ภาวะไร้บ้านเป็นหนึ่งในปัญหาที่กลุ่มเพศหลากหลาย (LGBTQIAN+) ต้องเผชิญ ซึ่งรายงาน “At the Intersections: A Collaborative Resource on LGBTQ Youth Homelessness” ขององค์กร True Colors United ชี้ว่า กลุ่มเพศหลากหลายที่เป็นเยาวชนและผู้ใหญ่ตอนต้นมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับสภาวะปราศจากที่อยู่ถาวรมากกว่าคนที่เกิดมาตรงเพศและชอบเพศตรงข้าม (Straight)
“มันมีหลายเหตุผล เศรษฐกิจ สภาวะทางจิตใจ การไม่ถูกยอมรับจากคนอื่น เขาถึงมาเป็นคนไร้บ้าน แต่ไม่ใช่แค่ LGBTQIAN+ เท่านั้นที่เจอเรื่องแบบนี้ คนอื่นๆ ก็สามารถเจอได้เหมือนกัน” ทาทากล่าว
ศิริทาทา นิลพฤกษ์ หรือ ทาทา คือ เจ้าหน้าที่ภาคสนามของมูลนิธิอิสรชนที่ทำงานเรื่องการผลักดันนโยบายความเท่าเทียมทางเพศมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบทบาทที่คนคุ้นหน้าคุ้นตาที่สุด คือ การเป็นหนึ่งในทีมผู้จัดบางกอกไพรด์ (Bangkok Pride)
หากใช้นิยามที่สังคมวางกรอบไว้ให้ ทาทาจะถูกเรียกว่ากะเทยคนหนึ่ง แต่สำหรับตัวทาทานั้น มีนิยามที่แตกต่างออกไป เพราะทาทาบอกว่า ตัวเองเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไร้บ้านโดยสมบูรณ์ เพราะทาทาไม่มีบ้านให้พักพิงเป็นหลักแหล่ง ทั้งบ้านที่ให้กลับไปอยู่กับครอบครัว และบ้านในกรุงเทพที่ต้องอยู่อาศัยในแต่ละวัน

คำว่า ‘Homeless (โฮมเลส)’ เป็นคำที่คุ้นหูกันดีเมื่อพูดถึงคนไร้บ้าน หรือคนที่ออกมาอาศัยอยู่ในพื้นที่สาธารณะ แต่สำหรับกลุ่มคนที่ตรงกับคำอธิบายนี้ ยังมีคำว่า Houseless (เฮาส์เลส) และ Unhoused (อันเฮาส์) อีกด้วย
ซึ่ง Unhoused สื่อถึงสถานการณ์ที่คนออกมาใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ โดยชี้ไปที่ปัญหาโครงสร้างว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้ ‘ไร้ที่อยู่อาศัย’ ส่วน Homeless และ Houseless ล้วนหมายถึงการไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง แต่ความแตกต่างระหว่างสองคำนี้ในภาษาอังกฤษ คือ ‘ความรู้สึกของคน’ โดย Home จะให้ความรู้สึกถึงสังคมที่เราอาศัยอยู่ แต่ House จะหมายถึงโครงสร้างที่พักอาศัย
สำหรับภาษาไทย ‘รศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์’ ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและการทดลอง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ชี้ว่า คำว่า ‘บ้าน’ ในภาษาไทยมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่าแค่ ‘ที่อยู่อาศัย’ ทำให้เมื่อระบุว่าใครเป็นคนไร้บ้าน ภาพจำแง่ลบที่มักเกิดขึ้น คือ คนที่ไม่มีหลักแหล่ง คนที่ไม่มีใครเอา คนที่ไม่มีความอบอุ่น หรืแคนที่สังคมไม่ยอมรับ ซึ่งถ้าเปลี่ยนไปใช้คำว่า ‘คนที่ไม่มีที่อยู่’ ความหมายในความรู้สึกก็จะเปลี่ยนไป
“ถ้าให้พี่นิยามตัวเอง พี่ก็เป็นคนคนหนึ่ง พี่ไม่ได้เชื่อในเรื่องกรอบของเพศ สำหรับพี่การที่คนเราพูดว่า ฉันเป็นกะเทยนะ ก็เป็นเรื่องของการสมมติตัวเองขึ้นเพื่อให้เกิดนิยามที่สำคัญ”
ไม่ใช่แค่เรื่องของเพศเท่านั้นที่ทาทามีนิยามที่แตกต่างออกไป ความหมายของการเป็นคนไร้บ้านของทาทาก็ไม่เหมือนคนอื่นเช่นกัน
เพราะคนไร้บ้านที่คนส่วนใหญ่ในสังคมเข้าใจ คือ คนที่ไม่มีบ้าน ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ต้องใช้พื้นที่สาธารณะในการอยู่อาศัย แต่สำหรับทาทา คนไร้บ้านไม่ได้อยู่แค่ในที่สาธารณะเท่านั้น แต่รวมไปถึงคนที่ย้ายที่อยู่อาศัยไปเรื่อยๆ เช่นกัน
“เขาบอกว่าคนไร้บ้าน คือ คนที่ไม่มีที่ทำกิน ต้องมาอาศัยในพื้นที่สาธารณะ แต่จริงๆ แล้วในขณะเดียวกัน คนไร้บ้านที่มีบ้านหรือห้องเช่า แต่เขาก็ไปๆ มาๆ เหมือนพี่ที่ไม่มีที่พักอาศัยเป็นหลักแหล่ง”

ทาทาเล่าว่า ก่อนจะมาเป็นคนไร้บ้านโดยสมบูรณ์ ทำงานมาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนกวดวิชา เป็นผู้ให้บริการทางเพศ (Sex Worker) หรือแม้กระทั่งเปิดร้านอาหาร โดยบ้านที่ทาทาอยู่อาศัยนั้น เป็นบ้านที่อยุธยา ซึ่งน้องสาวเป็นคนซื้อเอาไว้เพื่ออาศัยอยู่กันทั้งครอบครัว
แต่อยู่มาวันหนึ่ง น้องสาวตัดสินใจขายบ้านทิ้ง สมาชิกทุกคนจึงกลายเป็นคนไร้บ้าน ยกเว้นพ่อที่ออกบวช
“ทั้งครอบครัวกลายเป็นคนไร้บ้านเลย เพราะไม่มีบ้านให้พักพิงไปหลักแหล่ง ตอนที่มีกำลังในการเช่าหาบ้านอยู่กันก็ต้องย้ายไปทางนู้นที ทางนี้ที ยกเว้นพ่อที่บวชไปแล้ว เขาอยู่วัด เลยไม่มีปัญหา”
สำหรับทาทาที่เรียกตัวเองว่าคนไร้บ้านโดยสมบูรณ์นั้น คำว่าคนไร้บ้านครอบคลุมไปถึงคนที่เปลี่ยนที่อยู่อาศัยไปเรื่อยๆ อย่างไม่แน่นอน เช่น คนอเมริกาที่ไม่มีบ้าน แต่มีรถ มีคาราวาน ย้ายที่อยู่ที่นอนไปเรื่อยๆ เพราะค่าที่ดิน ค่าเช่าบ้านแพงมาก ซึ่งทาทาก็เป็นคนหนึ่งที่ย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆ เช่นกัน
“ถ้าสมมุติว่าเอาพูดแบบให้เห็นภาพชัดเลยนะ พี่ว่าเหมือนผีตองเหลือง ที่พอใบตองเหลืองหรือเปื่อยแล้วก็ย้ายถิ่นฐานไปทำกินที่อื่น”
LGBTQ+ ไร้บ้าน : พลเมืองกลุ่มน้อยที่โดดเดี่ยวด้วยอัตลักษณ์ทางเพศที่ทับซ้อนกับการไร้บ้าน
“โดยปกติผู้ใหญ่ชอบพูดกันว่า LGBTQ+ เป็นพลเมืองส่วนน้อยของประเทศ เพราะเทียบกับสัดส่วนของคนพลเมืองทั่วประเทศที่มี 70 ล้านคน ฉะนั้น LGBTQ+ ไร้บ้านก็เป็นคนส่วนน้อยคนของไร้บ้านเหมือนกัน”
จากประสบการณ์การลงพื้นที่เพื่อพูดคุยกับคนไร้บ้านด้วยกัน LGBTQ+ ไร้บ้านที่ทาทามีโอกาสได้พูดคุยมีราวๆ 20 คนเท่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้ว จำนวนกลุ่มเพศหลากหลายที่เป็นคนไร้บ้านนั้นยังมีอีกมาก และกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ตลอดจนต่างจังหวัด
โดย LGBTQ+ ไร้บ้านที่ทาทาเคยพบเจอ แม้จะไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง แต่ก็ประกอบอาชีพที่หลากหลาย ตั้งแต่การเป็นช่างเสริมสวย ทำงานในบาร์เกย์ จนไปถึงการเป็นนางโชว์ในคาบาเร่ต์
ทว่า ต่อให้หลายๆ งานเป็นงานที่ได้เงินดี แต่ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าท้ายที่สุดแล้วทุกคนจะมี ‘บ้าน’
“ทุกคนมีสิทธิเป็นคนไร้บ้าน แต่สำหรับคนในกลุ่มนี้มันมีอีกเหตุผลคือ ช่วงที่เขาทำมาหากิน เป็นช่วงเวลาที่พวกเขาใช้ชีวิตหนักมากเช่นกัน ทำงานหนัก ทำหลายงาน แต่มีภาระ ท้ายที่สุดมันไม่มีการเก็บเงินเพื่ออนาคตที่มั่นคงมากพอ ก็เลยเป็นคนไร้บ้าน”

ผลสำรวจโดย SCB EIC Consumer survey 2023 บอกว่า 1 ใน 4 ของคนวัยทำงานไม่มีความสามารถในการออมเงิน และกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือนมีแค่ 10% เท่านั้นที่สามารถออมได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเหตุผลหลักที่เป็นอุปสรรคต่อการเก็บออม คือ ภาระค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพที่สูง สวนทางกับรายได้ที่ต่อให้ทำงานหนักแค่ไหนก็ไม่สามารถเก็บไว้ได้ เพราะต้องใช้จ่ายตลอดเวลา
พอเป็นคนไร้บ้าน แน่นอนว่ามีหลายปัญหาที่ LGBTQ+ ต้องพบเจอ แต่หนึ่งในปัญหาที่พวกเขามีร่วมกัน และอาจจะแตกต่างจากคนไร้บ้านชายหญิง คือ ‘ความเหงา’
“เขามักเป็นคนขี้เหงา ความเหงาเลยเป็นปัญหาที่มีร่วมกัน”
ซึ่งความเหงาไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ เพราะเป็นความไม่สบายทางใจ เพราะงานวิจัย ‘สำรวจความเหงาและความโดดเดี่ยวในสังคมไทย’ โดยรศ.ดร.สมบุญ จารุเกษมทวี ผู้ช่วยคณบดีและอาจารย์ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่า ความเหงาเป็นอาการทางใจที่จะนำไปสู่ความวิตกกังวล ความเครียด และภาวะซึมเศร้า ซึ่งความเหงาไม่เลือกเพศ ไม่เลือกอายุ ไม่ว่าใครก็สามารถเหงาได้ ทำให้คนไทยกว่า 83% เหงา โดยเฉพาะคนที่อยู่ในเมืองหลวง
ซึ่งสำหรับคนไร้บ้าน LGBTQ+ ที่ทาทาเคยพูดคุย นอกจากเหงาแล้วพวกเขายังโดดเดี่ยว เพราะไม่มีใครที่พวกเขาสามารถพูดคุยได้อย่างเปิดอก และแน่นอนว่าหากสะสมความเหงานี้ไปเรื่อยๆ ปัญหาด้านสุขภาพใจก็จะตามมา เพราะฉะนั้นการหยิบยื่นความช่วยเหลือ หรือทำความเข้าใจคนไร้บ้าน จึงต้องไม่มองข้ามปัญหาใจ แต่รูปแบบการช่วยเหลือในปัจจุบันที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ มักเน้นไปที่ปัจจัยทางกายภาพและวัตถุมากกว่า
การลงพื้นที่ของทาทาจึงไม่ลืมที่จะเน้นย้ำให้ LGBTQ+ ไร้บ้านรู้สึกว่า พวกเขายังมีคนที่พร้อมเข้าใจเสมอ
“สุขภาวะ (Well-being) ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องไม่ลืมที่จะดึงออกมาจากภายใน เราไม่รู้หรอกว่าจริงๆ แล้วเขาต้องการอะไร แต่อย่างน้อยทำให้เขารู้ว่า เขายังมีตัวตนอยู่นะ และพี่ยังเป็นกะเทยคนหนึ่งที่จะเดินเข้าไปรับฟังนะ”
ด้วยการแต่งตัวแต่งหน้าของทาทาที่เจ้าตัวตั้งใจไว้ว่าจะไม่ปล่อยให้ตัวเอง ‘มอม’ หลายๆ ครั้งที่เข้าไปคุยกับ LGBTQ+ ไร้บ้าน ก็มักถูกบอกว่าอิจฉาที่ทาทาได้แต่งตัวแต่งหน้าแบบนี้
“บางทีเขาก็พูดว่า ‘อิจฉาเจ๊จังเลย อยากแต่งตัวแบบนี้บ้างจัง’ พี่เลยมีแนวคิดว่าอยากแต่งตัวพวกเขาให้ไปเดินในงานบางกอกไพรด์ แต่ถ้าเราเปลี่ยนแปลงเขาเพื่อวันเดียว มันอาจไม่สำเร็จ เป็นความสุขประเดี๋ยวประด๋าว เกิดปัญหาระยะยาว เพราะมันมีเคสของ LGBTQ+ ไร้บ้านที่เขาได้งานทำ ได้ยกสถานะ แล้วรู้สึกโดดเด่น แต่พอทำงานไปสักพักก็ไม่โดดเด่น เลยกลับไปอยู่ในวงจรของการกินเหล้าเมามายเหมือนเดิม”

พื้นที่สำหรับ LGBTQ+ ไร้บ้าน คือ พื้นที่ที่ทุกเพศอยู่ร่วมกันได้
ปัญหาคนไร้บ้านในสหรัฐอเมริกา เป็นปัญหาที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เมืองนิวยอร์กจึงได้เปิดที่พักพิงคนไร้บ้านสำหรับบุคคลข้ามเพศและผู้ที่มีเพศไม่ตรงกับเพศที่ถูกกำหนดมาตอนกำเนิด (Gender-Nonconforming) ภายใต้ชื่อ Ace’s Place
“การอยู่ร่วมกันของคนไร้บ้านมันมีความหลากหลาย (Diversity) มากๆ ไม่ได้มีกล่องของเพศมาจำกัดการใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ ไม่ได้มีแบ่งแยกเพศชัดเจน เพราะทุกคนต่างต้องการมีชีวิตเป็นของตัวเอง แต่มันก็มีเรื่องอื่นๆ เช่น ความสุ่มเสี่ยงที่จะถูกล่วงละเมิด”
ทาทาเล่าว่า ตอนที่เริ่มทำงานในประเด็นคนไร้บ้าน ทาทาเป็นอีกคนหนึ่งที่อยากให้มีที่พักพิง (Shelter) ของ LGBTQIAN+ โดยเฉพาะที่ดำเนินการโดยภาครัฐ แต่พอได้ทำงานอย่างเข้มข้น ทาทาพบว่า ที่พักพิงที่ดีควรรองรับคนไร้บ้านได้ทุกเพศ
“ที่พักพิงที่ดีมันควรที่จะตอบรับได้กับคนทุกเพศ ไม่เฉพาะเจาะจงเพศใดเพศหนึ่ง ภาครัฐและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการต้องทำให้สภาพแวดล้อมในที่พักพิงดี ไม่ใช่ทำให้รู้สึกว่าที่พักพิงนี้เป็นพื้นที่จำกัดของพวกอนาถา”

หากเปรียบที่พักพิงชั่วคราวเป็นบ้านหนึ่งหลัง ทาทามองว่า จะเป็นบ้านที่มีเพียงห้องเดียวก็ได้ หากทุกคนในบ้านสามารถสื่อสารกันได้ดี และเข้าใจเรื่องการสร้างพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งเป็นวิธีคิดแบบเดียวกับห้องน้ำสำหรับทุกคน (All Genders Restroom ; ห้องน้ำที่ไม่จำกัดเพศ) แต่ถ้าสื่อสารความคิดนี้ออกไปสู่สังคมกว้างในตอนนี้ ทาทาบอกว่าสิ่งที่จะได้รับกลับมาคือความไม่เข้าใจ เพราะหลายๆ คนมีกำแพงให้กับความคิดชุดนี้ และยังกลัวว่าหากทุกเพศอยู่ร่วมกันจะมีการล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้น
“ถ้าเราใช้ความเข้าใจและสื่อสารกันดีพอในเรื่องของการสร้างพื้นที่ปลอดภัย มันไม่จำเป็นต้องแบ่งแยกชายหญิงเลยก็ได้ แต่ตอนนี้มันยังเป็นอย่างนั้นไม่ได้ การที่ LGBTQIAN+ จะไปนอนรวมกับผู้หญิงจริงๆ ก็ไม่จำเป็น ถ้าเขาไม่ได้สนิทใจกันมากพอ เพราะเขาจะรู้สึกไม่ปลอดภัย ตอนนี้เลยอาจจะต้องเป็นการแบ่งประเภทห้องไว้ก่อน”
อย่าลืมว่าทุกคนสามารถเป็นคนไร้บ้านได้
ปีนี้ไม่ใช่ปีแรกที่ทาทาเป็นคนไร้บ้าน และไม่ใช่ปีแรกที่ทาทาทำงานในประเด็นนี้ ทาทาจึงสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่มีต่อคนไร้บ้าน โดยยุคที่ทาทามองว่าเป็นจุดพลิกผันที่สุด คือ ยุคโควิด
“ระยะโควิดทำให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกันว่า มีคนหลายแสน หลายล้านตกงาน ต้องมาอาศัยอยู่ในพื้นที่สาธารณะเพราะไม่มีงาน ไม่มีเงิน ไม่มีที่ไป ไม่มีห้องเช่า กลับบ้านก็ไม่ได้ ทำให้เกิดการสังเกตชีวิตว่ามันไม่มีความมั่นคงและแน่นอน”
ทาทาอธิบายว่า หลังจากยุคโควิดเป็นต้นมา ภาครัฐและเอกชนไม่กล้าเสี่ยงที่จะออกนโยบายหรือคำสั่งใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อแรงงานในระบบ กลัวผิดพลาดและยิ่งทำให้เกิดภาระเพิ่มมากขึ้น เช่น คนตกงาน
“ตอนนี้เรามีงานอาลัยระดับประเทศ แต่ยังเปิดให้ทุกคนได้ทำมาหากิน ได้หายใจกันต่อไป ไม่เหมือนยุคก่อนๆ ที่ต้องปิด ต้องชัตดาวน์ทุกอย่าง เพราะรัฐพยายามควบคุมไม่ให้เกิดความเสี่ยงของการเพิ่มจำนวนประชากรในพื้นที่สาธารณะที่มาจากการตกงาน”

นอกจากนี้ สิ่งที่ดีขึ้นลำดับถัดมา คือ ความคิดที่เปลี่ยนไปของคนหลายๆ กลุ่มที่มีต่อคนไร้บ้าน
“กลุ่มคนชนชั้นกลางขึ้นไปมองคนไร้บ้านเป็นคนขี้เกียจ สกปรก มีความเสี่ยงที่จะเป็นอาชญากร แต่เดี๋ยวนี้เวลามีข่าวขึ้นมาว่า มีคนเร่ร่อนเอามีดไล่แทงคน คนก็เริ่มจะเอ๊ะกันแล้วว่า ใช่คนเร่ร่อนจริงหรือเปล่า เริ่มทำความเข้าใจแล้วว่า คนไร้บ้านคือใคร”
กับคำถามว่าอยากฝากอะไรถึงคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่คนไร้บ้าน ตลอดจนหน่วยงานรัฐ สิ่งที่ทาทาอยากบอก คือ บนความไม่แน่นอนนี้ ไม่ว่าใครก็สามารถกลายเป็นคนไร้บ้านได้ทั้งนั้น และรัฐมีหน้าที่ในการช่วยเหลือพลเมืองทุกคน
“อยากให้ทุกคนลองมองดูอนาคตตัวเอง ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นคุณก็ได้ที่อยู่ในพื้นที่สาธารณะ เพราะสภาวะสังคมแบบนี้ สภาพเศรษฐกิจแบบนี้ สวัสดิการที่ไม่ทั่วถึงแบบนี้ มันไม่มีจุดไหนที่ทำให้เรามั่นใจได้ว่าชีวิตทั้งตอนนี้และอนาคตมีความมั่นคง หน่วยงานรัฐจึงต้องดูแลพลเมืองทุกคนภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เพราะมันเป็นหน้าที่หลักไม่ใช่หน้าที่ที่ถูกเสริมเติมแต่งขึ้นมา”
อ้างอิง
