การตายของคนเรา ที่สุดแล้วอาจจะเป็นคำตอบที่สะท้อนชีวิตที่ผ่านมาของคนคนนั้น
ข้อความสั้นๆ จากหนังสือ ‘ความหวังสุดท้ายของคุณยายคิริโกะ’ ลองเดาดูว่าคนแบบไหนที่อยากจะใช้วาระสุดท้ายของชีวิตอยู่ในคุกบ้าง ซึ่งความเห็นคนส่วนใหญ่คงไม่มีใครอยากมีบั้นปลายชีวิตในสถานที่แห่งนั้น
แต่มีอยู่คนหนึ่งที่อยากนับถอยหลังชีวิตของตัวเองในคุก แม้เธอไม่เคยทำผิดอะไรมาก่อน เธอคือคนธรรมดาที่ ทั้งชีวิตมีเพื่อนไม่กี่คน มีอาชีพเป็นแม่บ้านทำความสะอาดทั่วไป และเธอกำลังอยู่ในวัยไม้ใกล้ฝั่ง
‘ฮิโตสึบาชิ คิริโกะ’ คุณยายวัย 76 ปีที่รู้สึกจนปัญญากับชีวิตในวัยแก่ของตัวเอง เลยคิดว่าถ้าอยู่ในคุกก็คงจะดีกว่ามีชีวิตอยู่บนความไม่แน่นอนแบบนี้
ไม่ใช่ว่าจู่ๆ เธอก็อยากเข้าคุก แต่มันเริ่มต้นมาจากความเหงาและความโดดเดี่ยวที่ต้องเผชิญเมื่อเสียเพื่อนวัยเดียวกันสนิทที่สุดอย่าง ‘มิยาซากิ โทโมโกะ’ หรือ โทโมะ ทั้งคู่ตัดสินใจอยู่บ้านเดียวกันมาได้ประมาณ 3 ปีแล้ว “ก็ฉันอยากอยู่กับเธอน่ะสิ” คือ ประโยคที่โทโมะชวนคิริโกะมาใช้ชีวิตด้วยกัน ซึ่งทั้งคู่ก็มีความสุขกับการมีชีวิตแบบสองเพื่อนซี้ในบ้านที่เลือกเอง
แต่พอโทโมะจากไป โลกที่เคยสดใสก็ไม่เคยเหมือนเดิม ห้องที่เคยอบอุ่นก็หนาวขึ้นกว่าแต่ก่อน ไหนจะค่าใช้จ่ายคิริโกะต้องแบกรับทุกอย่างคนเดียว ลำพังเงินบำนาญที่มีก็ไม่เพียงพอที่จะอยู่บ้านเดิมได้ เธอจึงต้องย้ายออกไปหาที่อยู่ใหม่ที่เล็กกว่า แคบกว่า และเหงากว่าเดิม
สำหรับคนแก่การหาที่อยู่ใหม่โดยลำพังไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ให้เช่าก็ไม่มั่นใจเรื่องรายได้ว่าคนวัยนี้จะหาเงินจ่ายค่าเช่าได้ตรงเวลาไหม ไหนจะต้องหาคนค้ำประกันให้อีกซึ่งก็ต้องเป็นคนที่สนิทกันพอสมควร วัฒนธรรมการเช่าห้องในญี่ปุ่นคือผู้เช่าต้องมากับผู้ค้ำประกันด้วย ผู้ค้ำประกันจะเป็นคนจ่ายค่าเช่าและค่าซ่อมแซมในกรณีที่ผู้เช่าไม่สามารถชำระค่าเช่าได้
คิริโกะไม่มีสามี เธอใช้ชีวิตแบบโสดมาตลอด พี่สาวแท้ๆ ที่เธอมีก็ดันมีปัญหากันจนไม่ได้ติดต่อกันนานแล้ว ในเวลานี้ที่ไม่มีโทโมะ เธอจึงรู้สึกว่าเธอไม่เหลือใครเลย
ปกติคิริโกะไม่ใช่คนที่ใช้ชีวิตอู้ฟู่อยู่แล้ว แต่ในวันนี้ต่อให้ประหยัดแค่ไหนก็ยังไม่พอ โชคดีว่าเธอมีเงินบำนาญ และมีรายได้จากการทำอาชีพแม่บ้านอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่พอที่จะทำให้เธอมั่นใจได้เลยว่าพรุ่งนี้จะมีเงินกินข้าว หรือเงินจ่ายค่าเช่าห้อง ทุกอย่างอยู่บนความไม่แน่นอน แต่คนวัย 76 ปีจะทำอะไรได้บ้าง?
สิ่งที่คิริโกะต้องการในตอนนี้ไม่จำเป็นต้องมากมายเหมือนตอนที่มีโทโมะก็ได้ ตอนที่โทโมะยังอยู่ ทุกๆ เดือนพวกเธอจะพากันไปกินบุฟเฟต์ขนมหวานตามโรงแรม ใส่เสื้อผ้าสวยๆ เป็นสีสันในชีวิตอย่างหนึ่งที่เราสร้างขึ้นเองได้ แต่ในตอนนี้ที่อยู่คนเดียว เธอขอแค่ ที่พัก อาหาร และคนดูแล ขอแค่นี้จริงๆ
ซึ่ง 3 สิ่งนี้คือสิ่งที่ ‘คุก’ ให้คิริโกะได้โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท

จากแม่บ้านสู่อาชญากร
เพราะเป็นพลเมืองดีและเคารพกฎหมายมาตลอด จึงทำคิริโกะไม่รู้เลยว่าถ้าอยากติดคุกต้องทำอะไรบ้าง เธอเริ่มจากอะไรเล็กๆ น้อยๆ อย่างขโมยไดฟุกุในร้านสะดวกซื้อ แค่หยิบขนมชิ้นเดียวใส่กระเป๋าและเดินออกไปหน้านิ่งๆ มันจะยากตรงไหน
แต่พอเอาเข้าจริงคิริโกะหัวใจเต้นจนแทบจะระเบิด ขาสั่น มือสั่น ทั้งๆ ที่อยากโดนจับแต่ก็อดกลัวไม่ได้อยู่ดี ท้ายที่สุดคิริโกะก็โดนจับได้ แต่บทลงโทษมีแค่การตักเตือน ไม่ถึงกับส่งเข้าคุก ทั้งนี้เป็นเพราะผู้จัดการร้านไม่ได้เจอคนแบบคิริโกะเป็นครั้งแรก มีผู้สูงวัยหลายคนเข้ามาทำพฤติกรรมเดียวกับเธอเพราะอยากเข้าคุก ซึ่งผู้จัดการร้านก็ไม่อยากเอาเรื่องคิริโกะ
เมื่อยังไม่สำเร็จก็ต้องเดินหน้ากันต่อ ความต้องการของคิริโกะคือการอยู่ในคุกเป็นเวลานานๆ เธอมองว่าบางคดีทำแล้วติดคุก 5 ปีมันยังไม่พอ เธออยากได้นานกว่านี้ ตลอดชีวิตได้ยิ่งดี และมีเงื่อนไขว่าต้องไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ระหว่างที่ทำงานพาร์ทไทม์เป็นแม่บ้าน เธอก็พยายามหาความรู้การทำความผิดไปด้วย จนได้มารู้ว่ามันมีวิธีอื่นอีกเยอะที่จะพาเข้าคุกได้ แต่ต้องทำแบบมีชั้นเชิง
ไม่ว่าจะเป็นถ้าอยากติดคุกเพราะเป็นเจ้าหนี้นอกระบบจะทวงอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องทวงแบบมีการขู่ว่าจะบอกคนอื่นด้วย เรื่องสีเทาเข้ามาอยู่ในโลกที่เคยสดใสของคิริโกะ มีงกๆ เงิ่นๆ บ้างตามประสาคนแก่ แต่เธอก็พยายามอย่างสุดความสามารถ
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เธอรู้มาว่าการทำอะไรง่ายๆ อย่างพิมพ์แบงค์ปลอมก็สามารถทำให้ติดคุกได้ คิริโกะไม่รอช้า เดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อทันทีเพื่อที่จะถ่ายเอกสาร แต่กว่าหญิงชราจะเปิด กดปุ่มเครื่ีองถ่ายเอกสาร ก็ใช้เวลานาน ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่ ‘เอโนโมโตะ ยูกินะ’ เด็กสาวพนักงานร้านสะดวกซื้อเข้ามาเห็นเสียก่อนและห้ามคิริโกะไว้
ระหว่างเข้าสู่วงการสีเทา นอกจากที่คิริโกะได้เรียนรู้คู่มือการเป็นคนร้าย อีกสิ่งที่เธอได้มาคือความสัมพันธ์และมิตรภาพอีกด้วย อย่างยูกินะเองก็กลายมาเป็นเพื่อนต่างวัยของคิริโกะ ทั้งสองคนนั่งเล่น กินขนม ดูทีวีด้วยกัน รวมไปถึงช่วยกันวางแผนหนทางสู่คุกให้คิริโกะอีกด้วย
ระหว่างนั้นก็มีอีกหลายคนที่เข้ามาทำให้ชีวิตของคิริโกะมีสีสันมากยิ่งขึ้น ที่น่าแปลกใจคือแม้คิริโกะจะเล่าเรื่องที่อยากติดคุกให้ใครฟัง ก็ไม่มีใครต่อต้านแนวคิดของเธอ มีแต่จะทำความเข้าใจความเหงาและอุปสรรคที่คิริโกะกำลังเผชิญอยู่
เส้นทางนี้ยังพาคิริโกะมาเจอแง่มุมใหม่ๆ ที่เธอไม่เคยเจอมาก่อน อย่างเช่น คุณค่าของการเป็นผู้หญิงที่เธอไม่เคยได้ยิน และคิดว่าผู้หญิงในวัยเดียวกันกับเธอก็คงไม่เคยได้ยินเช่นกัน
“คุณมีคุณค่าในตัวเอง แค่เป็นผู้หญิงและเป็นมนุษย์ คุณก็สง่างามแล้ว”
ใครจะไปคิดว่านี่เป็นประโยคที่จะได้ยินในเวิร์กช็อปสอนต้มตุ๋น แค่ประโยคสั้นๆ ก็ทำเอาคิริโกะสดชื่นขึ้นมาทันที ที่ผ่านมาเธอใช้ชีวิตแบบที่เข้าใจว่าผู้ชายต้องเป็นผู้บังคับบัญชา และผู้หญิงต้องเป็นผู้ตามมาโดยตลอด การได้รับคำชื่นชมแค่เพราะเราเป็นผู้หญิงมันแปลกใหม่มากเลย
หนทางการเป็นนักโทษตลอดชีวิตของคิริโกะจึงประกอบไปด้วยเสียงหัวเราะบ้าง น้ำตาบ้าง ทุกคนและทุกความสัมพันธ์ที่เข้ามาสร้างความทรงจำให้กับคุณยายคนนี้เสมอ ไม่ว่าลงเอยอย่างไร แต่เราก็ได้เห็นว่าคิริโกะไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว

คิริโกะคือเรื่องราวที่มีอยู่จริง
ผู้สูงวัยอยากเข้าคุกคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น ข้อมูลจาก CNN ระบุว่าตั้งแต่ 2003 ถึง 2022 ญี่ปุ่นมีผู้ต้องขังที่เป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปมากขึ้นถึง 4 เท่า ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากความโดดเดี่ยวและความจนที่พวกเขาต้องเผชิญ การใช้ชีวิตอยู่บนความไม่แน่นอนทุกวันทำให้ผู้สูงวัยอยากหาที่พึ่งพิงซึ่งก็คือคุก
ข้อมูลจาก Statista ระบุว่าเมื่อปี 2024 พบว่ามีประชากรผู้สูงวัยตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปในญี่ปุ่นทั้งหมด 36.25 ล้านคน ซึ่งถือว่า 1 ใน 3 ของประชากรญี่ปุ่นทั้งหมด แต่มีเพียง 25.7% ของผู้สูงอายุเท่านั้นที่มีงานทำ แถมค่าแรงที่พวกเขาได้ก็ยังไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตอีกด้วย
ลักขโมยจึงเป็นคดีที่ผู้สูงอายุนิยมทำ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุผู้หญิง CNN ระบุว่าในปี 2022 หญิงสูงวัยกว่า 80% ถูกจับกุมจากคดีลักทรัพย์ เหตุผลที่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงเพราะพวกเธอคือกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากระบบบำเหน็จบำนาญของญี่ปุ่น
เนื่องจากระบบบำเหน็จบำนาญของญี่ปุ่นถูกออกแบบเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในตอนนั้นแนวคิดที่ว่าผู้หญิงมีย่อมแต่งงานและมีสามีหรือลูกดูแลอยู่แล้วเป็นแนวคิดที่แพร่หลาย แต่พอเริ่มเข้าปี 2000 เป็นต้นมา เศรษฐกิจของญี่ปุ่นเริ่มแย่ลง ค่าครองชีวิตค่อยๆ สูงขึ้น และผู้หญิงเองก็ไม่ได้แต่งงานหรือมีลูกกันทุกคนเหมือนแต่ก่อน ผู้หญิงที่เป็นม่ายหรือเป็นโสดได้รับเงินบำเหน็จบำนาญไม่ถึงครึ่งเมื่อเทียบกับผู้หญิงที่แต่งงาน ทำให้พวกเธอต้องเอาวิธีเอาตัวรอดยากกว่ากลุ่มอื่นๆ เช่นเดียวกันกับคิริโกะที่เลือกใช้ชีวิตในคุกเสียดีกว่า
สภาพคุกของญี่ปุ่นดูดีกว่าของไทยอย่างเห็นได้ชัด ในนั้นมีอาหาร มีที่พัก มีน้ำให้อาบ รวมถึงมีกิจกรรมให้ทำแก้เหงาและยังได้พบปะเพื่อนๆ อีกด้วย
ในเมื่อโลกข้างนอกไม่ได้ถูกดีไซน์ให้รองรับคนสูงวัยได้ดีพอ พวกเขาจึงต้องดิ้นรนในแบบของตัวเอง ซึ่งการเลือกคุกเป็นที่อยู่อาศัยเป็นหนทางของผู้สูงวัยในยุคนี้ อย่างน้อยก็ดีกว่าต้องคอยกังวลเรื่องเงินและความโดดเดี่ยวอยู่ข้างนอก

เงิน สุขภาพ เพื่อน สิ่งที่สำคัญมากสำหรับคนสูงวัย
หนังสือความหวังสุดท้ายของคุณยายคิริโกะ สะท้อนให้เห็นความต้องการของคนสูงวัยซึ่งไม่ต่างอะไรกับผู้สูงวัยในไทย งานวิจัยสำรวจความสุขของผู้สูงวัยในไทย โดย ‘รศ.ดร. นพพล วิทย์วรพงศ์’ บอกว่า 3 สิ่งที่เป็นความสุขของผู้สูงวัยไทย ได้แก่ หนึ่ง – สุขภาพ ผู้สูงวัยก็มีความสามารถที่จะดูแลตัวเองได้ ลุกเดินได้อย่างสะดวก เมื่อสุขภาพดีก็จะสามารถทำให้มีความสุขได้ ซึ่งสุขภาพแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ Physical health สุขภาพทางกาย หมายถึง การที่เรามันไม่มีโรค หรือมีโรคแต่เราจัดการกับมันได้ และ Functional health สุขภาพขั้นพื้นฐาน คือ ความสามารถในการดูแลตัวเอง การเคลื่อนไหว เช่น หยิบจับของเองได้
สอง – ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเงิน เพราะมันคือสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต และสาม – การมีส่วนร่วมกับสังคม เช่น การมีเพื่อน ได้ออกไปใช้ชีวิตข้างนอก
แต่จากการสำรวจพบว่า ผู้สูงอายุที่มีลูก มีแนวโน้มสุขภาพดีกว่า มีเงินมากกว่า และมีส่วนร่วมในสังคมมากกว่าคนที่ไม่มีลูก ปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อคุณภาพชีวิตและความสุขในวัยนี้ มองอีกมุมหนึ่งการมีลูกกลายเป็นเงื่อนไขของการมีความสุขของผู้สูงอายุในปัจจุบัน ทำให้หลายคนอยากใช้เวลากับลูกหลานในยามแก่เฒ่า
ในขณะเดียวกันการพึ่งพาลูกหลานของผู้สูงวัยไทยก็สะท้อนให้เห็นช่องว่างบางอย่างเช่นเดียวกัน
“เมื่อไหร่ก็ตามที่แหล่งรายได้ที่สําคัญสุดในวัยเกษียณเป็นครอบครัว ตัวเขาในฐานะที่เป็นคนวัยทํางานจะมีแนวโน้มในการออมน้อยลง สะท้อนให้เห็นความเปราะบางเหมือนกัน แปลว่าในอนาคตเขาก็จะหวังพึ่งลูกหลานทันที การหวังพึ่งบุตรหลานไม่ใช่เรื่องผิด แต่ว่าความหวังนั้นมันอาจจะไม่เป็นจริงเสมอไป การมีลูกไม่ได้การันตีว่าเขาจะดูแลเรานะ”
อาจารย์นพพลกล่าว เราจะมั่นใจได้ยังไงว่าลูกจะเลี้ยงเราตลอดไป? นี่คือคำถามสำคัญที่อยากจะชวนคนสูงวัยและไม่สูงวัยคิด
เพราะเมื่อสูงวัยขึ้น ความเปราะบางของเรา ร่างกายบอกกับเราว่าเราไม่สามารถวิ่งได้ไวเหมือนแต่ก่อน ไม่สามารถกินของอร่อยทุกอย่างที่ขวางหน้าได้ และไม่สามารถทำงานเยอะเท่าเหมือนก่อนได้ ฉะนั้นแล้วอะไรที่สามารถสะสมไว้ได้ก่อน ก่อนที่จะกลายเป็นคนสูงวัยก็ควรจะรีบทำ
“สะสมทรัพย์ สะสมสุขภาพ สะสมเพื่อน”
3 อย่างที่อาจารย์นพพลแนะนำให้สะสมเอาไว้ในตอนที่ยังมีแรง เหมือนกับที่คิริโกะเองก็อยากมีที่อยู่อาศัย มีเงิน และมีเพื่อนเพื่อหนีจากความเหงา
ไม่แน่ว่าถ้าคิริโกะมี 3 สิ่งนี้อยู่ตั้งแต่แรก เธออาจจะไม่คิดจะใช้ชีวิตบั้นปลายในคุกก็ได้ เราอาจจะได้เห็นคิริโกะวางแผนชีวิตบั้นปลายในแบบอื่นๆ แต่เมื่อยังมีคนแบบคิริโกะอยู่อีกมากมาย ถึงเวลาแล้วหรือเปล่าที่ต้องสร้างสังคมเผื่อให้ผู้สูงวัยอยู่ได้ด้วยตัวเอง

