จากฟิล์มสู่ดิจิตอล จากดิจิตอลสู่ AI คุยกับ ‘ธำรงรัตน์ บุญประยูร’ ช่างภาพที่เชื่อว่า ‘จิตวิญญาณ’ คือสิ่งที่ AI ให้ไม่ได้

คนไร้บ้านมักจะเป็นกลุ่มคนที่โดนสังคมรังเกียจ มองข้าม และมีอคติด้วย บางทีแค่เห็นคนไร้บ้านตามสะพานลอย หรือป้ายรถเมล์ คนทั่วไปก็พยายามหนีหรือพยายามทำเป็น ‘มองไม่เห็น’ เพราะรู้สึกกลัว

แต่นั้นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับ ‘ธำรงรัตน์ บุญประยูร’ หรือที่ใครๆ รู้จักในชื่อ ‘ตุ่ยธำรงรัตน์’ เพราะเขาเป็นคนหนึ่งที่ไม่กลัวที่จะเดินไปหาคนไร้บ้าน และขอพวกเขาถ่ายรูป จนเกิดมาเป็นโปรเจกต์ ‘Real life Real image’ นิทรรศการภาพถ่ายและเรื่องเล่าของกลุ่มคนไร้บ้าน, กลุ่มคนหลากหลายทางเพศ, แม่ผู้ดูแลเด็กพิการ, ผู้ดูแลผู้ป่วยซึมเศร้า เพราะพวกเขาคือกลุ่มเปราะบางที่ถูกมองข้าม

ตั้งแต่ถ่ายคนไร้บ้าน กลุ่มประชากรเฉพาะ ไปจนถึงถ่ายรูป ‘ก่อนตาย’ ในโปรเจกต์ ‘ภาพสุดท้าย The Last Photo’ ที่ชวนมนุษย์มาฉุกคิดเรื่องความตายและรับมือกับวาระสุดท้ายของตัวเอง งานถ่ายภาพของตุ่ยเน้นการสื่อสารเรื่อง ‘คน’ เป็นหลัก

“งานถ่ายรูปสำหรับเรา เราอยากทำให้คนมีความสุข ถ้าคนที่ได้รับเขามีความสุข เขาจะส่งความสุขกลับมาให้เรา ไม่ได้พูดเอาเท่นะ (หัวเราะ)”

ตุ่ยเป็นช่างภาพมืออาชีพวัย 66 ปี ที่มีประสบการณ์มานานกว่า 40 ปี ไม่ว่าจะถ่ายปกหนังสือ ปฏิทิน โฆษณา สารคดี ฯลฯ จนมาถึงตอนนี้ที่ตุ่ยขยับมาถ่ายคน (portrait) เพื่อสื่อสารเรื่องราวและความรู้สึกมากขึ้น

ตุ่ยมีกล้องเป็นของตัวเองครั้งแรกตอน ป.5 ซึ่งเป็นกล้องฟิล์มยี่ห้อโคนิก้า (Konica) ที่พ่อให้ หลังจากนั้นมาตัวเองก็มีความชื่นชอบในการถ่ายรูปมาตลอด ความรักในการถ่ายรูปพาตุ่ยไปเจอกับประสบการณ์ในชีวิตมากมาย

ตุ่ยเล่าว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่ไปเข้าค่ายถ่ายรูป ซึ่งรูปที่ผ่านเกณฑ์จะได้นำไปโชว์ในหนังสือ ‘เปิดกล้องส่องโลก’ ในงานนี้ทุกคนได้นำเสนอรูปของตัวเองหมด ยกเว้นรูปของตุ่ย เขาเล่าว่าตอนนั้นรู้เลยว่าตัวเองอ่อนที่สุด เลยต้องพยายามมากขึ้นอีก

“งานถ่ายรูปมีหลักการเหมือนการว่ายน้ำ กับการฝึกฝนพระพุทธศาสนา การถ่ายรูปไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการอ่านอย่างเดียว มันต้องปฏิบัติ ต้องลองถ่ายจริง เหมือนกันกับการว่ายน้ำ เราอ่านวิธีการว่ายน้ำแต่ไม่โดดลงไปว่ายสักทีก็ว่ายไม่ได้หรอก”

ที่ผ่านมาทำงานถ่ายรูปมาตลอด งานแรกที่ทำคือถ่ายภาพโฆษณา สิ่งที่ได้มาคือเงินกับความภาคภูมิใจ แต่ตุ่ยมองย้อนไปว่างานนี้ไม่มีอะไรที่เป็นเขาจริงๆ เลย ตุ่ยยกตัวอย่างว่า สมมติโฆษณาที่ทำได้รางวัล ตากล้องเป็นเพียงคนถ่ายรูปเบื้องหลังเท่านั้น ส่วนคนข้างหน้าก็คือเจ้าของ หรือไม่ก็ทีมงานเบื้องหน้า จะมีสักกี่คนมานั่งหาว่าใครเป็นคนถ่ายภาพ

“ช่างภาพโฆษณาไม่ได้ทำฝันของตัวเองนะ ทำความฝันของคนอื่น ทำสิ่งที่เขาคนอื่นอยากให้ทำ ส่งไปแล้วเขาขายดี เขามีความสุข สิ่งที่ได้คือความภาคภูมิใจว่า เออ งานเราสวย แต่มันไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลย”

ถึงจะพูดแบบนี้แต่ตอนนั้นตุ่ยเองก็สนุก ถ่ายสินค้าไม่ใช่งานที่น่าเบื่ออะไร ตุ่ยบอกว่ายังดีเสียอีกเพราะสินค้าไม่พูด ไม่บ่น ไม่ชักสีหน้าตอนขอถ่ายเพิ่มหรือทำงานเกินเวลา

แต่สิ่งที่หายไปคือการสื่อสารด้วยภาพ ซึ่งตุ่ยเริ่มเข้าใจแก่นนี้ขึ้นจากการขยับขยายไปทำงานอื่นๆ และการสั่งสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ จนทำให้เขาผุดไอเดียบางอย่างขึ้นมา ที่เน้นการสื่อสาร ‘สิ่งที่ไม่ปรากฏ ให้ปรากฏ’

จริงอยู่ว่าแสงและเงาหรือกล้องมีผลต่อภาพ แต่การทำงานกับ ‘ความรู้สึก’ ของคนในภาพก็เป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้ ในสายตาของตากล้อง ภาพที่คนยิ้มเพราะบอกให้ยิ้ม กับภาพที่คนยิ้มเพราะเขารู้สึกมาจากข้างในจริงๆ มันไม่เหมือนกันเสียทีเดียว

เข้าใจคนจากคนด้วยกัน

“ปกตินักเขียนจะเป็นคนสัมภาษณ์ เขียนเรื่องราวเสร็จก็ค่อยให้ไปถ่ายรูป แต่เรารู้สึกว่ามันไม่สนุกแล้ว เราไม่เห็นตอนที่เขาคุยกัน สีหน้าอารมณ์ความรู้สึกของคนที่ถูกสัมภาษณ์เขารู้สึกยังไงกับคำถาม เราเลยถามเขาว่าตอนที่สัมภาษณ์ไปด้วยได้ไหม ยังไม่ถ่ายก็ไม่เป็นไร แต่ว่าขอไปนั่งฟังด้วย”

จากถ่ายสินค้า นางแบบ ปฏิทิน จนมาถึงถ่ายงานสัมภาษณ์ลงนิตยสารเกี่ยวกับแม่และเด็ก ตุ่ยมองว่าหากจะถ่ายทอดเรื่องราวจากบทสัมภาษณ์ให้กลมกล่อมมากขึ้น ภาพประกอบในบทความก็มีส่วนสำคัญ แต่ละช่วงเวลา แต่ละอารมณ์สีหน้าที่ปรากฏออกมาล้วนไม่เหมือนกัน ฉะนั้นถ้ามีโอกาสได้ฟังเรื่องราวของเขาจริงๆ ตรงหน้างานก็คงจะดีกว่า

ตุ่ยมีโอกาสทำงานกับคนมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมีงานจากสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  ซึ่งตุ่ยบอกว่า งานนี้นี่แหละที่ทำให้เขาเปลี่ยนไป

“ชีวิตมันก็เปลี่ยนไป ชีวิตที่แบบว่าทุกอย่างมันรีบ ทุกอย่างมันต้องใช่ กลายเป็นถ้าไม่มีไม่เป็นไร งานไม่เสร็จก็ไม่มีใครตาย สมัยก่อนถ้างานไม่เสร็จ ไม่ได้เลยนะ เดดไลน์คือตายแล้วตายเลย ไม่มีฟื้น”

ไม่ใช่เพราะงานอย่างเดียวทำให้ตุ่ยรู้สึกว่าชีวิตตัวเองเปลี่ยนไป แต่มันคือประสบการณ์หลายๆ อย่างในชีวิตที่ค่อยๆ ประกอบรวมกัน ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายกับชีวิตการทำงานของตัวเองมากขึ้น ยิ่งมาเจองานที่เน้นเรื่องสุขภาวะทางปัญญาเข้าไปด้วย ยิ่งทำให้รู้สึกว่า จริงๆ แล้วชีวิตเรามีหลายทางเลือก ไม่ใช่ว่าฝากชีวิตไว้กับทางเลือกเดียว แล้วต้องเครียดกับมันเสมอไป

การร่วมงานกับสุขภาวะทางปัญญาทำให้ตุ่ยเกิดไอเดียโปรเจกต์ ‘ภาพสุดท้าย The Last Photo’ ขึ้นมา โปรเจกต์นี้เป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความตายด้วยภาพ ชวนทุกคนมาคิดถึงวาระสุดท้ายแบบมีความหมายไปด้วยกัน

กระบวนการถ่ายภาพ The Last Photo มาจากวงสนทนาประมาณ 4-5 คน โดยตุ่ยจะเป็นคนตั้งคำถามให้แต่ละคน สลับกันเล่าสลับกันฟัง ในขณะเดียวกันตุ่ยเองก็ต้องคอยมองหาจังหวะกดชัตเตอร์เพื่อให้ได้ภาพที่มาจากโมเมนต์ที่ผู้เล่าดูดีที่สุดอีกด้วย บทสนทนาในครั้งนี้จึงไม่ใช่การชวนกันมาร้องไห้หรือกลัวความตาย แต่อยากให้มองว่าจะเอายังไงดีกับวาระสุดท้าย ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครหนีมันพ้น

‘ความไว้วางใจ’ คือสิ่งสำคัญที่ทำให้บทสนทนาไปต่อได้ ตุ่ยเล่าว่าเขามักจะให้พื้นที่กับผู้ถูกสัมภาษณ์เสมอ ต่างกับตอนที่ถ่ายรูปโฆษณาหรือสินค้า ที่ถ้าเมื่อไหร่รู้สึกว่าไม่สวย ไม่เป๊ะ ก็จะเดินเข้าไปขยับเองเลย แต่กับการคุยกับคนด้วยกัน มันจำเป็นมากๆ ที่ต้องให้พื้นที่ส่วนตัวกับเขาเพื่อให้เขาสบายใจ ส่วนเรื่องมุมกล้องหรือแสงเงาเป็นเรื่องที่ตุ่ยจะจัดการเอง

เรื่องความตาย แค่คุยก็ยากแล้ว ยิ่งคุยกับคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อนยิ่งยากเข้าไปใหญ่ แต่ตุ่ยบอกว่ามันก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น แค่ต้องเริ่มจากเรื่องง่ายๆ ก่อน ตุ่ยจะไม่เริ่มต้นคำถามด้วย “ความตายคืออะไร” แต่จะเป็น “วันนี้เป็นยังไงบ้าง”

“มีอยู่คนหนึ่ง เราไปถามเขาเรื่องแมว เขาบอกว่าถ้าแมวตายก่อนก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเขาตายก่อนแมวเนี่ยไม่ได้เลย เพราะแมวทั้งสองตัวจะอยู่ยังไง แล้วเราก็ถ่ายรูประหว่างเขาเล่า บอกกับเขาว่ารูปหน้างานศพคือรูปที่ไว้สื่อสารกับแมว”

เมื่อสื่อสารเรื่องความตายไปแล้ว อีกหนึ่งสารที่ตุ่ยอยากพูดถึงคือ คนที่ใครๆ ก็ต่างมองว่าพวกเขาเป็นผี (คนไร้บ้านนิยาม) นั่นก็คือ ‘คนไร้บ้าน’ ในโปรเจกต์ ‘Real life Real image’ นิทรรศการภาพถ่ายและเรื่องเล่าของกลุ่มเปราะบางที่ถูกมองข้าม ที่ไปปรากฏอยู่ในงาน ‘Soul Connect Fest’

คนไร้บ้านต้องการอาหาร ต้องการบ้าน ต้องการเงิน แล้วรูปนี่ต้องการด้วยหรือไม่? ตุ่ยบอกว่า เขาคนไร้บ้านต้องการการดูแลใจด้วยเหมือนกัน คนทั่วไปมักมองว่าคนไร้บ้านเป็นผี ไม่มีใครอยากเดินผ่าน ไม่มีใครอยากมองเห็น หรือถ้ามองเห็นแล้วก็แกล้งทำเป็นไม่เห็น การมีรูปถ่ายเป็นเครื่องยืนยันว่าพวกเขาคือมนุษย์เหมือนกัน มีตัวตนและจับต้องได้ และพวกเขาก็ควรได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมเหมือนกับมนุษย์คนอื่นๆ

ความท้าทายของการพูดคุยกับคนไร้บ้านคือ พวกเขามักจะมี ‘กำแพง’ กั้นไว้ ถ้าไม่ไว้ใจกันจริงๆ พวกเขาจะไม่เปิดเผยตัวตนจริงๆ ออกมา ตุ่ยบอกกับเราว่าก่อนจะมาทำงานในโปรเจกต์คนไร้บ้าน เขาเองก็เคยมีอคติกับคนไร้บ้านมาก่อน เพราะเคยเจอคนไร้บ้านเข้ามากราบเท้าเพื่อขอเงิน เหตุการณ์นั้นทำให้ตุ่ยโมโหมากๆ เนื่องจากคิดว่าทำไมพวกเขาถึงไม่นึกถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตัวเองไว้บ้าง จนกระทั่งเริ่มเข้าใจว่า แต่ละคนมีเงื่อนไขชีวิตไม่เหมือนกัน บางทีนั้นอาจเป็นหนทางสุดท้ายในชีวิตของคนบางคนที่จะทำเพื่ออยู่รอดได้

จริงๆ แล้วคนไร้บ้านก็ไม่ได้ต่างอะไรกับคนทั่วไป เป็นมนุษย์เหมือนกันทุกอย่าง แต่กลับถูกดูถูกและด้อยค่าจากสังคม

“คนทั่วไปก่นด่าว่า ‘คนไร้บ้านเนื้อตัวสกปรก’ ถามหน่อยเถอะ มีที่ให้เขาซักผ้าไหม มีที่ให้เขาไปฉี่ไหม ถ้าไม่มีแล้วให้ไปฉี่ตรงไหนละ ไปบอกว่าพวกเขาตัวเหม็นเพราะฉี่ แล้วฉี่คนอื่นมันหอมเหรอ (หัวเราะ)”

เวลาร่วม 2 เดือนที่ตุ่ยและทีมงานเข้าไปคลุกคลีกับคนไร้บ้านเพื่อทำความรู้จักพวกเขาอย่างแท้จริงมากขึ้น ไม่ใช่ผ่านอคติ หรือผ่านเรื่องราวที่ใครเล่าต่อกันมา หัวใจสำคัญของงานชิ้นนี้คือการพยายามสร้าง ‘การตื่นรู้ในความเป็นมนุษย์ที่ไม่เหมือนเรา’

AI จะเป็นทุกอย่างได้ ถ้าคนให้ทุกอย่างกับมัน

ตลอดการทำงานมา 40 กว่าปีของตุ่ย เจอการเปลี่ยนผ่านตั้งแต่กล้องฟิล์มมาเป็นกล้องดิจิตอล หนังสือเป็นเล่มกลายเป็น e-book การผันเปลี่ยนของสิ่งรอบตัวทำให้ตุ่ยบอกกับตัวเองว่า “ต้องรอด”

“ช่วงที่เริ่มมีดิจิตอล ใครๆ ก็บอกว่ายังไงฟิล์มก็ดีที่สุด ไม่มีทางที่ดิจิตอลจะมาสู้ฟิล์มได้ ดูสิตอนนี้หายไปไหนหมดแล้ว”

“เราอยู่มาหลายปีแล้ว บอกกับตัวเองว่าเราต้องรอด เพราะเวลาเหลือน้อยแล้ว ครั้งนี้รอด ครั้งหน้าก็คงไม่มีแล้ว (หัวเราะ)” 

จนมาถึงตอนนี้ที่ AI เข้ามาทำหน้าที่หลายอย่างแทนมนุษย์ ภาพถ่ายจริงๆ ที่เคยเห็นก็กลายเป็นภาพ AI โฆษณาที่เคยใช้นักแสดงจริงๆ ก็เปลี่ยนมาเป็น AI แทน บทความที่อ่านกันอยู่ทุกวันก็ใช้ AI เขียน (แต่ไม่ใช่บทความนี้แน่นอน) ความกลัวและความสงสัยทำให้หลายคนหนีไม่พ้นกับคำถาม “AI จะแย่งงานมนุษย์แล้วใช่ไหม”

เราลองตั้งคำถามนี้กับตุ่ย เพราะอาชีพตากล้องเองก็ได้ผลกระทบจาก AI ไม่น้อยเช่นกัน ในวันที่มีคนมองว่า เราไม่จำเป็นต้องบุกป่าฝ่าดงเพื่อให้ได้รูปจริง ในเมื่อแค่เขียน prompt (รูปแบบคำสั่งที่ให้ AI สร้างสิ่งที่ต้องการได้) ไม่กี่บรรทัดก็ได้รูปแล้ว

“ณ ตอนนี้ วันนี้ วินาทีนี้ ยังไงเราก็มองว่า AI ยังมาทำหน้าที่แทนเราไม่ได้ แต่หลังจากนี้ไม่รู้ เพราะคนที่สอน AI ก็คือคน คนสอนคนด้วยกันยังไงก็จำได้ไม่หมด แต่ AI น่ากลัวตรงที่มีคนสอนมันหลายคน แล้วมันจำได้หมด”

ในมุมมองของตุ่ยยอมรับสิ่งที่ AI ทำได้ดีกว่าภาพจริง คือ ความแฟนตาซี ไม่งั้นเราคงไม่เห็นภาพเด็กวัย 5 ขวบสร้างบ้านที่มาจากขวดน้ำ หรือภาพแมวใส่สูทไปทำงานเพื่อหาเลี้ยงลูกเมีย ภาพเหล่านี้เป็นสีสันในโลกจินตนาการ

ความพิเศษของ AI หลายคนนำมาใช้ คือการให้มันใส่ ‘ชีวิต’ ลงไปในภาพจริง เช่น ถ้าไม่มีรูปคู่กับแม่ก็สั่งให้ AI ทำรูปคู่กอดแม่ให้ได้ หรือรูปถ่ายกับคนที่ตายไปแล้ว AI ก็สามารถให้ยิ้มหรือขยับได้

ตุ่ยเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยให้ AI ทำรูปคู่กับแม่ ซึ่งตุ่ยบอกว่ารูปที่ออกมาก็ถือว่าสวยและเหมือนจริงทีเดียว แต่พอจะแชร์แล้วเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับรูปนี้ก็ไม่รู้จะเขียนอะไร เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่มาจากประสบการณ์ในชีวิตเราจริงๆ

“สำหรับเรา ถ้าอยากรู้สึกจริงๆ ก็ต้องดูรูปจริงๆ เรามีรูปหนึ่งถ่ายคู่กับแม่ที่งานทอดกฐินสมัยยัง 7-8 ขวบ เชื่อไหมแค่ภาพนิ่งภาพเดียว เราจำความรู้สึก จำบรรยากาศรอบๆ ได้ จำได้แม้กระทั่งว่าพี่น้องคนไหนเกิดแล้ว ยังไม่เกิดบ้าง เป็นความรู้สึกที่มนุษย์เท่านั้นที่จะรู้สึกได้”

ในสายตาตุ่ยการจะรู้สึกไปพร้อมกับภาพ นั่นหมายความว่าเราอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ ยกตัวอย่างถ้าเรากอดแม่แล้วถ่ายรูป ทุกครั้งที่เห็นรูปใบนี้ ก็จะนึกออกว่าตอนนั้นอ้อมกอดเป็นยังไง รู้สึกยังไง ตุ่ยยกตัวอย่างความรู้สึกขนลุกกับอาการหน้าแดง ที่ไม่มีสัตว์ พืช เครื่องจักรที่ไหนทำได้ นอกจากมนุษย์

“จิตวิญญาณของมนุษย์เนี่ย มันมองไม่เห็น แต่มีแค่มนุษย์กับมนุษย์เท่านั้นที่สัมผัสกันได้ เครื่องจักรไม่สามารถเอาความรู้สึกออกมาได้”

พูดแบบนี้ก็ไม่ใช่ให้โยน AI ทิ้งไปเสียทีเดียว สำหรับตุ่ยเองก็ใช้ AI ในฐานะ ‘เครื่องมือ’ ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต ซึ่งตุ่ยก็ฝากไปถึงตากล้องที่กำลังกลัวว่าจะโดนแย่งงาน

“ไม่ต้องกลัว ถ้ายืนหยัดในความเป็นตัวเองก็จะรอด”