“คุณค่อยๆ ออกมาแบบเงียบๆ ฉันจะจอดรถแบบดับไฟอยู่ซอยหน้าบ้านคุณ ค่อยๆ ออกมา ไม่ต้องห่วง คุณจะได้ไปเริ่มต้นใหม่แล้ว”
ไซตะ หญิงวัยกลางคนคุยสายอยู่กับบุคคลปริศนาระหว่างนั่งรออยู่ในรถมืดสนิท ในชั่วอึดใจต่อมาหลังวางสาย ชายคนหนึ่งก็เดินอย่างรีบร้อนมาขึ้นรถของไซตะ แล้วรถก็แล่นออกไปทิ้งไว้แค่เพียงความว่างเปล่า

ไซตะ คือเจ้าของบริษัท TSD บริษัทรับขนของตอนกลางคืน ที่ทุกคนทั่วญี่ปุ่นรู้จักกันดีว่านี่เป็นธุรกิจประเภทที่รับจ้างทำให้คนที่ ‘ขอสูญหาย’ ได้หายไปจากสังคมแบบไร้ร่องรอย
ทุกปีๆ มักจะมีรายงานผู้สูญหายในญี่ปุ่นประมาณ 70,000 ถึง 90,000 คน ถึงแม้ว่าในที่สุดจะพบตัวผู้สูญหายส่วนใหญ่ รวมถึงวัยรุ่นที่หนีออกจากบ้านและผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม แต่ก็มีบางคนที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยหลังจากที่วางแผนการหายตัวไปของตนเอง ลูกค้าของไซตะถูกเรียกว่า จูฮัทซึ (Johatsu) ภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่าการระเหย หรือสูญหาย และเป็นชื่อสารคดีจากเรื่องจริงในสังคมญี่ปุ่นเรื่องนี้ Johatsu Into Thin Air (2024) กำกับโดย Andreas Hartmann จาก Germany ที่ถูกนำมาฉายในเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติ What the Doc
หลังจากที่รถของไซตะแล่นออกไป สารคดีตัดฉากมาที่บทสนทนาของคุณแม่คนหนึ่งที่คุยกับนักสืบเอกชน เพื่อตามหาลูกของเธอที่หายไปตัวไปหลายปี
“ฉันไปที่ธนาคารขอดูข้อมูลส่วนตัว ดูการเคลื่อนไหวด้านการเงิน แต่ธนาคารไม่ให้ดูบอกว่าถึงแม้จะเป็นแม่ก็ไม่สามารถให้ข้อมูลได้ ต้องให้เจ้าของมาเอง ฉันก็หมดปัญหาแล้ว แต่ก็หวังว่าจะหาเขาเจอสักวันหนึ่ง” เธอพูดจบพร้อมกับหลั่งน้ำตา นักสืบเอกชนเข้ามาเก็บหลักฐาน และร่องรอยที่บ้านของเธอ พร้อมถามว่าคุณรู้จักลูกคุณดีแค่ไหน
“ฉันคิดว่าฉันไม่ค่อยรู้จักลูกของฉันเลย เพราะฉันก็ต้องดูแลลูกสาวคนเล็ก และฉันเลิกกับสามีมาตั้งนานแล้ว” เธอตอบหลังจากนั้นนักสืบก็ออกจากบ้านไป
ที่ญี่ปุ่น ตำรวจจะไม่ตามหา Johatsu แม้ว่า Missing Persons Search Support Association of Japan องค์กรไม่แสวงหากำไร ได้ประเมินว่าที่จริงแล้วมีผู้หายไปหลายแสนคนต่อปี เพราะไม่มีข้อกฎหมายบังคับให้ต้องตามหาคนหายหากคนเหล่านั้นออกไปด้วยความสมัครใจ รวมถึงมีกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวที่เข้มงวดมาก รวมไปถึง “พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” ซึ่งหมายความว่าแม้แต่ตำรวจก็ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของคุณได้ เว้นแต่คุณจะก่ออาชญากรรม การเข้าถึงยังคงถูกจำกัดแม้ว่าคุณจะเสียชีวิตแล้วก็ตาม

“ผมหายมา 30 ปีแล้ว ผมเกิดในครอบครัวที่ยากจน ผมมาอยู่ที่นี่เพราะติดหนี้ยากูซ่า” คันดะ ชายร่างท้วมกล่าวระหว่างปั่นจักรยานไปเก็บกระป๋องตามข้างทางเพื่อใช้เป็นรายได้มาดำเนินชีวิตในแต่ละวัน
คันดะ อาศัยอยู่ในสลัมแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น หลังจากกลายเป็น Johatsu มาแล้วกว่าสี่ทศวรรษ จุดเริ่มต้นเพราะคันดะติดหนี้ และไม่อยากให้คนในครอบครัวเดือดร้อน คันดะจึงเสิร์ชอินเทอร์เน็ตแล้วได้เจอกับบริการรับขนของตอนกลางคืนที่ไซตะเป็นเจ้าของ สุดท้ายคันดะก็ได้หายสาบสูญจากครอบครัว หายจากบ้านเกิดเมืองนอนของเขาแบบไร้ร่องรอย
“ผมก็คิดถึงแม่นะ แต่กลับไปไม่ได้ เคยติดต่อเมื่อนานมาแล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาเป็นยังไงบ้าง” คันดะเล่า
“ทุกคนมีปัญหาหมด อยู่ที่ว่าคุณจะอยู่ต่อ หรือสร้างทางเลือกให้ตัวเอง” ไซตะบอก
การทำงานของบริษัทไซตะคือรับสายของคนที่ต้องการหายตัว คุยรายละเอียดถึงเหตุผลจริงๆ แล้วค่อยนัดเจอกับลูกค้า หลังจากนั้นจะเป็นกระบวนพาหลบหนี ที่อาจจะรวมถึงการเข้าไปทำลายหลักฐานที่บ้าน
“เราไม่ได้พาหนีอย่างเดียว แต่เราหางาน หาที่อยู่สำรองที่ปลอดภัยให้ด้วย” สารคดีฉายถึงตอนที่ไซตะคุยกับลูกค้าคนหนึ่งว่าเธอได้เตรียมเบอร์โทรศัพท์ที่ปลอดภัยของเธอให้กับลูกค้าคนนี้แล้ว

คำว่า ‘โจฮัตสึ’ เริ่มใช้ครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1960 และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในปี 1967 ในช่วงทศวรรษ 1970 คำนี้ถูกใช้อย่างแพร่หลายในสื่อต่างๆ เพื่ออธิบายถึงผู้คนที่ต้องการหลีกหนีจากความยากลำบากในชีวิตประจำวัน เช่น ความเครียดจากที่ทำงาน หรือชีวิตสมรสที่ไม่มีความสุข
หลังจากฟองสบู่เศรษฐกิจญี่ปุ่นแตกในช่วงทศวรรษ 1990 และผู้คนจำนวนมากขึ้นต้องเผชิญหนี้สิน ปรากฏการณ์นี้ก็ยิ่งแพร่หลายมากขึ้นไปอีก ในปี 1994 มาซาโนริ คาชิมูระ ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อThe Complete Manual of Disappearanceเพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ตั้งแต่ต้น ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ยังมีบริษัทหลายแห่งเกิดขึ้น โดยเสนอบริการช่วยเหลือผู้คนในการย้ายถิ่นฐานอย่างเงียบๆ
มีหลายเหตุผลที่ทำให้บางคนอาจตัดสินใจหายตัวไป บางคนหนีจากเจ้าหนี้นอกระบบ บางคนหนีความสัมพันธ์ที่เลวร้าย คนสะกดรอย หรือนายจ้างที่กดขี่ นอกจากนี้ยังมีบางคนที่วิ่งหนีความอับอายจากธุรกิจที่ล้มเหลวหรือชื่อเสียงที่เสื่อมเสีย
ไซตะ ก็เป็นคนหนึ่งที่เป็น Johatsu มาก่อน แล้วตอนนี้ทีมงานในบริษัทก็มีมากหน้าหลายตาเข้ามาพนักงานบริษัทรับขนย้ายตอนกลางคืน หนึ่งในนั้นคือ ซูกิโมโตะ
“ผมรับธุรกิจต่อจากพ่อ แต่สุดท้ายก็ทำบริษัทขาดทุน สิ่งที่ส่งต่อมาถึงผมมันพังทลาย ผมจำได้เลยว่าวันสุดท้ายที่จากมาผมใส่สูทเต็มยศ บอกกับลูกชายลูกสาวว่าพ่อจะไปทำงานต่างประเทศสามวัน แล้วเดินออกมาขึ้นรถของบริษัทรับขนของตอนกลางคืน” ซูกิโมโตะเล่าถึงความเรียบง่ายก่อนที่เขาจะเป็น Johatsu เต็มตัว
“ผมเขียนจดหมายถึงพนักงานในบริษัทด้วยนะบอกทำนองว่าผมขอโทษที่ทำไม่ได้ บอกกับภรรยาว่าขอโทษที่ทิ้งให้ดูแลลูกคนเดียว ถ้ามีโอกาสผมจะกลับไปชดใช้สักวันหนึ่ง” ซูกิโมโตะกล่าว
“ลูกคุณอายุเท่าไรแล้วละ” ไซตะถามซูกิโมโตะระหว่างอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง
“ถ้านับตอนนี้ก็น่าจะขึ้นมหาวิทยาลัยแล้ว” ซูกิโมโตะ
“น่าเสียแย่เลยนะ ที่ไม่ได้ดูอยู่พัฒนาของลูก” ไซตะคุยต่อ
บทสนทนานั้นจบที่ทั้งคู่ต่างมองออกไปนอกหน้าต่าง
สารคดีพาไปคุยกับคู่รัก Johatsu คู่หนึ่งที่ทำงานอยู่ในโรงแรมม่านรูดในที่ห่างไกล
“เราทำงานในบริษัทที่เจ้านายข่มขู่บอกว่าถ้าทำงานได้ไม่ดีจะหักเงินของเราไปแทนตรงนั้น” ฝ่ายชายกล่าว
“เขาบอกว่าเขาสนิทกับยากุซ่า เขาไม่กลัวตำรวจ เขาเคยโกนหัวพวกเราด้วย” ฝ่ายหญิงกล่าว
ตอนนี้ทั้งคู่อาศัยอยู่ในห้องว่างหนึ่งของม่านรูด และทำงานเป็นแรงงานนอกระบบของม่านรูดแห่งนั้น ทั้งเก็บกวาดห้องนอน ทำอาหารเวลาแขกสั่ง ส่วนฝ่ายชายจะทำหน้าที่ซ่อมบำรุงสิ่งของเล็กๆ น้อย เนื่องจากทั้งคู่ไม่อยากเปิดเผยตัวตนของตัวเองเพราะยังกลัวนายจ้างที่หนีมาอยู่
“เราหนีมาจากนรกแล้ว แต่ที่นี่ก็ยังเหมือนนรกอยู่ดี แต่ก็เป็นนรกที่สัมผัสแสงแดดได้นิดหน่อย” ทั้งคู่กล่าว
ช่วงสุดท้ายของสารคดีได้ฉายให้เห็นว่าคันดะได้กลับไปบ้านเกิดเพื่อเยี่ยมหลุมศพของพ่อแม่ ซูกิโมโตะได้คุยสายกับลูกชายและรับรู้ว่าลูกชายไม่ได้โกรธที่เขาหายตัวไป แม่ที่ตามหาลูกยังคงตามหาไปแต่เธอชินแล้วกับการที่ไม่มีลูกชาย และไซตะยังคงทำบริษัท TSD บริษัทรับขนของตอนกลางคืนต่อไป
