เมื่อความรักทำให้การทำร้ายกลายเป็นแค่ ‘อุบัติเหตุ’ ‘It Ends with Us ร่องรอยแห่งรักเรา’ เมื่อการออกจากความสัมพันธ์ที่รุนแรงคือเรื่องที่พูดง่าย แต่ทำยาก

**บทความต่อไปนี้มีการเปิดเผยเนื้อหา**

“ต้นโอ๊กนี่ดีจังเลย ไม่ต้องมีใครมาดูแลก็เข้มแข็งและมั่นคงได้”

ลิลลี่ บลูม (Lily Bloom) เด็กสาวในวัยมัธยมปลายพูดพลางรดน้ำดอกไม้ไปด้วย เธอรักดอกไม้สมดังชื่อของเธอ แต่ก็อดบ่นไม่ได้ที่ดอกไม้พวกนี้ต้องมีการดูแล ทะนุถนอม และเอาใส่ใจมากๆ ทำเอาเธออิจฉาต้นโอ๊คที่ทั้งแข็งแรง สูงใหญ่ ที่ไม่ต้องมีใครมาดูแลทุกวันก็ยังอยู่ได้

แอทลาส คอริแกน (Atlas Corrigan) เด็กหนุ่ม(ไร้)บ้านตรงข้ามนั่งฟังพร้อมพรวนดินไปด้วย เขาไม่ใช่แฟนดอกไม้ตัวยงแบบลิลลี่แต่เขาก็ยินดีที่จะใช้เวลากับเธอในสวนดอกไม้ของเธอตรงนี้ แอทลาสคือเด็กหนุ่มที่ถูกแม่แท้ๆ และพ่อเลี้ยงไล่ออกมา บ้านตรงข้ามของลิลลี่ที่เป็นบ้านร้างจึงเป็นที่อยู่อาศัยของเขาในช่วงเวลานี้ โชคยังดีที่ลิลลี่คอยให้น้ำ อาหาร เสื้อผ้า และมิตรภาพดีๆ กับเขา ทำให้แอทลาสรู้สึกได้ว่าอย่างน้อยเขาก็ไม่ได้โดดเดี่ยว และทั้งคู่คือรักแรกของกันและกัน

ลิลลี่อยากเติบโตแบบต้นโอ๊ก มันมั่นคงไม่ว่าจะมีหรือไม่มีใครอยู่ข้างกายก็ตาม เพราะเธอเห็นแล้วว่าการที่ต้องพึ่งพาใครสักคนตลอดชีวิตมันเหมือนมีเชือกคอยพันแข้งพันขาอยู่ขนาดไหน ตัวอย่างก็เห็นได้จากที่ไหนไม่ไกล นั่นก็คือแม่ของเธอ

เธอไม่อยากเป็นแบบแม่ แม่ต้องพึ่งพาพ่อ ต้องอยู่กับพ่อ ทั้งๆ ที่โดนทำร้ายร่างกายและจิตใจ ลิลลี่ติดอยู่ในบ้านที่ความรุนแรงเกิดขึ้นจนเกือบเป็นเรื่องปกติ มีหลายครั้งที่เธอได้ยินเสียงทุบตีและก็มีบางครั้งที่เธอต้องเห็นพ่อทำร้ายแม่ต่อหน้าต่อตา เธอคิดเสมอว่าจะต้องออกจากบ้านและตั้งตัวด้วยตัวเองให้ได้ ลิลลี่ในวัย 24 จึงเปิดร้านดอกไม้เล็กๆ เป็นของตัวเอง และหวังว่ามันจะเป็นไปด้วยดี

การย้ายออกจากบ้านและเปิดร้านดอกไม้ที่เมืองบอสตัน (Boston) ทำให้เธอได้เจอกับอลีซ่า (Allysa) หญิงสาวอัธยาศัยดีคนหนึ่งที่อาสามาช่วยลิลลี่จัดร้าน จนเปลี่ยนจากคนแปลกหน้ากลายมาเป็นเพื่อนสนิทของลิลลี่ และเธอยังได้เจอกับ ไรล์ คินเคด (Ryle Kincaid) ผู้ชายเพอร์เฟคตามอุดมคติที่เป็นพี่ของอลีซ่าอีกด้วย

ผู้ชายเพอร์เฟกต์

ลิลลี่เจอไรล์บนดาดฟ้าโดยบังเอิญ ทั้งคู่ไม่รู้จักกันมาก่อน ไรล์เข้ามาที่ดาดฟ้าโดยการพังประตู เตะเก้าอี้ คุยโทรศัพท์ด้วยท่าทีที่หัวเสีย แต่พอได้คุยกันลิลลี่กลับรู้สึกถึงพลังงานอะไรบ้างอย่างที่ทำให้ผู้ชายคนนี้ดูน่าดึง

ดูดเป็นพิเศษ ทั้งคู่มีโอกาสได้พบกันอีกเรื่อยๆ จนตัดสินใจเป็นแฟนกัน

ไรล์เป็นผู้ชายที่เพียบพร้อม เขาเป็นศัลยแพทย์ระบบประสาทในโรงพยาบาลชื่อดัง มาจากบ้านที่มีฐานะ ไหนจะรูปร่างหน้าตาที่เรียกว่าถูกต้องทุกอย่าง ในขณะเดียวกันไรล์ก็ตกหลุมรักลิลลี่ไม่แพ้กัน จนวันหนึ่งเขาตัดสินใจขอเธอแต่งงาน และเธอตอบตกลง

ชีวิตคู่ของพวกเขาก็เหมือนกับคู่อื่นๆ สนุกสนานด้วยกัน หัวเราะด้วยกัน และร้องไห้ด้วยกัน พวกเขาวางแผนอนาคตว่าอยากมีลูกและอยากมีครอบครัวที่น่ารัก

แต่ระหว่างทางก็ไม่ได้ราบรื่นเมื่อแอทลาสกลับเข้ามาวนเวียนในชีวิตของลิลลี่อีกครั้ง เขาเปิดร้านอาหารอยู่ในบอสตันเหมือนกันกับลิลลี่ แต่ลิลลี่ยืนยันว่าเธอรักไรล์และมีแต่ความเป็นเพื่อนที่จะมอบให้แอทลาสได้ แต่ไรล์เชื่ออย่างไม่สนิทใจ การเจอกันครั้งแรกของไรล์และแอทลาสไม่ใช่ฉากที่สวยงามเท่าไหร่เนื่องจากทั้งคู่ต่อยกัน

เมื่อความรักทำให้ความรุนแรงกลายเป็นแค่ ‘อุบัติเหตุ’

“มันก็แค่อุบัติเหตุ”

ลิลลี่อธิบายรอยช้ำที่อยู่ตรงตาของเธอเพื่อไม่ให้คนอื่นเข้าใจไรล์ผิด เหตุการณ์วันนั้นเกิดขึ้นเมื่อไรล์ทำเตาอบไหม้และลิลลี่พยายามที่จะเข้าไปช่วย แต่ควันที่ลอยโขมงและความร้อนจากเตาที่ทำให้มือของเขาฟาดลงไปที่หัวลิลลี่อย่างจัง เธอสลบไปและตื่นมาอีกที่พร้อมกับรอยช้ำ ไรล์ขอโทษและอ้างว่ามันคือุบัติเหตุ ซึ่งลิลลี่ก็เชื่อ หรือแม้กระทั่งคนดูอย่างเราเองก็เชื่อแบบนั้น แต่คนที่ไม่เชื่อคือแอทลาส นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาต่อยตีกัน

ลิลลี่พยายามลืมเรื่องอุบัติเหตุครั้งนี้และเดินหน้ากับชีวิตคู่ต่อไป รอยช้ำที่ตาของเธอค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลา แต่ไม่นานก็มีแผลใหม่มาแทนที่

ไรล์และลิลลี่ทะเลาะกันอีกครั้งเนื่องจากเขาหึงหวงความสัมพันธ์ที่ลิลลี่มีกับแอทลาส เธอพยายามอธิบายแต่ไรล์เลือกที่จะเดินหนี ทุกอย่างจบลงที่ลิลลี่ตกบันได เป็นเรื่อง ‘บังเอิญ’ ที่ทำให้เธอเจ็บตัวอีกครั้ง ไรล์เล่าว่าลิลลี่เดินตามมาแล้วพลาดตกบันได ส่วนเขาก็คว้าไว้ไม่ทัน

และก็เป็นอีกครั้งที่ลิลลี่ทำใจลืมทุกอย่างและพยายามลืมเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เธอจ้องที่กระจกด้วยสายตาที่ไม่อาจคาดเดาได้ รอยช้ำที่ตาหายไป แต่รอยแผลที่หัวอันใหม่ดันขึ้นมาแทน ในฐานะคนดูเราก็อยากให้แผลของลิลลี่จบลงที่เท่านี้

แต่ก็ไม่ใช่ เป็นอีกครั้งที่ไรล์โมโหลิลลี่ เนื่องจากไปเห็นว่าแอทลาสพูดถึงลิลลี่อีกครั้งในนิตยสารเล่มหนึ่ง จากคอลัมน์จัดอันดับ 10 ร้านน่าสนใจในบอสตัน ในนิตยสารร้านดอกไม้ของลิลลี่ได้อันดับที่ 7 ส่วนร้านอาหารของแอทลาสได้อันดับที่ 1 ในนั้นมีข้อความเล็กๆ อธิบายว่าร้านนี้ตั้งใจทำออกมาเพื่อลิลลี่ผู้เป็นรักในวัยเด็กของเขาขนาดไหน ลิลลี่เห็นแต่ก็ไม่สนใจ ต่างกับไรล์ที่เห็นและบังคับให้เธออ่านมันให้เขาฟัง

“อ่านสิ” ครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ที่เขาบังคับให้ลิลลี่อ่านข้อความหวานชื่นที่แอลลาสมีให้เธอ เธอพยายามบอกให้เขาหยุด แต่เขาก็ใช้สายตาและน้ำเสียงที่บังคับให้ลิลลี่อ่านต่อ นอกจากสายตาแล้วไรล์พยายามที่จะขืนใจลิลลี่ เธอร้องขอให้หยุด ภาพในหัวที่ลิลลี่เคยเห็นพ่อทำร้ายร่างกายแม่ตัดสลับขึ้นมาทันที โชคดีที่เธอหนีออกมาก่อนที่เขาจะทำอะไรมากไปกว่านี้ 

คราวนี้เธอรู้แล้วว่า ‘ความบังเอิญ’ ที่ทำให้เธอต้องมีบาดแผลนั้นไม่ใช่เรื่องจริง ทุกรอยฟกช้ำมันเกิดจาก ‘ความตั้งใจ’ ต่างหาก

ให้ร่องรอยรักจบลงที่เรา

“ฉันจะไม่มีวันกลายเป็นแบบแม่”

ลิลลี่พูดขึ้นระหว่างรอหมอตรวจร่างกาย การเป็นผู้หญิงที่ต้องคอยรองมือรองเท้าผู้ชายอย่างพ่อคือฝันร้ายที่เธอไม่อยากจะเป็น แต่ในวันที่เธอกำลังจะกลายเป็นแม่คน เธอกลับกังวลกว่าเดิม เธอไม่แน่ใจว่าสังคมอนุญาตให้ผู้หญิงอยู่คนเดียวและพึ่งพาตัวเองได้ขนาดไหน ครอบครัวที่ไม่มีพ่อจะยังมีความสุขอยู่ไหม คำถามมากมายเกิดขึ้นหลังจากเธอรู้ว่าตัวเองท้อง

เธอตัดสินใจบอกเรื่องนี้ให้อลีซ่าผู้เป็นน้องสาวของไรล์ได้ฟัง

“ในฐานะน้องสาวของเขา ฉันก็อยากให้เธอหาทางที่จะให้อภัยเขาได้ แต่ในฐานะเพื่อนสนิท ลิลลี่ ถ้าเธอยังคงอยู่กับเขาต่อ ฉันคงไม่มีวันพูดกับเธออีก”

ถ้าพูดกันแบบภาษาบ้านๆ การเห็นเพื่อนสนิทกลับไปหาคนที่เคยทำร้ายตัวเองซ้ำๆ มันทำให้เรารู้สึกเป็น ‘หมา’ ได้จริงๆ อลีซ่าก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน ถ้าเธอต้องเห็นลิลลี่กลับไปโดนทำร้ายอีก เธอขอเลือกที่จะไม่ยุ่งกับลิลลี่อีกเลยเพื่อที่เธอจะไม่ต้องเสียใจหรือเป็นห่วงในอนาคต

ในวันที่คลอดลูก ลิลลี่ตัดสินใจที่จะหย่ากับไรล์ เธอรู้ว่าเธออยู่คนเดียวได้และพึ่งพาตัวเองได้ ที่สำคัญคือบาดแผลที่ไรล์เคยทิ้งไว้ เธออยากจบมันไว้ที่ตัวเธอและขอไม่ส่งต่อให้ลูก

“ถ้าวันหนึ่งลูกเดินมาบอกกับคุณว่าโดนแฟนทำร้าย คุณจะทำยังไง หรือถ้าลูกบอกว่า ‘พ่อคะ สามีของหนูผลักหนูตกบันได แต่เขาบอกว่ามันก็แค่อุบัติเหตุ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ’ คุณจะทำยังไงหรอ? หรือถ้าลูกบอกว่าโดนสามีย่ำยี แต่สามีก็ขอโทษ คุณว่ายังไงบ้าง? ถ้าวันหนึ่งคนที่เธอรักทำร้ายเธอ คุณจะว่ายังไง?”

ไรล์นิ่งไปสักพัก ดูเหมือนว่าทุกสิ่งที่เขาเคยทำผิดพลาดตีขึ้นมาจนเขาพูดไม่ออก เขาตอบกลับไปว่า “ฉันคงบอกให้ลูกออกมาจากความสัมพันธ์นั้น และฉันคงขอร้องให้ลูกอย่ากลับไปอีก”

ทั้งคู่เข้าใจเรื่องที่ผ่านมาเป็นอย่างดี มันชัดเจนแล้วความรุนแรงไม่เคยเป็นทางออกให้กับปัญหา มันไม่ใช่การแสดงออกถึงความรัก และในขณะเดียวกันความรุนแรงไม่ใช่สิ่งที่ควรได้รับการยกเว้น

“ทุกอย่างหยุดตรงนี้ หยุดลงที่เธอกับฉัน มันจบลงที่เรา” ลิลลี่พูดพลางกอดลูกไว้ในอ้อมแขน

ระวังการส่งต่อความรุนแรงโดยไม่รู้ตัว

คงไม่ใช่แค่ลิลลี่ที่เห็นความรุนแรงตั้งแต่เด็กจนโต เชื่อว่าใครหลายคนเองก็เคยประสบพบเจอมาเหมือนกัน ไม่ว่าจะทั้งความรุนแรงทางวาจา จิตใจ หรือร่างกาย เราเห็นสิ่งเหล่านี้ก็จริง แต่ไม่ควรมองว่าสิ่งเหล่านี้คือเรื่องปกติ

ข้อมูลจากมูลนิธิเพื่อนหญิงระบุว่า ความรุนแรงจะทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ หากเหยื่อไม่ได้รับการช่วยเหลือ ในบางครั้งมันอาจเริ่มจากการบังคับ เช่น ห้ามแต่งตัวโป๊ ห้ามเที่ยวกลางคืน ห้ามคบเพื่อนต่างเพศ ค่อยๆ กลายเป็นการทำร่างกายในระดับที่ควบคุมได้ ไปจนถึงระดับที่ควบคุมไม่ได้

แต่การจะออกมาได้แบบลิลลี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งความรักและความผูกพันที่ต่างฝ่ายเคยมีให้กันมันก็ยังหลงเหลือ แต่ทางมูลนิธิฯ แนะนำว่าให้ออกมาจะดีกว่า เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าความรุนแรงมันจะหยุดลงที่ตรงไหน หรือมันอาจจะไปจบลงที่ใครบางคนต้องเสียชีวิตเลยก็ได้

ที่สำคัญการปล่อยให้ความรุนแรงยังคงอยู่อาจจะไม่ได้ส่งผลเสียแค่เรา แต่ส่งผลไปยังคนรอบข้างอีกด้วย ลิลลี่คือตัวอย่างของเด็กที่เจอกับความรุนแรงในครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก จนมันกลายเป็นปมในใจที่ทำให้เธอตั้งคำถามกับสถานะความเป็นผู้หญิงในสังคม อีกทั้งมันยังทำให้เธอเคยคิดว่า เรื่องที่เจอมันก็แค่เรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับที่พ่อทำกับแม่ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วความรุนแรงไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหนก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย

‘It Ends with Us ร่องรอยแห่งรักเรา’ เป็นหนังที่พยายามชี้ให้เห็นปัญหาของความรุนแรงในครอบครัวที่เหยื่อตกอยู่ในสภาวะไม่ไปไหนไม่ได้ ในมุมหนึ่งเราอาจจะคิดว่าลิลลี่ผิดหรือเปล่าที่ยุ่งเกี่ยวกับแฟนเก่าจนทำให้ไรล์โกรธ แต่ไม่ว่าจะโกรธแค่ไหนการทำร้ายอีกฝ่ายก็ไม่ใช่ทางออกอยู่ดี 

ในช่วงแรกคนดูเองก็ตั้งคำถามไปพร้อมกับลิลลี่ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นคืออุบัติเหตุจริงหรือไม่ เพราะแต่ละฉากที่เธอโดนทำร้ายจะดูฉายออกมาในมุมที่สามารถตั้งคำถามได้ว่าจริงแท้แค่ไหน ช่วงท้ายของหนังที่ลิลลี่ได้นั่งทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นจึงคือการเฉลยโดยนำเสนอภาพจากมุมกล้องที่ชัดเจนขึ้นว่า ไรล์ตั้งใจทำร้ายลิลลี่จริงๆ

ท้ายที่สุดเธอถึงได้ตัดสินจบหยุดบ่วงความรุนแรงที่เธอเห็นจากพ่อแม่ จนมาเจอกับตัวเอง เธอตั้งใจจะไม่ส่งต่อเรื่องเหล่านี้ให้กับลูกของเธอ

หากใครที่กำลังเผชิญความรุนแรงหรืออยู่ในสถานะที่ไม่รู้สึกปลอดภัย สามารถโทรหาศูนย์ช่วยเหลือสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ที่เบอร์ 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง