้ได้ดีจริงรึเปล่า ถ้าโอเคเราค่อยสั่งเพิ่ม

อาจมีนิสิตบางคนที่ไม่ได้เห็นด้วย หรือมองว่านี่เป็นการลงทุนสำหรับคนส่วนน้อย พี่เตยมีความเห็นอย่างไร

อะไรที่สร้างความเท่าเทียมได้ ไม่จำเป็นต้องเท่ากันเสมอไป

มันไม่ใช่เรื่องของการลงทุนในเชิงคุ้มหรือไม่คุ้ม แต่เป็นหน้าที่ของคณะ ที่ต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้นิสิต ยกระดับโอกาสของคนที่เสียเปรียบด้วยข้อจำกัดต่างๆ ให้เท่ากับคนอื่นๆ มันถึงจะเป็นความเท่าเทียมที่เป็นธรรม

ผลตอบรับของเก้าอี้คนถนัดซ้ายจากผู้ใช้งานจริง

ดีนะ น้องๆ ชอบมาก แล้วก็ไม่มีเสียงว่า ทำไมถึงต้องเอาเงินมาใช้กับคนกลุ่มนี้กลุ่มเดียวด้วย พี่คิดว่าเด็กรุ่นใหม่เขามองเห็นเรื่องนี้เหมือนกัน 

ที่ผ่านมาพี่ว่ามันเป็นสภาพจำยอมของคนส่วนน้อย ที่ต้องยอมรับสภาพไปว่า ในเมื่อคนส่วนใหญ่เป็นถนัดขวา ฉันเกิดมาถนัดซ้ายเอง ฉันก็ต้องยอมรับสภาพนี้ไป แต่การได้อยู่ในสังคมที่ปรับโครงสร้างพื้นฐานให้มีระบบต่างๆ ที่ยอมรับความเป็นตัวเขา พี่ว่าทุกคนก็คงจะแฮปปี้

อย่างตอนนี้พอได้เก้าอี้สำหรับนิสิตถนัดซ้ายมา แล้วเก้าอี้มันนั่งสบายมาก มีน้องๆ ที่บอกว่า ขอเก้าอี้แบบเดียวกันให้คนถนัดขวาด้วยได้มั้ย ซึ่งเราก็สั่งมาแล้วในล็อตล่าสุด

นอกจากเก้าอี้สำหรับนิสิตถนัดซ้าย โปรเจกต์อื่นๆ ที่พี่เตยทำสำหรับพัฒนาคณะนิติ

โปรเจกต์แรกที่ทำเลย คือ เราสร้างลิฟต์ตั้งแต่ชั้นหนึ่ง เพราะว่าเดิมตึกนี้ถูกออกแบบให้ต้องไปขึ้นลิฟต์ที่ชั้นสอง เป็นเรื่องความสวยงาม แต่เรามองว่ามันควรให้ความสำคัญกับการออกแบบชุมชนสำหรับทุกคน เพราะเราเคยหกล้มจนต้องนั่งรถเข็น เรารู้เลยว่า โห ชีวิตของคนที่ต้องนั่งรถเข็นลำบากแค่ไหน เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องทำให้แน่ใจว่า ตึกคณะมีทางลาดสำหรับคนพิการ เราก็จะมีรถเข็นเตรียมไว้ให้เลย เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

นอกจากนี้ เราก็เพิ่มจำนวนห้องน้ำผู้หญิงมากกว่าห้องน้ำชาย 

เพราะว่า

ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนเราจะเห็นจำนวนห้องน้ำหญิงและห้องน้ำชายเท่ากัน แต่ที่คณะเรา เราตั้งใจปรับปรุงใหม่ให้มีจำนวนห้องน้ำผู้หญิงมากกว่า เพราะเรามีจำนวนนิสิตหญิงมากกว่านิสิตชาย มากกว่ามานานแล้วด้วย เพราะฉะนั้นจำนวนห้องน้ำมันควรสอดคล้องกับสัดส่วนจำนวนคนที่ใช้งาน เลยเป็นที่มาของคอนเซปต์ที่ว่า การทำให้เกิดความเท่าเทียม ไม่จำเป็นที่จะต้องเท่ากัน 

นอกจากการปรับปรุงทางกายภาพ  มีการปรับปรุงรูปแบบอื่นด้วยไหม

เราจะเห็นว่า ช่วงนี้คนมีความเครียดค่อนข้างเยอะ เราก็เลยสร้างศูนย์สุขภาวะสำหรับคณะนิติศาสตร์ (Law Chula Wellness Hub) เพื่อดูแลทางใจด้วย โดยมีนักจิตวิทยาคอยให้บริการกับนิสิตและบุคลากรคณะนิติฯ มีทั้งรูปแบบเจอหน้าและออนไลน์ เพราะว่าบางทีน้องๆ ก็แค่ต้องการพูดคุยเพื่อระบายความเครียด แล้วเป็นการช่วยแบ่งเบางานของศูนย์สุขภาวะนิสิต (Chula Student Wellness) ที่เป็นศูนย์ของมหา’ลัยเองด้วย 

นอกจากนี้พี่ก็จะมีนัดคุยกับนักจิตวิทยาเป็นระยะ เพื่อเป็นการอัพเดทว่า นิสิตมีข้อกังวลที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการของคณะเรื่องไหนบ้าง เราจะได้นำไปพิจารณาและปรับปรุงได้ เช่น ความกังวลเรื่องการสัมภาษณ์เพื่อฝึกงาน เราก็จะจัดกิจกรรมเตรียมน้องๆ ให้พร้อมรับการสัมภาษณ์ หรือช่วงนี้มีน้องๆ ที่ดูเครียดมากขึ้น เราก็จะจัดกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ อย่างร้อยลูกปัด หรือเล่นบอร์ดเกม

ความเป็นส่วนตัวเป็นจรรยาบรรณวิชาชีพสูงสุดของนักจิตวิทยา ดังนั้นการเก็บข้อมูลจะไม่มีการเปิดเผยชื่อของนิสิตที่เข้ารับบริการ และนิสิตก็จะรับทราบอยู่แล้วว่า ในกรณีที่มีความจำเป็นสูงสุด อาจจะต้องมีการสื่อสารให้กับผู้บริหารคณะรับทราบ หรือมีการส่งต่อไปยังหน่วยงานทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ของตัวนิสิตเอง แต่โดยทั่วไปแล้วคณะจะไม่มีการเก็บข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลทางการรักษาของนิสิตไว้เลย เพราะทั้งหมดจะอยู่ในความดูแลของนักจิตวิทยา

งานที่เล่ามาทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำในสมัยพี่อย่างเดียวนะ มันมีการถูกพัฒนา ถูกปรับมาเรื่อยๆ ด้วย อาจจะมาเห็นชัดในช่วงนี้แหละ

การเป็นคณบดีผู้หญิงคนแรกของคณะนิติศาสตร์ ดูเป็นหนึ่งในความสำเร็จของชุมชนสำหรับทุกคนเหมือนกัน พี่เตยรู้สึกยังไง

พี่คิดว่าคนเราควรวัดคุณค่ากันด้วยความสามารถ เพศไม่ควรเป็นปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ถามว่าตัวเองภูมิใจมั้ย ก็ภูมิใจนะ เพราะในสังคมของเรา ‘ผู้หญิง’ ยังคงถูกกดทับอยู่ แม้กระทั่งตัวพี่เองก็ยังต้องพิสูจน์ตัวเองอยู่เรื่อยๆ

ระหว่างการทำงานนี้ พี่เตยเจอความท้าทายบ้างไหม ในการสร้างชุมชนสำหรับทุกคน

ทำยังไงให้สิ่งที่เราตั้งใจไว้เกิดขึ้นจริง เพราะคนในชุมชนนี้มีความหลากหลาย นอกจากนิสิต เรายังมีเจ้าหน้าที่ อาจารย์ นิสิตเก่า คนนอกคณะ ที่เขาก็มีความคาดหวังต่อคณะแตกต่างกัน แน่นอนว่า เราไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้ แต่พี่คิดว่าเราสามารถทำได้ในระดับหนึ่ง เราสามารถรับฟังให้มากที่สุด และเอามาคิดต่อให้มากที่สุด สิ่งไหนที่เราสามารถทำได้ เราก็จะทำให้ดีที่สุด

แพลนในอนาคตสำหรับการสร้างชุมชนเพื่อทุกคน

เราก็จะไปพัฒนาเก้าอี้สำหรับคนถนัดขวา ให้นั่งสบายเท่ากับคนถนัดซ้าย แล้วเราก็มีสมาคมนิสิตเก่าที่เปิดพื้นที่ให้คนที่จบไปแล้ว และนักกฎหมายคนอื่นๆ เข้ามาใช้พื้นที่บางส่วนในการทำกิจกรรมได้

หลังจากนี้เราก็จะคอยรับฟังเสียงนิสิต และพัฒนาชุมชนอยู่เรื่อยๆ เพราะพี่คิดว่าเรื่องสำคัญที่สุดในการสร้างชุมชนสำหรับทุกคน คือ การรับฟังแล้วก็ทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ตัวเราเองก็จะรู้สึกมีความสุขที่ได้เห็นพี่ๆ น้องๆ ของเรามีความสุขที่ได้อยู่ที่นี่

สุดท้ายแล้ว การสร้างชุมชนสำหรับทุกคน ความสำคัญของมันที่พี่เตยสัมผัสได้

คณะที่พี่ดูแลอยู่ถึงจะเป็นชุมชนเล็กๆ แต่คนในชุมชนก็มีความหลากหลาย และแน่นอนว่าเราไม่สามารถทำให้สังคมปลอดภัยและตอบโจทย์คนในชุมชนได้ 100% แต่เราจะต้องบริหารจัดการ เพื่อทำให้ผู้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนให้ได้มากที่สุด เพราะฉะนั้นการพัฒนาเชิงกายภาพ ทำให้คณะน่าอยู่สำหรับทุกคน เป็นเป้าหมายหลักหนึ่งที่พี่อยากทำต่อไปเรื่อยๆ