ยิ่งกว่าไม่ยอมรับคือตีตรา : เปิดโอกาสให้ ‘LGBTQI+’ ได้เข้าถึงบริการในระบบสุขภาพจิตโดยแท้จริง แบบไม่กีดกัน ไม่รังเกียจ ไม่เลือกปฏิบัติ

ความสวยงามของชีวิตมนุษย์ ล้วนมาจากสิ่งที่เรียกว่า ‘ความหลากหลาย’ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม สังคม สิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ ‘เพศ’ เดือนมิถุนายนของทุกปีคือเดือนแห่งสีสันที่มีการเรียกร้องถึงกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ เพราะโลกจะล่มจม หรือดีขึ้นไม่ได้จำกัดแค่เพศใดเพศหนึ่ง 

“ไม่อยากบอกคนในออฟฟิศว่าชอบผู้หญิง เพราะเคยบอกกับที่เก่าแล้วเขาชอบเข้ามาถามรายละเอียด” LGBTQI+ วัย 27 ปี บอกกับเรา 

ในทางการแพทย์ บุคคลที่มีความหลากหลายทางไม่ได้ ‘เป็นโรค’ หรือ ‘มีความผิดปกติทางจิต’ แต่อย่างใด โดยใน ICD-11 ขององค์การอนามัยโลก ได้ถอดกลุ่มนี้ออกจากความผิดปกติทางจิตแล้ว จากรายงานขององค์การอนามัยโลก

การตีตราทั้งทางตรง และทางอ้อมต่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ส่งผลให้เดือน Pride Month เกิดขึ้นเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงความภาคภูมิใจและความชอบในตัวตนที่แท้จริง

มูลนิธิสถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี (IHRI) ทำวิจัยเกี่ยวกับการตีตราและความรุนแรงของกลุ่ม transgender  ระบุว่าตัวเลขของกลุ่มคนข้ามเพศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีประมาณ 9.5 ล้านคน ซึ่งในจำนวนคนเหล่านี้ล้วนเคยถูกตีตราทางเพศในที่ทำงานมาแล้วไม่ต่ำกว่า 80% 

46% กลุ่ม LGBTQ+ เจอว่าบางที่ทำงานไม่เปิดรับเพศทางเลือก ซึ่ง 1ใน 5 ที่เจอคือการบังคับให้แต่งกายตามเพศสภาพแม้ว่าเนื้องานจะไม่ได้มีเงื่อนไขของชุดแต่งกายเข้ามาเกี่ยวข้อง 

53% กลุ่ม LGBTQ+ ต้องเคยเจอการล้อเลียนเรื่องเพศอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต (ดอกจันไว้ว่าอย่างน้อยเพราะบางคนนั้นเจอทุกวันจนมองว่าการถูกล้อเลียนกลายเป็นเรื่องตลกในชีวิตประจำวันไปแล้ว)

และสุดท้ายคือเรื่องของการถูกบลูลี่ หรือตีตราในที่ทำงานไม่ถูกรายงานต่อหัวหน้า หรือฝ่ายบุคคลเพื่อจัดการอย่างเป็นขั้นตอน 

ไม่ใช่แค่เดือนมิถุนายนที่นับเป็นเดือนแห่งความภาคภูมิใจเรื่องเพศหลากหลายของตนเอง แต่ทุกวันที่ 20 พฤศจิกายนของทุกปีก็นับเป็นวันสากลเพื่อรำลึกถึงการสังหารคนข้ามเพศที่มีต้นเหตุมาจากความเกลียดชัง 

จาก “โครงการเฝ้าติดตามกรณีฆาตกรรมคนข้ามเพศ” โดยทรานส์เจนเดอร์ยุโรป (TGEU) มีการเผยแพร่ข้อมูลว่าตั้งแต่ช่วงปี 2551 จนถึงปี 2566 คนข้ามเพศหรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศประมาณ 4,600 คนถูกสังหาร ซึ่งตัวเลขที่มีการสำรวจล่าสุดในปี 2566 พบว่ามีคนข้ามเพศและบุคคลที่มีเพศสภาพหลากหลายถูกสังหารรวม 321 รายจากทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงข้ามเพศที่เป็นคนผิวสี นอกจากนี้ยังมีข้อมูลระบุว่าร้อยละ 80 ของกรณีที่เกิดขึ้นเป็นการฆาตกรรมคนข้ามเพศที่ได้รับผลกระทบจากการเหยียดเชื้อชาติสีผิว ซึ่งเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 15 โดยที่ในยุโรปมีกรณีฆาตกรรมคนข้ามเพศที่เกิดขึ้นร้อยละ 45 จากกรณีทั้งหมดมีผู้ประสบเหตุเป็นผู้อพยพและผู้ลี้ภัย

รวมถึงสถานที่ที่เป็นที่พึ่งในยามวิกฤติของชีวิตอย่างโรงพยาบาลยังมีอัตราการตีตราเรื่องเพศที่สูงกว่าที่ส่วนอื่นๆ ผลสำรวจจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) การศึกษาการตีตรา และการเลือกปฏิบัติต่อ กลุ่มบุคคลข้ามเพศในประเทศไทย ขณะเข้ารับบริการด้านสุขภาพ และบริบทต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

พบว่าผู้คนส่วนใหญ่ถูกตีตราและเลือกปฏิบัติในขณะการเข้ารับการบริการด้านเอชไอวี ในหลายกรณีนั้นเป็นการตีตราที่รับรู้ได้ (perceived stigma) คือรับรู้ มากกว่าการตีตราที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน (enacted stigma) ที่เป็นพฤติกรรมแสดงออกมา 

ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศบางคน ประสบปัญหาสุขภาพจิต เช่น มีภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า หรือมีอาการนอนไม่หลับ โดยเฉพาะในรายที่ไม่ได้รับการยอมรับจากคนในครอบครัว ชุมชน หรือสังคม หรือในบางรายถูกตีตราจากสังคม บางรายถูกล่วงละเมิดทางเพศ เป็นต้น ดังนั้นปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มบุคคลเหล่านี้สมควรจะได้รับความสนใจอย่างจริงจัง เปิดโอกาสให้ได้เข้าถึงบริการในระบบสุขภาพจิตให้มากขึ้น โดยบุคลากรทางการแพทย์จะต้องมีเจตคติในทางบวกต่อบุคคลกลุ่มนี้ รวมทั้งต้องมีสมรรถนะการดูแลผู้มีปัญหาสุขภาพจิตที่มีความละเอียดอ่อนเชิงเพศภาวะ (gender sensitive) 

ส่วนสำคัญไม่ใช่แค่การรณรงค์ให้ผู้คนออกมาภูมิในใจเพศของตนเพียงอย่างเดียว แต่ภาคสังคมก็ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน 

ในปี 2560 องค์กรสหประชาชาติ (United Nations) ได้ออกมาตรฐานการดำเนินธุรกิจเพื่อจัดการกับการเลือกปฏิบัติต่อเลสเบี้ยน เกย์ ไบ คนข้ามเพศ และคนอินเตอร์เซ็กส์ ชื่อว่า  “Standards of conduct for business” โดยกำหนดมาตรฐานการดำเนินงานของธุรกิจออกมา 5 ข้อ ดังนี้

  1. เคารพสิทธิมนุษยชนของพนักงาน ลูกค้า และบุคคลทั่วไปที่เป็น LGBTI โดยอาจออกนโยบายและตรวจสอบว่าสถานที่ทำงานได้ดำเนินกิจการโดยเคารพหลักการสิทธิมนุษยชนหรือไม่ และอาจรวมถึงการสื่อสารต่อสาธารณะว่าธุรกิจดำเนินการโดยเคารพหลักการสิทธิมนุษยชนอยู่เสมอ
  2. กำจัดการเลือกปฏิบัติต่อพนักงาน LGBTI โดยรับรองว่าธุรกิจดำเนินการโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะในกระบวนการคัดเลือกคนเข้าทำงาน สภาพการทำงาน สวัสดิการ ความเคารพความเป็นส่วนตัว หรือการจัดการกับการล่วงละเมิดทางเพศ
  3. สนับสนุนพนักงาน LGBTI โดยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่พนักงาน LGBTI สามารถทำงานอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และปราศจากการถูกตีตรา
  4. ป้องกันการเลือกปฏิบัติต่อลูกค้า ผู้ผลิต และผู้กระจายสินค้าที่เป็น LGBTI รวมถึงการยืนยันว่าคู่ค้าทางธุรกิจของตนจะปฏิบัติแบบเดียวกัน
  5. ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของ LGBTI ในชุมชนที่ทำธุรกิจด้วย 

และในปี 2563 ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านสุขภาพคนข้ามเพศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ IHRI จัดทำคู่มือการให้บริการสุขภาพคนข้ามเพศฉบับแรกของประเทศไทยเพื่อใช้เป็นแหล่งความรู้และอ้างอิงในการดูแลและให้บริการสุขภาพแก่คนข้ามเพศแบบองค์รวม ดูเพิ่มเติม

สรุปสั้นๆ เป็นข้อๆ ที่น่าสนใจคือ 

  1. คำนำหน้านามสำหรับผู้รับบริการที่เป็นคนข้ามเพศ : เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้คำนำหน้านามที่อาจไม่ตรงกับอัตลักษณ์ทางเพศของผู้รับบริการ เบื้องต้นควรใช้คำนำหน้านามว่า ‘คุณ’ แทนการใช้คำ ว่า ‘นาย’ หรือ ‘นาง’ หรือ ‘นางสาว’ ในการสื่อสารกับผู้รับบริการ หากไม่แน่ใจควรถามผู้มารับบริการด้วยความสุภาพว่าประสงค์จะให้ใช้คำสรรพนามใด
  2. หลีกเลี่ยงการใช้คำ : หลีกเลี่ยงการใช้คำ เรียกผู้รับบริการที่เป็นคนข้ามเพศว่า ‘ตัวเอง’ ‘คนสวย’ หรือคำอื่นๆ ที่สื่อความหมายไปในทางตีตราหรือไม่เคารพในตัวบุคคล
  3. หลีกเลี่ยงบทสนทนาที่ไม่เกี่ยวข้อง : หลีกเลี่ยงบทสนทนาที่ไม่เกี่ยวข้องกับการมารับบริการของผู้รับบริการในวันนั้น เช่น “สวยเหมือน ผู้หญิงเลยค่ะ” “ดูไม่ออกเลยนะคะ” “รู้ตัวว่าเป็นมาตั้งแต่เมื่อไหร่” เนื่องจากเป็นประโยคหรือบทสนทนาที่อาจมีความ หมายในทางการตีตรา ซึ่งอาจทำ ให้ผู้รับบริการรู้สึกอึดอัดใจ
  4. ไม่เหมารวมรสนิยมทางเพศ : ไม่เหมารวมรสนิยมทางเพศของผู้รับบริการ เช่น ผู้รับบริการที่เป็นหญิงข้ามเพศ อาจมีคู่ที่เป็นหญิงข้าม เพศเหมือนกัน การแสดงทีท่าแปลกใจ ตั้งคำถาม หรือตัดสิน อาจทำ ให้ผู้รับบริการรู้สึกอึดอัดใจ