หลังจากสัญญาณเตือนในชื่อว่า ‘วัยแตกเนื้อสาว’ ดังขึ้น บทบาทของอารมณ์ ‘ว้าวุ่น’ (Anxiety) ก็ได้ออกมายลโฉมให้ทุกคนรู้จักเป็นครั้งแรกในภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องมหัศจรรย์อารมณ์อลเวง 2 (Inside Out 2)
นอกจากตัวอารมณ์ลั้นลา (Joy) เศร้าซึม (Sadness) ฉุนเฉียว (Anger) หยะแหยง (Disgust) ที่มีตั้งแต่ภาค 1 แอนิเมชันที่ถ่ายทอดถึงอารมณ์ ความรู้สึก และการทำงานของสมองในรูปแบบการ์ตูนในภาค 2 นี้ได้หยิบเอา Pain Point ที่ทุกคนต้องเคยเจอคือช่วงเวลาแห่งการเติบโตจากเด็กสู่ผู้ใหญ่ หรือเรียกว่าการเข้าสู่วัยหนุ่มสาวมาเล่าพร้อมทิ้งท้ายแง่คิดบางอย่าง
โดยเฉพาะประสบการณ์ร่วมในช่วงวัยแห่งความหัวร้อนว่าเราว้าวุ่นกันมากน้อยแค่ไหน การเปลี่ยนผ่านวัยที่เต็มไปด้วยห้วงอารมณ์แห่งความวิตกกังวล ความอิจฉา เขินอายบางครั้ง และเบื่อหน่ายในสิ่งที่ไม่เป็นดั่งใจ จนบางครั้งเราได้กลายเป็นเด็กเปร* ของใครสักคนไปแล้ว
ถ้าใครก้าวผ่านจุดนั้นไปแล้ว อยากให้ลองนึกย้อนกลับไปทบทวนตัวเองในช่วงเวลานั้น ต้องมีคำถามในหัวว่ามันเป็น “อิหยังวะ” ไม่มากก็น้อย เพราะแน่นอนว่าการที่เด็กคนหนึ่งจะเข้าสู่วัยรุ่นแบบเต็มตัวไม่ใช่แค่มีสิวขึ้นหน้าผาก กลิ่นตัวแรงจนสังเกตได้ ที่เรียกรวมๆ ว่าการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย (physical changes) ยังรวมถึงพัฒนาการทางจิตใจ (Psychological Development) ที่มีการเข้าใจเหตุการณ์ต่างๆ ได้ลึกซึ้งขึ้นแบบนามธรรม (abstract thinking) และอารมณ์ (mood) ที่จะปั่นป่วน เปลี่ยนแปลงง่าย

ช่วงก่อนเข้าเป็นวัยรุ่นถูกแบ่งออกเป็นช่วงใหญ่ๆ 3-4 ช่วงในหลายทฤษฎี แต่ช่วงแรกของอายุประมาณ 8-11 ปี ที่บ้างก็เรียกว่า Pre-teen หรือ Puberty ที่ปรากฏใน inside out 2 ถูกนับเป็นช่วงที่สำคัญที่สุด เพราะการเปลี่ยนแปลงในช่วงนี้จะกลายเป็นไพ่บอกอนาคตว่าเด็กคนนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป
ถ้าติดกระดุมเม็ดแรกผิด เม็ดต่อๆ ไปก็จะผิดตามไปด้วยหมด
‘หมอแนต’ ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ จิตแพทย์เด็ก-วัยรุ่น และโฆษกกรมสุขภาพจิตเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ช่วงวัย 8-11 นี้สำคัญ นับเป็นรากฐาน (foundation) ของการเป็นวัยรุ่น แต่ก็เป็นช่วงที่มักถูกมองข้ามเป็นเหมือนลูกคนกลาง (wednesday child)
เราไม่ได้เตรียมพร้อมก่อนเข้าสู่วัยรุ่นมากพอ
การเตรียมพร้อมของการก่อนเข้าเป็นวัยรุ่นไม่ใช่แค่ต้องเตรียมพร้อมจากตัวเด็กเอง แต่เปอร์เซ็นต์ถูกเอนเอียงไปทางผู้ปกครองมากกว่า เมื่อลูกต้องเปลี่ยนผ่านและรับมือความเปลี่ยนแปลงจากการเข้าสู่วัยรุ่นเพียงลำพัง สิ่งจะสามารถเกิดขึ้นได้ 2 ข้อหลักๆ คือ เด็กจะสามารถปรับตัวไปตามวิถีธรรมชาติได้ในวันหนึ่ง และสองการเปลี่ยนผ่านนั้นอาจจะขรุขระบ้าง และหากเด็กเผชิญปัญหาเพียงลำพังไปตลอดทาง ปัญหานั้นจะไม่ถูกแก้ไข และอาจกลับไปแก้ยากกว่าช่วงวัยพรีทีน
สิ่งสำคัญคือการที่พ่อแม่ต้องรู้จักลูก การให้ลูกๆ เข้าใจการเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ ลูกจะรับมือกับอารมณ์ที่พุ่งพรวดได้ พูดได้ ระบายกับพ่อแม่ได้ว่าอารมณ์เขาเป็นยังไง
อีกส่วนหนึ่งคือการเข้าใจธรรมชาติของช่วงวัยนั้นๆ ปัญหาความขัดแย้งของเด็กและครอบครัวจะเริ่มมีตอนเข้าสู่วัยรุ่น และจะรุนแรงขึ้นเมื่อเป็นวัยรุ่นเต็มตัว ซึ่งแนวโน้มปัญหาส่วนใหญ่มาจากการที่พ่อแม่ขาดความเข้าใจธรรมชาติของช่วงวัยนี้ จากการที่ชี้ขวา ไปขวา กลับกันเด็กๆ เริ่มไปซ้ายหรือไม่ไปตรงกรอบที่พ่อแม่วางไว้ กลายเป็นเด็กดื้อไม่รับฟังพ่อแม่ ในขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ และอารมณ์ของเด็กก็ถูกพัฒนาขึ้นให้สร้างตัวตนของตัวเอง
สองสิ่งนี้ซึ่งนี่ก็อาจจะไม่ใช่หลักสูตรสำเร็จตายตัว แต่ต้องปรับไปตามบริบทของครอบครัวแต่ละครอบครัว โดยท้ายที่สุดการที่เข้าใจตั้งแต่ช่วงเข้าก่อนวัยรุ่น ไปจนถึงวัยรุ่น และวัยผู้ใหญ่ในอนาคต (ที่ต้องใช้ความเข้าใจตัวเองอย่างมาก) หลักสำคัญคือการสร้างเสาแห่งความมั่นคงทางอารมณ์
‘มะขวัญ’ วิภาดา แหวนเพชรอาจารย์ประจำวิชา Happiness Skills ทักษะแห่งความสุข สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง บอกว่าความสุขมีหลายระดับ แต่ความสุขระดับพื้นฐานมาจากความมั่นคงทางอารมณ์
ดังนั้นวิชาความสุขที่มะขวัญสอนจึงเน้น “การทำให้เขามีพื้นที่มั่นคงในใจ เราไม่ใช่คำว่า ‘สงบ’ แต่คือคำว่า Emotional Security หรือความมั่นทางอารมณ์”
ในด้านการดำรงชีวิต ผู้ที่มีความมั่นคงทางอารมณ์ (Emotional Stability) ควบคู่ไปกับความมั่นใจในตนเอง (Self-Esteem) จะทำให้เกิดสติ (Mindfulness) และความสุข (Happiness) ในทางกลับกันสติ(Mindfulness) และความสุข (Happiness) ก็จะช่วยส่งเสริมให้เกิดความสามารถในการรักษาสมดุลระหว่างปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน และเกิดการเห็นคุณค่าของตนเอง หรือก็คือช่วยส่งเสริมให้เกิดความมั่นคงทางอารมณ์ (Emotional Stability) และความมั่นใจในตนเอง (Self-Esteem) ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าความมั่นคงทางอารมณ์และความมั่นใจในตนเอง มีความสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน กับสติและความสุข
“ถ้าเรารู้สึกผิดหวังในตัวเอง ผิดหวังเสียใจได้เลย อย่ามองข้ามความรู้สึก” มะขวัญกล่าว
ชอว์น เอเคอร์ (Shawn Achor) นักเขียนชาวอเมริกันที่โด่งดังเรื่องจิตวิทยาเชิงบวก สรุปว่าความสุขเป็นเรื่องของงานกลุ่ม ดังนั้นแล้ว inside out จึงไม่ได้สร้างมาแค่ตัวการ์ตูนลั้นลา (Joy) แต่ยังมีตัวเศร้าซึม (Sadness) ฉุนเฉียว (Anger) หยะแหยง (Disgust) รวมถึงเพิ่มตัวว้าวุ่น (Anxiety), อิจฉา (Envy), เขินอาย (Embarrassment) และ เบื่อหน่าย (Ennui) เพราะมนุษย์ไม่ได้มีแค่อารมณ์เดียวแล้วการมีความว้าวุ่น หรืออาการเศร้าก็ไม่ได้ส่งแต่ผลลบเสมอไป ไม่มีใครเป็นตัวร้ายแต่ต้องทำงานร่วมกันทั้งหมด
แต่ใดๆ แล้วหากความมั่นคงทางอารมณ์แข็งแรงจะส่งผลให้อารมณ์ทำงานสอดคล้องกัน ไม่ให้มีอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งกลายเป็นตัวเด่นในการดำเนินชีวิต เพราะความสุขเกิดขึ้นด้วยจากการหลากหลายอารมณ์
