“มีแค่ผู้ชายด้วยกันเท่านั้นที่จะพึ่งพาได้”
บทความ The Guardian เผยแพร่บทสัมภาษณ์อาชีพยุคใหม่ ‘ไลฟ์โค้ช’ จริงอยู่ที่เราอาจจะได้ยินอาชีพนี้กันมานาน แต่ในบทความนี้คือ ‘ไลฟ์โค้ชผู้ชายเพื่อผู้ชาย’ โดยเฉพาะ เนื่องจากปัจจุบันโครงสร้างสังคมกำลังเปลี่ยนไป เช่น ผู้ชายไม่จำเป็นต้องผู้นำเสมอไป การเป็นเพศชายไม่ได้หมายความว่าจะได้ครอบครองทุกอย่างเหมือนเมื่อก่อน ทำให้มีผู้ชายบางคนรู้สึกว่าตัวเองกำลังหล่นหายและตามไม่ทัน หนุ่มๆ เหล่านี้เลือกที่จะวิ่งเข้าหาไลฟ์โค้ช มากกว่าจะมองหานักบำบัดหรือจิตแพทย์
อาชีพไลฟ์โค้ชเป็นที่นิยมมากในสหรัฐอเมริกา IBISWORLD บริษัทวิจัยการตลาดเปิดเผยว่าอาชีพไลฟ์โค้ชทำเงินได้รวมๆ กันราว 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2024 ลูกค้าส่วนใหญ่มักเป็นผู้ชาย และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
‘เบน บิดเวล (ฺBen Bidwell)’ ผู้ประกอบอาชีพไลฟ์โค้ชเล่าว่าเขาเคยเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกว่างเปล่าในชีวิต จนต้องเข้ารับการบำบัด ซึ่งหมอบอกว่าสิ่งที่เบนต้องการในชีวิตเพื่อเติมเต็มความว่างเปล่าคือ ‘ความมั่งคั่งและความรักจากสาวๆ’
เช่นเดียวกันกับ ‘ไบรอัน รีฟส์ (Bryan Reeves)’ ที่เคยประสบปัญหา ‘ชีวิตว่างเปล่า’ ตอนอายุ 26 ปี ปัจจุบันกลายมาเป็นไลฟ์โค้ชผู้ให้คำปรึกษาด้านการใช้ชีวิตและความสัมพันธ์


เบน บิดเวล (Ben Bidwell) และ ไบรอัน รีฟส์ (Bryan Reeves)
ปัญหาที่ผู้ชายกำลังเจออยู่คืออะไร? บทความนี้เฉลยว่าผู้ชายหลายคนกำลังเจอ ‘ความสั่นคลอน’ จากเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป ประกอบกับบริบทของผู้ชายที่มักจะไม่ค่อยมองหาเพื่อนฝูงสักเท่าไหร่ ทำให้เขารู้สึกว่ากำลังโดดเดี่ยวยิ่งกว่าเดิม องค์กร Movember จากสหราชอาณาจักรที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับสุขภาวะของผู้ชาย พบว่า 1 ใน 4 ของผู้ชายในอังกฤษไม่มีเพื่อนสนิทเลยแม้แต่คนเดียว แต่ในทางกลับกันพวกเขากลับรู้สึกผูกพันกับเพื่อนที่อยู่ในโลกออนไลน์มากกว่า ทำให้หลายคนรู้สึกว่าชีวิตในโลกออนไลน์มีความสุขกว่าในโลกความเป็นจริง
ข้อมูลจาก American Survey Center ระบุว่าเหตุผลหนึ่งที่ผู้ชายไม่ค่อยมีเพื่อนหรือรักษาความสัมพันธ์ในกลุ่มเพื่อนไม่ค่อยได้ เนื่องจากพวกเขาไม่ค่อยติดต่อกัน ไม่รู้สึกสบายใจที่จะเล่าเรื่องในแต่ละวันหรือปัญหาที่เจอให้กับเพื่อนสักเท่าไหร่ สถานการณ์นี้ก็ไม่ต่างกับในประเทศไทย ที่ชายไทยอกสามศอกจะถูกล้อหรือเหยียดว่า ตุ๊ดบ้าง ไม่แมนบ้าง เวลาที่พวกเขาร้องไห้ หรือแสดงความรู้สึกออกมา
ไหนจะความคาดหวังจากสังคมบางอย่างที่ทำให้ผู้ชายรู้สึกประสบความสำเร็จ มีครอบครัว มีเงินทองมากมาย กดดันให้พวกเขารู้สึกไปไหนไม่ได้ รู้สึกไม่ได้เป็นตัวเอง
‘อ่อนแอแต่พูดไม่ได้’ เป็นสถานการณ์ที่ผู้ชายหลายคนเผชิญ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมายาคติเก่าๆ จาก ‘ภาวะความเป็นชายเป็นพิษ (Toxic Masculinity)’ ที่ทำให้ผู้ชายมักไม่อยากแสดงความอ่อนแอของตัวเองออกมา เป็นไปได้หรือเปล่าว่าการวิ่งหาไลฟ์โค้ชนั้นมันง่ายกว่าการไปหารักษาสุขภาพจิต เนื่องจากไลฟ์โค้ชมักมุ่งเป้าไปที่ ‘การพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น’ ในขณะที่การไปหาจิตแพทย์คือการยอมรับว่าตัวเองกำลังมีปัญหา
จากที่เกริ่นไปว่า มีแค่ผู้ชายเท่านั้นที่จะช่วยกันเองได้ เป็นเรื่องที่ไม่เกินจริง เนื่องจากผู้หญิงหลายคนไม่ได้มองว่าการช่วยเหลือผู้ชายเป็นหน้าที่ของเธอ ประโยค ‘I can fix him’ ที่แปลว่า ฉันสามารถเปลี่ยนเขาได้ เคยเป็นแนวคิดที่ผู้หญิงหลายคนเชื่อว่าตัวเองจะเปลี่ยนแปลงนิสัยผู้ชายคนหนึ่งได้ อาจเป็นเพราะเราเคยเชื่อว่าผู้ชายนั้นหายาก ถ้าเจอแล้วก็ควรจะรักษาไว้ให้หรือไม่ก็ก้มหน้าก้มตายอมรับนิสัยของเขา แต่ตอนนี้หลายคนมองว่าคนเราเปลี่ยนกันไม่ได้ และหาแฟนใหม่น่าจะง่ายกว่า
ทั้งเบนและไบรอันต่างก็มีเป้าหมายเดียวกันคือ ช่วยให้ผู้ชายทุกคนมีชีวิตและความสัมพันธ์ที่ตัวเองสมควรจะมี มีชีวิตที่พวกเขาเคยฝันไว้ ทำให้พวกเขารู้สึกมีแรงฮึดสู้อีกครั้ง ที่สำคัญต้องเปลี่ยนจากความเป็นชายเป็นพิษ สู่ความเป็นชายในแง่บวก (Healthy Masculinity) ที่หมายถึงความสามารถที่จะเป็นตัวเองได้ ร้องไห้ เสียใจ แสดงความรู้สึกได้ โดยที่ไม่มองว่ามันทำลายความเป็นชายของตัวเอง
ในเว็บไซต์ในคำปรึกษาของเบน มีตั้งแต่การให้คำแนะนำในการพูดในที่สาธารณะ คอร์สค้นหาตัวเอง การสอนฝึกหายใจ ไปจนถึงการปรับมายเซ็ทเกี่ยวกับการตีตราคนที่มีปัญหาสุขภาพจิต
ในขณะเดียวกันก็พยายามปรับเปลี่ยนมายเซ็ทของผู้ชายเกี่ยวกับความเป็นชายเป็นพิษอีกด้วย ไบรอันเล่าว่าเขาเองเป็นที่ปรึกษาด้านความสัมพันธ์ให้กับผู้ชายหลายคน สิ่งหนึ่งที่เขาพยายามจะทำคือให้ผู้ชายตระหนักรู้เรื่องราวของผู้หญิงมากยิ่งขึ้น ทำให้พวกเขาเข้าใจว่าการเป็นผู้หญิงในสังคมต้องเจอกับอะไรบ้าง
“ฉันทำให้ผู้ชายเข้าใจสิ่งที่ผู้หญิงต้องเจอมากขึ้น เช่น ความรู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอะไรแบบนี้คือสิ่งที่ผู้ชายไม่รู้สึกกันสักเท่าไหร่หรอก”
แต่ก็ไม่ใช่ว่าไลฟ์โค้ชทุกคนจะนำเสนอสิ่งที่ดีสู่สังคมเสมอไป เพราะก็มีบางคนที่เอาความชายเป็นพิษมาใช้งานกับผู้หญิงเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองเหมือนกัน
อินฟลูเอนเซอร์ชายแท้ส่งผลอะไรบ้าง?
สมัยนี้ใครๆ ก็เป็นอินฟลูเอนเซอร์ได้ แค่มีมือถือสักเครื่อง มากับคอนเทนต์อีกนิดหน่อย ถ้ามีผู้ติดตามก็เริ่มเป็นอินฟลูฯ ได้แล้ว เราจึงได้เห็นคนดังที่มาด้วยความคิดที่หลากหลาย ดังแบบสร้างสรรค์ก็มี แต่ดังในด้านลบก็มีเหมือนกัน
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีคลิป TikTok จากอินฟลูฯ ชายคนหนึ่งเป็นไวรัลมากๆ ในต่างประเทศ โดยใช้ชื่อว่า ‘astohnallofficial’ ที่เปิดเผยคลิปวิดีโอชีวิตประจำวันของ ‘แอชตัน ฮอล (Ashton Hall)’ ตั้งแต่ตื่นเช้าจนถึงทำงาน
วิดีโอของเขาเป็นไวรัลเนื่องจาก ‘ความไม่สมจริง’ ที่นำเสนอออกมาให้ทุกคนดู ไม่ว่าจะเป็นการตื่นตั้งแต่ตีสามมาวิดพื้น เอาหน้าจุ่มน้ำเย็นบ่อยๆ นั่งสมาธิ ในขณะเดียวกันก็เผยภาพความหรูหราและร่ำรวยของแอชตันไปด้วย เช่น เขามักใส่นาฬิกาแพงๆ ตอนไปวิ่ง ตอนเช้าก็จะมีแม่บ้านทำอาหารให้ มีบอดี้การด์ประจำตัว หรือแม้กระทั่งเวลาไปวิ่งก็จะคอยมีรถหรูคอยประกบอยู่ตลอด
ภาพแบบนี้ดูแล้วก็ไม่น่าจะส่งผลเสียอะไร เพราะมันเป็นการนำเสนอชีวิตประจำวันของเขาเฉยๆ ใครใคร่เชื่อก็เชื่อ ในแง่หนึ่งคนดูสามารถเอาเขาเป็นไอดอลได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคอนเทนต์แบบนี้ส่งผลให้คนดูบางกลุ่มรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า รู้สึกว่าชีวิตที่เป็นอยู่ยังไม่ดีพอ และกลุ่มคนที่รู้สึกแบบนี้ คือกลุ่มคนที่วิ่งเข้าหาไลฟ์โค้ช

ถ้ามาเจออินฟลูฯ ที่ดีก็ถือว่าโชคดีไป แต่อินฟลูฯ อีกแบบที่กำลังโด่งดังมากในกลุ่มเด็กผู้ชายและผู้ใหญ่ คือ อินฟลูฯ ที่เชิดชูความเป็นชายเป็นพิษ ซึ่งคนหนึ่งที่โด่งดังในด้านนี้มากๆ คือ ‘แอนดรูว์ เทต (Andrew Tate)’ อินฟลูเอนเซอร์ที่ประกาศตนว่าผู้ชายควรกดขี่ผู้หญิงและใช้อำนาจจากชายเป็นใหญ่ให้เต็มที่
วิธีการสื่อสารของแอนดรูว์ไม่ใช่วิธีที่น่าฟังเท่าไหร่ เขามักบอกว่าคนที่อ่อนข้อให้ผู้หญิงคือพวกขี้แพ้ ในขณะเดียวกันเขาก็โชว์ความร่ำรวยของตัวเองไม่ว่าจะผ่านการแต่งตัว บ้าน รถหรูเป็นสิบคัน ผู้ติดตามที่อยากจะมีชีวิตดีๆ แบบเขาจึงนำแนวคิดเขามาใช้
น่าแปลกใจที่อินฟลูฯ แอนดรูว์โด่งดังอยากมากและปลุกกระแสให้อินฟลูฯ คนอื่นๆ หันมาทำแบบเขา นั้นก็คือการสนับสนุนแนวคิดชายเป็นใหญ่ ในปัจจุบันจึงมีชุมชนออนไลน์เป็นจำนวนมากที่สนับสนุนแนวคิดแบบนี้ซึ่งเรียกว่า ‘Manoshpere’ ที่หมายถึงชุมชนออนไลน์ที่ส่งเสริมชายเป็นใหญ่และเกลียดชังผู้หญิง ซึ่งมันกำลังน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ เพราะแม้กระทั่งเด็กผู้ชายก็เชื่อแบบนี้
แต่ยังไงชายเป็นใหญ่ก็ทำร้ายผู้ชายด้วยกันเองอยู่ดี ผู้ชายหลายคนไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองคือขี้แพ้ ไม่มีค่า ไม่มีความเป็นชาย สุดท้ายความเป็นพิษเหล่านี้ก็ส่งผลให้เขาต้องวิ่งหาคนช่วย ซึ่งก็คือไลฟ์โค้ชนั้นเอง
ไม่รู้ว่าไลฟ์โค้ชคือคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ แต่อย่างน้อยพวกเขาก็เป็นกลุ่มคนที่ช่วยให้ผู้ชายหลายคนหลุดพ้นจากความเป็นพิษได้ และไม่แน่ว่าในท้ายที่สุดพวกเขาสามารถยอมรับในความเป็นตัวเองได้
