การแปลงเพศของ LGBTQ สูงวัย

“อยากถอดเสื้อเล่นน้ำทะเล” ความสุขในแบบของทอมวัย 60 ‘ไก่ – พักตร์วิไล สหุนาฬุ’ ที่กำลังจะได้ใช้ชีวิตใหม่อย่างไร้หน้าอก

ความสุขในบั้นปลายชีวิตของทุกคนคือแบบไหน?

มีบ้านริมทะเล ย้ายอยู่ต่างประเทศ หรือมีครอบครัวอบอุ่นที่อยู่กันพร้อมหน้า ความสุขของทุกคนมีได้หลากหลาย สำหรับ ‘ไก่ – พักตร์วิไล สหุนาฬุ’ LGBTQ+ สูงวัย บอกว่า ‘การไม่มีหน้าอก’ คือความสุขในบั้นปลายชีวิตที่เขาวาดฝันไว้

ไก่เป็นลูกคนเล็กจากครอบครัวใหญ่ในพื้นที่หนึ่งของจังหวัดสุรินทร์ ถ้าใครเคยติดตามการขับเคลื่อนสิทธิความหลากหลายทางเพศมา ก็คงจะคุ้นหน้าเขาไม่น้อย เพราะว่าไก่ทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชนมาและเข้าร่วมกับมูลนิธิต่างๆ เป็นเวลานาน เช่น กลุ่มเยาวชนศีขรภูมิ มูลนิธิเพื่อนกะเทยไทย เป็นต้น การทำงานด้านสังคมเป็นสิ่งที่ไก่ชื่นชอบมาตลอด เพราะเขามีความฝันอยากผลักดันกลุ่ม LGBTQ+ ให้ได้รับสิทธิเท่าเทียมเหมือกันกับคนอื่นๆ 

ถ้าถามว่าไก่รู้ตัวเองตั้งแต่เมื่อไร เขาระบุเวลาไม่ได้ชัดเจน เพียงแต่บอกว่าใช้ชีวิตแบบนี้มาโดยตลอด สมัยมัธยมก็เคยพูดเล่นๆ กับเพื่อนด้วยว่า เมื่อโตขึ้นเขาจะเป็น ‘ประธานกลุ่มทอมคนแรกของประเทศไทย’

ณ วันที่เราได้คุยกัน ไก่เล่าว่าตัวเองอายุ 59 ปี 7 เดือน หมายความว่าปีนี้ อายุของไก่กำลังก้าวขึ้นเลข 6 แล้ว ในวัย 60 ที่กำลังจะถึงนี้ ไก่ตัดสินใจมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้กับตัวเอง ซึ่งเป็นของขวัญที่มีชิ้นเดียวในโลก นั่นก็คือร่างใหม่ของไก่ที่ไร้หน้าอก อีกไม่กี่เดือนข้างไก่กำลังจะได้เข้ารับการผ่าตัดเอาหน้าอกออก ตามที่เขาได้เคยใฝ่ฝันไว้ตั้งแต่ยังเด็ก

“ที่ผ่านมาเราหลอกตัวเองว่ามีหน้าอกก็ดูดี แต่ลึกๆ เรารู้อยู่ เหมือนเรามีติ่งเนื้ออะไรสักอย่างแล้ วเราไม่ได้ผ่าตัดมันออกไป เราอยากจะเอาออก อยากมีความสบายบ้าง” ไก่กล่าว

Mutual ขอพาทุกคนไปรู้จักไก่กันมากยิ่งขึ้น เพราะเขาคนนี้กำลังจะพิสูจน์ว่าอายุเป็นเพียงแค่ตัวเลข และยังไม่สายเกินไปที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในวัยนี้

เริ่มเรียกตัวเองว่า ‘ทอม’ ตั้งแต่ตอนไหน

ตั้งแต่เด็กๆ ตอนนั้นเรายังไม่เข้าใจคำว่าเพศคืออะไร ประมาณป.2 เราเริ่มชอบเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง เราก็เล่นเป็นพ่อแม่ลูกกัน ให้เขาเป็นแม่เราเป็นพ่อ บุคลิกของเราจะเป็นคนที่มีท่าทางก๋ากั๋น ห้าวๆ ตัดผมสั้น ชอบผู้หญิง ทำตัวแบบผู้ชายมาตลอด จนมาถึงมัธยมที่เพื่อนเรียกเราว่า ‘ทอม’ ก็เลยรู้จักคำนี้ เรามารู้จักช้าไปหน่อย เพราะสมัยก่อนข้อมูลไม่ได้หาง่ายๆ ไม่มีหนังสือในห้องสมุดให้เราค้นคว้าเรื่องแบบนี้หรอก แต่เราก็ได้มาเจอเล่มหนึ่งชื่อหนังสือ ‘แปลกพิสดาร’ เป็นหนังสือที่ไปสัมภาษณ์ทอมที่แปลงเพศแล้ว เราอ่านแล้วก็ตื่นเต้นมากที่เขาไปแปลงเพศได้ เราก็เริ่มมีความฝันอยากแปลงเพศบ้างตั้งแต่ตอนนั้น

ครอบครัวและสังคมใกล้ตัวของเราเป็นยังไงบ้าง

เราเป็นลูกคนเล็กสุด พ่อแม่มีลูกทั้งหมด 9 คน ทำให้เขาค่อนข้างเลี้ยงเราแบบอิสระมาก พ่อแม่ไม่เคยว่าอะไรเราเลยที่เป็นแบบนี้ เราเองก็ไม่ได้บอกให้เขารู้ตรงๆ หรอกว่า เราเป็นทอม หรือเราชอบผู้หญิง แต่เราบอกเขาผ่านการกระทำ เช่น พาแฟนผู้หญิงมาบ้าน แต่งตัวคล้ายผู้ชาย ทำตัวแมนๆ เขาก็ไม่ได้ห้ามนะ เราว่าเราโชคดีเรื่องครอบครัว แต่ก็มีอยู่ครั้งหนึ่งที่แม่ตั้งคำถามกับเราเรื่องที่เราเป็นทอมครั้งแรก วันนั้นเราพาแฟนมานอนที่ห้อง แล้วแม่เปิดประตูเข้ามาเห็น “เป็นผู้หญิงทำไมถึงนอนด้วยกัน?” แม่ถามแบบนี้ ด้วยความที่เราไม่เคยคุยกันเรื่องนี้ พอเจอคำถามจากแม่ครั้งแรก เรากลัวเลย แต่ก็ไม่ได้ตอบคำถามนั้นออกไป เชื่อไหมจนถึงวันนี้ที่แม่เราเสียไปแล้ว เราก็ยังไม่เคยตอบคำถามนี้

เราเติบโตในสังคมชนบท อำเภอห่างไกลในจังหวัดสุรินทร์ ทุกคนอาจคิดว่าสมัยก่อนมันต้องโหดร้ายกับ LGBTQ+ มากแน่ๆ เลย แต่เราก็ดันโชคดีตรงที่ไม่ค่อยเจอเรื่องแบบนั้นเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งครอบครัวเราเป็นครอบครัวที่มีหน้ามีตาในชุมชน มีบ้างตรงที่เคยมีคนมาถามแม่เราว่า “เลี้ยงลูกยังไงให้ผู้หญิงกลายเป็นผู้ชาย และผู้ชายกลายเป็นผู้หญิง” เพราะเราเป็นทอม และพี่ของเราเป็นกะเทย แม่มาเล่าเรื่องนี้กับเราที่หลัง แต่เขาไม่ได้เล่าว่าตอบอะไรไปนะ แต่เราคิดว่าตอนนั้นแม่คงอึดอัดใจไม่น้อย

ไก่ พักตร์วิไล สหุนาฬุ

แสดงว่ามุมสังคมที่พี่ไก่เจอเป็นมุมใจดีซะส่วนใหญ่ 

มีทั้งใจดีและใจร้ายปะปนกันไป เราเคยคบแฟนคนหนึ่งสมัยเพิ่งเริ่มทำงาน แรกๆ เขาไม่อยากให้เราเข้าบ้าน พอซักพักเขาพาเราไปเจอครอบครัวเขา แต่แม่เขาเดินมาพูดต่อหน้าเราเลยว่า “อยากให้ทั้งสองคนเลิกกัน เป็นแค่พี่น้องกันก็พอ หญิงรักหญิงแบบนี้มันวิปริตผิดเพศ” เท่านั้นยังไม่พอ เขาพูดอีกด้วยว่า ถ้ายังไม่ยอมเลิก เขาจะวางแผนให้คนมาฆ่าเรา จะจ้างคนขับสามล้อมาข่มขืนเรา

‘เป็นทอมมันเลวมากขนาดนั้นเลยหรอ’ สิ่งแรกที่แล่นเข้ามาในหัวหลังจากเราฟังแม่เขา การที่เรารักเพศเดียวกัน เราต้องโดนถึงตายเลยหรอ ความคิดนี้ฝังลึกๆ ในใจของเราตลอดมา จนกระทั่งพอโตขึ้นเราเจอเพื่อนร่วมงาน NGO (Non-governmental organization) ด้วยกันที่มีพฤติกรรมแย่ๆ กับเราอีกครั้ง เขามาขอลูบเป้าเราและเขาก็วางแผนข่มขืนเรา โชคดีที่วันนั้นเราไม่ได้ออกไปกับเขาก็เลยรอดตัวไป แต่คำถามเดิมที่ฝังในใจก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง เราไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเราผิดมากเลยหรอที่เป็นทอม

พอเจอเรื่องแบบนี้เข้าไป เราก็คิดเลยว่า ‘สักวันหนึ่งฉันจะต้องมีเพื่อนให้ได้’ เราอยากทำกลุ่มองค์กรสำหรับคนที่มีความหลากหลายทางเพศ เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยและต่อสู้ปกป้องสิทธิ์ของพวกเรา

พี่ไก่หันมาทำงานเรื่องสิทธิความหลากหลายทางเพศตั้งแต่เมื่อไหร่

หลังจากที่มีความคิดอยากมีกลุ่มที่ต่อสู้เพื่อคนที่มีความหลากหลายทางเพศ เราก็พยายามหาลู่ทางมาเรื่อยๆ แรกเริ่มเป็นนักพัฒนาองค์กรเอกชน แต่สมัยนั้นไม่ได้มีการแยกประเด็นว่า อันนี้ทำเรื่องสิทธิมนุษยชน อันนี้ทำเรื่องผู้หญิง อันนี้ทำเรื่องผู้สูงวัย เขาจะขับเคลื่อนแบบรวมทุกเรื่องเลย  จนกระทั่งเราเจอกลุ่ม ‘อัญจารี’ (Anjaree) เป็นกลุ่มแรกๆ ในประเทศไทยที่ทำเรื่องสิทธิความหลากหลายทางเพศ เราก็สมัครเป็นสมาชิกกลุ่มนี้เลย น่าจะประมาณปี 2536 คิดว่า ตัวเราน่าจะเป็นไม่กี่คนจากต่างจังหวัดที่เข้าไปเป็นสมาชิก

เราได้เข้าไปแลกเปลี่ยนความรู้กันเยอะมาก ดีใจจริงๆ ที่มีกลุ่ม นี้เพราะในที่สุดความฝันของเราก็เป็นจริง เรามีเพื่อนที่เป็นเหมือนเราและเข้าใจในความเป็นตัวเรา เรามีพื้นที่ปลอดภัยที่เราสามารถปรึกษาอะไรก็ได้ กลุ่มนี้ทำให้เรากล้าพูดเรื่องบาดแผลในใจจากการคุกคาม และกล้าพูดที่สาธารณะเรื่องที่เราเป็น ‘Intersex’ หรือคนเพศกำกวม

ไก่ พักตร์วิไล สหุนาฬุ

ทำไมพี่ไก่ถึงตัดสินใจเปิดเผยเรื่องนี้

เท้าความก่อนว่า เราทำการบ้านกับตัวเองหนักมาก มันมีทั้งกลัวโดนคุกคาม กลัวการไม่ยอมรับ กลัวโดนกักขัง เรามาคิดทบทวนว่าถ้าบอกไปแล้วเกิดอะไรขึ้นมา เรามีใครที่จะคอยสนับสนุนอยู่บ้าง ดีตรงที่มีครอบครัวเรายอมรับเรา อีกพื้นที่ปลอดภัยนอกจากครอบครัวคือเพื่อน เราใช้เวลากับตัวเองว่าถึงเวลาหรือยัง ไม่ต้องไปรีบเร่งอะไรมาก เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง พอวันหนึ่งใจเราพร้อมแล้ว เราก็เปิดตัวกับสังคมไปเลย อะไรจะเกิดขึ้นก็ค่อยอธิบายไปทีหลัง

ส่วนเรื่องเพศกำกวม ร่างกายเพิ่งแสดงออกให้เราเห็นชัดเจนขึ้นตอนเริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ แต่ก่อนเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า สิ่งที่เราเป็นเขาเรียกว่าเพศกำกวม เราเข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนเป็นกัน จนกระทั่งเพื่อนในกลุ่มที่ต่อสู้สิทธิความหลากหลายทางเพศด้วยกันมา เขาได้ไปอบรมที่สหรัฐอเมริกา แล้วส่งข้อมูลเรื่องเพศกำกวมมาให้ เราได้อ่านก็ดีใจมากเลย ดีใจที่ได้รู้ว่าเราเป็นอะไร และบนโลกนี้มีคนอื่นที่เป็นแบบเราหลายคน

พอปี 2560 วันนั้นมีงานของกลุ่ม LGBTQ+ จัดที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เราไปกับพี่สาว เมื่อเราพร้อมแล้วทั้งกายและใจ เราเลยได้เปิดตัวว่าเป็นคนเพศกำกวมในงานนั้นเลย หลังจากที่เก็บไว้นาน พอได้พูดแล้วโล่งมากจริงๆ เราอยากให้ทุกคนรู้ว่าในสังคมนี้มีคน Intersex อยู่ เราเป็นคนหนึ่งที่มีอัตลักษณ์ทางเพศทับซ้อน ทั้งเป็นทอมและเป็นคนเพศกำกวม เราอยากเป็นตัวอย่างให้ทุกคนที่กลัว หรือไม่กล้าเปิดเผยตัวเอง พวกเขาจะได้สบายใจว่าในสังคมนี้ไม่ได้มีพวกเขาอยู่ลำพัง

แล้วจุดเริ่มต้นของการผ่าตัดหน้าอกเริ่มจากตอนไหน

สมัยยังเป็นทอมน้อยวัยมัธยม เราอยากมีอวัยวะเพศแบบผู้ชายและเราก็อยากเอาหน้าอกออกด้วย ฝันแบบนี้มานานมาก แต่เพราะอุปสรรคเรื่องเงิน เรื่องการเดินทาง ข้อมูลก็มีไม่เพียงพอให้เราศึกษา ทำให้เราหยุดความคิดไว้ก่อน พอโตขึ้นเรามีทั้งอวัยวะเพศชายและเพศหญิง ทำให้ช่วยที่เรามีประจำเดือนจะเป็นช่วงเวลาที่ทรมานมาก มันจะเหนอะหนะ เจ็บด้วย จำได้ว่าถ้าช่วงไหนที่เป็นประจำเดือนจะร้องไห้ทุกวัน เราก็คิดเรื่องผ่าตัดมาเรื่อยๆ จนถึงวัยที่เราหมดประจำเดือนแล้ว เราเลยรู้สึกว่าผ่าแค่หน้าอกก็พอ เพราะส่วนอื่นๆ เราโอเคละ

เราอยากสบายบ้าง พอดีเราเป็นคนที่แพ้ขอบยางยืดของชุดชั้นใน (elastic) เวลาโดนผิวมันจะแสบจนพอง แถมเราก็แพ้เหงื่อตัวเองอีก การใส่เสื้อในเลยลำบากสำหรับเรามากๆ เราตัดสินใจไปปรึกษาหมอเรื่องผ่าหน้าอกออก ถามเขาว่าอายุเท่านี้ยังทำได้ไหม พอเขาบอกว่าได้ เราก็เอาวะ ลงทะเบียนทำบัตรคนไข้วันนั้นเลย เรามีความฝันอยากถอดเสื้อเล่นน้ำทะเล ถอดเสื้ออยู่บ้าน ไม่ต้องมีพันธนาการอะไรมารั้งเราไว้อีก

ส่วนค่าใช้จ่ายเอาจริงๆ ก็ถือว่าแพง เราต้องลงไปทำที่กรุงเทพฯ เสียค่าเดินทางกับค่าที่พักทีหนึ่งก็ 3,000 – 4,000 บาท ไปๆ มาๆ จากบ้านแบบนี้ คิดว่ารวมผ่าตัดเบ็ดเสร็จแล้วคงเกือบแสน เราก็เก็บเงินจากการทำงานมาเรื่อยๆ พอมีบ้างแต่ก็ไม่มากพอ มีพี่ๆ น้องๆ LGBTQ+ ด้วยกันนี่แหละ ที่ช่วยกันสนับสนุนค่าใช้จ่าย เพราะทุกคนเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องสุขภาพใจ

กระบวนต่างการเข้ารับการผ่าตัดเป็นยังไง

เริ่มจากเจอคุณหมอ 3 คน หมอศัลยกรรม ประเมินลักษณะหน้าอกควรผ่าแบบไหน ผ่าได้หรือไม่ ต่อมาจิตแพทย์ ประเมินว่าเราพร้อมไหม เพราะการผ่านี้มันคือการเอาหน้าอกออก จะหายไปเลย เอากลับมาไม่ได้ เลยต้องประเมินว่าเราตัดสินใจดีแล้วจริงๆ ใช่ไหม มีแบบสอบถามเยอะมากเลย สุดท้ายไปเจอหมอเฉพาะทางต่อมไร้ท่อ ให้คำแนะนำว่าจะเทคฮอร์โมนส์ดีหรือไม่ แต่ส่วนตัวเราไม่ได้เทคนะ

เราไม่ได้กลัวขั้นตอนไหนเป็นพิเศษนะ แต่มีเสียวๆ เรื่องการผ่าตัด เพราะนี่คือการผ่าตัดครั้งใหญ่ที่สุดของเราเลย หวังว่าทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี

คนรอบตัวว่ายังไงบ้างเรื่องการผ่าตัด

มีมาถามบ้างว่า ผ่าทำไมตอนนี้ อายุก็เยอะแล้ว อยู่มาได้ตั้งนานไม่เห็นจะเป็นอะไร เราก็ได้แต่บอกว่า เราอยากสบายกายและสบายใจ แฟนเราเขาก็ไม่ได้เป็นคนยุให้เราไปผ่าออกนะ เราตัดสินใจเองทั้งหมด เราอยากมีชีวิตใหม่ที่สบายๆ และมีความสุขตามที่เคยฝันไว้

‘เริ่มต้นชีวิตใหม่’ ของพี่ไก่เป็นอย่างไร

ที่ผ่านมาเราใช้ชีวิตแบบครึ่งๆ กลางๆ มาตลอด ช่วงที่เรามีประจำเดือน 7 วันนั้นเราคือผู้หญิง วันอื่นเราเป็นผู้ชาย พอประจำเดือนหมด ก็เหลือแต่หน้าอกนี่แหละที่ยังมีความเป็นหญิงในตัวเรา เราเลยอยากเอาออกเพื่อเติมเต็มความฝันที่จะเป็นผู้ชายมาตั้งแต่เด็ก นี่คงเป็นการก้าวเข้าสู่ชีวิตใหม่ในชีวิตเดิมที่เรากำลังใช้อยู่ ไม่ต้องไปรอชาติหน้าหรอก ชาตินี้นี่แหละที่เราจะเติมเต็มร่างกายในแบบที่เราอยากจะมีก่อนจะชีวาวาย ความสุขบั้นปลายชีวิตของเราหน้าตาแบบนี้

หวังว่าชีวิตใหม่ของเราจะมีความสุขยิ่งขึ้น ความรู้สึกคงเหมือนกับตอนที่เราเปิดเผยตัวตนว่าเราเป็นทอม เป็น Intersex ได้ปลดล็อกสิ่งที่ข้างคาอยู่ในอก มันรู้สึกโล่งอย่างบอกไม่ถูก

ไก่ พักตร์วิไล สหุนาฬุ

พี่ไก่ก็ถือเป็นคนในชุมชน LGBTQ+ ตอนนี้ก็เข้าสู่ช่วงสูงวัยด้วย การใช้ชีวิตในประเทศนี้ ดัวยอัตลักษณ์และวัยนี้สำหรับพี่ไก่เป็นยังไงบ้าง

ไม่ว่าจะคุณเป็นหญิง ชาย ทอม หรืออะไรก็ตาม คุณก็กลายเป็นผู้สูงวัยได้หมด ถึงจะได้รับสวัสดิการเหมือนกันหมด แต่คนกลุ่มเราก็ยังเข้าไม่ถึงบางสิทธิ์อยู่เลย  ก็เคยคิดว่าถ้าแก่ไปกว่านี้เราจะทำยังไง

เราได้บทเรียนมาจากแม่ที่ป่วยติดเตียง 11 ปี แม่มีลูกทั้งหมด 9 คน ทุกคนพร้อมซัพพอร์ตแม่ทั้งร่างกายและจิตใจ เรื่องค่าใช้จ่ายก็ด้วยเพราะพี่น้องเราก็รับราชการ แม้ใช้สิทธิ์ข้าราชการเบิกได้ เราก็มองย้อนตัวเองว่าแล้วเราล่ะ? วันที่เราแก่จนเดินไม่ไหว ใครจะมาดูแลเรา 
ถ้าใครจะบอกว่า “ช่วยไม่ได้ไม่ยอมมีลูกเอง”  เราว่าไม่ถูก ตอนให้มีลูกแต่การเอาตัวเองเป็นภาระลูกก็ไม่ใช่เรื่องที่ควร ในเมื่อลูกก็มีชีวิตมีภาระหนี้สินของตัวเองเหมือนกัน รัฐหรือเปล่าที่ควรสวัสดิการโอบอุ้มคนให้เท่าเหมือนกันทั้งหมด เบี้ยผู้สูงอายุ 600 บาทต่อเดือนคงต้องทบทวนกันดีๆ ว่ามันพอจริงหรือ คนแก่ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเยอะ ทั้งยา แพมเพิส อาหารบำรุง ค่ารักษาพยาบาลอีก มันต้องใช้เงินทั้งนั้นเลย

พอเจอสถานการณ์แบบนี้แล้ว ในฐานะที่เป็น LGBTQ+ สูงวัย พี่ไก่มีความคิดเห็นอย่างอย่างไร

เรานึกถึงการทำคอมมูนิตี้ของ LGBTQ+ สูงวัยเหมือนกันนะ บางคนก็มีคู่ แต่ไม่มีลูก บางคนก็โสด อยากมีพื้นที่ที่เราจะสามารถดูแลกันเองได้ ทำกิจกรรมด้วยกัน จะได้ไม่เหงา ไม่เศร้า แต่รัฐบาลเองก็ควรมีนโยบายด้วย ควรมีนโยบายรองรับผู้สูงอายุทุกเพศ ทุกกลุ่ม มีสวัสดิการที่รองรับด้านที่อยู่อาศัย อาชีพ และรายได้ รวมไปถึงประกาศใช้พรบ. สมรสเท่าเทียมก็ด้วย

เราเองก็เป็นคนหนึ่งในโครงการข้ามเพศมีสุขที่ไปร่วมผลักดันเรื่องสิทธิการแปลงเพศไปอยู่ในหลักประกันสุขภาพ ที่ผ่านมาเราได้ไปคุยกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติโดยตรงในหลายเวที มีทั้งนำเสนอเรื่องสิทธิแปลงเพศให้กับหน่วยบริการสุขภาพตามโรงพยาบาล ให้กับคลินิกความหลากหลายทางเพศ 4 จังหวัด ได้แก่ นครนายก เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา โครงการข้ามเพศมีสุขเขาทำอย่างต่อเนื่อง และไปในนามองค์กรตัวเองด้วยที่ชื่อว่า กลุ่มเยาวชนศีขรภูมิ

มีคนบอกว่าสิทธิการแปลงเพศเป็นเรื่องสิ้นเปลืองและเป็นเรื่องของความสวยงาม พี่ไก่มีความเห็นยังไง

เห็นแก่ตัวนะในความเห็นของเรา การผ่าตัดแปลงเพศ หรือการผ่าตัดยืนยันเพศมันเป็นเรื่องของการรักษานะ เป็นเรื่องทางการแพทย์ เพราะส่งผลต่อสุขภาพจิต กระแสที่ว่ามันเป็นแค่ความสวยงามสำหรับเราไม่ถูกต้อง คงเหมือนกับเวลาคุณเป็นหูด มันต้องผ่าตัดออกนั้นแหละ สุขภาวะที่ดีมาจากร่างกายและสุขภาพจิตที่ดีด้วย การมีอะไรที่เราไม่ได้ต้องการอยู่บนเนื้อตัวร่างกาย มันจะทำให้เรามีความสุขได้อย่างไร

เราเห็นในหลายๆ ประเทศก็ผลักดันเรื่องนี้และทำสำเร็จแล้ว มีหลายประเทศที่ให้สิทธิ์การแปลงเพศฟรี เราก็คาดหวังว่าประเทศไทยจะทำอย่างนั้น มาเพราะกับสวัสดิการถ้วนหน้าไปด้วยเลย เราก็ยังคาดหวังว่าคาดจะได้ใช้สิทธิ์แปลงเพศฟรี แต่ถ้ารอใช้สิทธิ์คงไม่ได้ผ่าหน้าอกในปี 2567 นี้ อาจจะต้องเลื่อนไปอีกนาน เพราะปีนี้เห็นว่าจะผลักดันเรื่องการเทคฮอร์โมนส์ฟรีก่อน

ไก่ พักตร์วิไล สหุนาฬุ
เอื้อเฟื้อภาพ: ซะเร็นไพรด์ – Surin Pride

คงมีผู้สูงวัยที่เป็น LGBTQ+ อีกหลายคนกำลังลังเลเรื่องการผ่าตัดแปลงเพศอยู่ พี่ไก่มีอะไรจะฝากบอกถึงพวกเขาไหม

มีสิ ถ้าอยากแปลงเพศแต่ไม่ได้ทำตอนหนุ่มสาวก็ทำตอนนี้แหละ ทำเป็นเพื่อนกัน เราจะได้เติมเต็มความสุขของเราในบั้นปลายชีวิต มีน้องอายุ 40 กว่าๆ เขาเห็นเราทำแล้วเขาก็ไปทำบ้างเลย ได้คิวผ่าตัดปี 2567 เหมือนกัน ใครอยากทำก็ทำ มันคืออิสระของเรา จะได้รู้ว่าการผ่าตัดยืนยันเพศ มันเป็นเรื่องของสุขภาพ เราแบกเรื่องนี้ เรามีปมในใจกับเรื่องนี้มาเกือบทั้งช่วงชีวิตของเรา ในบั้นปลายชีวิตเราขอเอานมนี้ออกไป เพื่อเติมความสุขของเราเอง เติมเต็มชีวิตใหม่ของเรา เราจะได้มีความสุข มีสุขภาวะที่ดีมากขึ้น เชิญชวนนะคะ