Listening Moment : ฟังจนคนตรงหน้ารู้สึกว่าตัวเองสำคัญที่สุด ‘ตำรวจ พยาบาล นักเรียน’ 3 เสียงของคนที่ไม่เคยถูกถามและรับฟัง

เมื่อมีเรื่องเดือดร้อน ต้องแจ้งตำรวจ เมื่อมีเรื่องเจ็บป่วย ต้องบอกพยาบาล แล้วพอพูดถึงเรื่องยื่น Portfolio ก็ต้องถามเด็ก ม.6

แล้วมีใครรับฟังพวกเขาบ้าง?

แต่ทั้งสามคนถูกรับฟังอย่างตั้งใจ ในงาน ‘ฟังด้วยหู ดูด้วยใจ Dialogue’ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ที่มีการรับฟังเรื่องราวของผู้คนมากมาย ไม่จำกัดเพศ ไม่จำกัดอายุ ตั้งแต่เด็กประถมยันวัยเกษียณ โดยอาสารับฟังกว่า 20 คน

เราได้ไปคุยกับ 3 คน ที่ไม่ค่อยถูกรับฟัง ซึ่งบางเรื่องราวคนเล่าอาจจะไม่เคยเล่า แต่พอเล่าแล้วก็รู้สึกว่าเรื่องราวของตนมีคุณค่าเพราะมีคนรับฟังอย่างสนใจและไม่ตัดสิน

‘แตงโม’ รัชฎา รุณเกต นักเรียนชั้นม.ปลาย คือ 1 ใน 3 คนที่เราเข้าไปคุย แตงโมบอกว่าการไม่ถูกรับฟังนั้นทำให้รู้สึก ‘เหงาและโดดเดี่ยว’

“ช่วงโควิดไม่ได้เจอเพื่อน ไม่รู้จะหาเพื่อนจากไหน มีเพื่อนคนนึงที่โรงเรียนชวนเข้าโลกออนไลน์ ไปเข้าอยู่ในกลุ่มหนึ่งที่เป็นครอบครัวแต่จู่ๆ เขาก็หันมาไซเบอร์บูลลี่ (Cyber Bully) เรา ด้วยความเป็นเด็ก ไม่กล้าพูดกับผู้ใหญ่ ไม่รู้จะสื่อสารยังไงให้เข้าใจ เพราะรู้ว่าคนในบ้านเราฟังไม่เป็น เราจะโดนตัดสินแน่นอน เลยไม่พูด”

บางคนอาจมองว่าความเหงาเป็นแค่กลุ่มก้อนความรู้สึกเล็กๆ ที่ไม่สำคัญ แต่ก้อนความรู้สึกลบๆ นี้ พัฒนาเป็นชนวนที่นำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตต่างๆ ในระยะยาวได้ องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงได้ก่อตั้ง Commission on Social Connection ขึ้นเพื่อจัดการปัญหาความเหงาและความโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้นทั่วโลก

เป็นที่มาของ‘มาตรวัดความเหงา’ ของสังคมไทย โดย รศ.ดร.สมบุญ จารุเกษมทวี ผู้ช่วยคณบดีและอาจารย์ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ริเริ่มงานวิจัย ‘สำรวจความเหงาและความโดดเดี่ยวในสังคมไทย’ ซึ่งผลวิจัยชี้ว่า คนไทยร้อยละ 83 เหงา และความเหงานี้ไม่ได้เลือกเพศ​ เลือกอายุ ใครๆ ก็สามารถเผชิญหน้ากับความเหงาได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง

ซึ่งงานวิจัยยังย้ำอีกด้วยว่า ความเหงาเป็นอาการทางใจที่จะนำไปสู่ความวิตกกังวล ความเครียด และภาวะซึมเศร้าได้ 

สาเหตุหนึ่งของความเหงาและโดดเดี่ยวมาจากการขาดการเชื่อมต่อของคนในสังคม โดยงานวิจัยระบุว่า 20% ของคนไทยบอกว่า AI เข้าใจตัวเองมากกว่าครอบครัว และ 15% บอกว่า AI เข้าใจตัวเองดีกว่าเพื่อน กลายเป็นว่าผลสรุปของงานวิจัยชิ้นนี้ชี้ว่า 1 ใน 5 ของคนไทยในกลุ่มสำรวจรู้สึกสนิทใจกับ AI มากกว่า รศ.ดร.สมบุญจึงบอกว่า ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความเศร้าใจที่คนรอบตัวซึ่งมีตัวตนจริงๆ ทำหน้าที่ได้ไม่ดีเท่า AI

เพื่อไม่ให้การความเหงาทำลายล้างจิตใจไปมากกว่านี้ เลยอยากชวนทุกคนกลับมาฟัง ถ้ายังไม่รู้จะเริ่มต้นฟังอย่างไร เริ่มต้นจากการฟัง 3 คนนี้ก่อนก็ได้

นางร้าย นางฟ้า และนางพยาบาล – รุจิเรศ ธนูรักษ์ อดีตพยาบาล

‘ชุดขาว’ ‘สวมหมวก’ ‘ใส่รองเท้าคัทชู’ ‘บางครั้งก็ดุคนไข้’

อาชีพพยาบาล เป็นอาชีพที่ต้องดูแลผู้ป่วยทั้งกายและใจ ซึ่งสำหรับพยาบาลที่เกษียณวัย 75 ปีอย่าง ‘พี่ป้อม’ รุจิเรศ ธนูรักษ์ ความทุกข์ใจที่มี คือ ความหวังให้คนไข้หายดี แม้หลายๆ ครั้งจะรู้ว่าโรคนั้นรักษาไม่ได้

“เวลาเราดูแลคนไข้ เราก็อยากให้เขาหาย แต่บางทีเรารู้ว่าโรคของเขามันรักษาไม่ได้ ได้แค่ประคับประคอง พอเราลุ้นไปกับเขา ใจเราก็จะคิดเหมือนเราเป็นญาติเขา พอเขาเจ็บปวด เราก็ทุกข์”

ความตั้งใจในการทำงานผ่านเรื่องเล่าทำให้เราถามพี่ป้อมว่า มีบ้างไหมที่พยาบาลถูกคนไข้ถามความรู้สึก หรือมีบ้างไหมที่มีคนไข้รับฟังเรื่องทุกข์ใจของพยาบาล ซึ่งพี่ป้อมตอบว่า เธอรับรู้ถึงความห่วงใยของคนไข้ผ่านความรู้สึกขอบคุณของพวกเขา ส่วนความทุกข์ที่เกิดขึ้นภายในใจ พี่ป้อมคลี่คลายมันด้วยการรับฟังเสียงของตัวเอง และทำให้รู้ว่า จริงๆ แล้วตัวเองก็มีด้านที่เป็นนางร้ายเหมือนกัน

“แม่พี่สมองเสื่อม ไม่ได้รับการผ่าตัด ก็ดูแลกันแบบประคับประคอง ช่วงเวลาที่อยู่ที่บ้าน แม่จะจำเราไม่ได้ สามนาทีถามคำถามเดิมที พอมันเยอะ มันวนลูป เราก็รู้สึกเหนื่อยมากเลยขนาดเราเป็นพยาบาลนะ ทั้งที่เรารู้อยู่แล้วว่าอาการจะเป็นแบบนี้ เราก็ “โอ๊ย ไม่ไหวแล้ว แม่ถามสิบครั้งแล้วนะแม่” พูดออกไปแล้วสะเทือนใจเลย (เสียงสั่น) ก็นี่แหละ เราได้เห็นบทนางร้ายของเรา”

ส่วนนางฟ้าสำหรับพี่ป้อม คือ พี่สาวของตัวเองที่ดูแลแม่โดยไม่อิดออด ดูแลไปยิ้มไป ซึ่งการที่รู้เท่าทันว่าจุดไหนของตัวเองที่เป็นนางร้ายไม่ได้ทำให้พี่ป้อมรู้สึกผิดหรือเป็นทุกข์ เพราะเธอมองว่า มนุษย์ทุกคนมีทั้งด้านดีและด้านร้าย เราจึงต้องรู้จักให้อภัยตัวเอง

“เมื่อก่อนพี่ไม่ค่อยให้อภัยตัวเอง ไม่ใจดีกับตัวเองแต่ถ้าไม่ให้อภัยตัวเองเราจะทุกข์ มนุษย์ไม่ใช่เทวดา เราเป็นนางฟ้าและนางร้ายได้ แต่ต้องขยันมองความไม่ดีของเราให้เห็น ไม่ซ่อนมัน แล้วพอเราเข้าใจแบบนี้ เราก็จะให้อภัยคนอื่นได้เหมือนกัน เพราะเขาเป็นมนุษย์เหมือนกัน”

พอถึงเวลาที่ต้องลุกไปหาอาสารับฟัง พี่ป้อมจึงเอาเรื่องของการดูแลแม่ไปเล่า และทำให้เธอได้ย้อนนึกถึงตอนที่ตัวเองต้องเป็นคนตัดสินใจในเรื่องสำคัญ อย่างการปฏิเสธการเข้ารับผ่าตัดของแม่ และพาแม่กลับบ้าน

“เขารับฟังความรู้สึกของเรานะ เพราะมันมีตอนที่พี่สะเทือนใจ ตอนที่พี่ต้องเป็นคนตัดสินว่าจะพาแม่กลับบ้าน ไม่ผ่าตัด พี่ร้องไห้อยู่ 2 อาทิตย์ว่าทำไมเราต้องเป็นคนทำหน้าที่นี้ แต่เราก็มาคิดได้ว่ามันก็เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจของเรา ที่เราได้ปกป้องแม่ของเรา ทำให้เราเกิดความภูมิใจในตัวเอง”

การเล่าโดยมีผู้รับฟังสำหรับพี่ป้อม จึงเหมือนกระจกที่สะท้อนตัวเอง ให้มองเห็นคุณค่าของตนถึงแม้บางครั้งจะหลงลืมไป หรือมองไม่เห็นมัน

“การที่เขาฟังโดยไม่ถาม ทำให้เราดิ่งลงไปในเรื่องที่เราอยากเล่า ตอนนั้นความรู้สึกมันโผล่ออกมาแล้วก็อยากจะเล่าตรงนั้นต่อไป การที่เขานั่งฟังอย่างติดตาม เรียกว่าทุกลมหายใจ มันก็ทำให้เราไปได้ตามเป้าหมาย ไม่ออกไปนอกเรื่อง และยิ่งไม่ตัดสินด้วยยิ่งดีใหญ่เลย”

“อัตราฆ่าตัวตายของตำรวจโดยเฉพาะฝ่ายสอบสวนสูงมาก” พ.ต.อ.สุเทพ โตอิ้ม

“เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมามีพนักงานสอบสวนที่เป็นร้อยเวรฆ่าตัวตาย เรื่องความเครียดสะสมมันเกิดกับตำรวจค่อนข้างมาก อัตราฆ่าตัวตายของตำรวจโดยเฉพาะฝ่ายสอบสวนสูงมาก”

หากย้อนดูสถิติการฆ่าตัวตายของข้าราชการตำรวจจากโรงพยาบาลตำรวจ จะพบว่า ในช่วงระยะเวลากว่า 6 ปีที่ผ่านมา ตำรวจไทยปลิดชีพตัวเองไปแล้วกว่า 167 ราย ซึ่งตัวเลขการฆ่าตัวตายเฉลี่ยอยู่ที่ 32 รายต่อปี

จากประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงตำรวจมามากกว่า 20 ปี ‘พี่เทพ’ พ.ต.อ.สุเทพ โตอิ้ม เล่าให้เราฟังว่า อาชีพตำรวจที่ใครหลายๆ คนไม่อยากเข้าใกล้หากไม่มีเหตุจำเป็น เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่รับฟังคนอื่นเยอะ แต่ถูกรับฟังน้อย โดยเฉพาะในกลุ่มพนักงานสอบสวนที่หน้าที่หลักคือการฟังเรื่องราวของผู้เสียหาย

“ตำรวจรับฟังปัญหาคนอื่นเยอะ ไม่ว่าจะผู้เสียหายที่เดินมาแจ้งความหรือลูกน้องที่มีปัญหาที่มาเล่าเรื่องต่างๆ กลายเป็นความเครียดสะสมรวมกับความเครียดในเรื่องการทำงานทั้งในระบบงาน จากที่ผู้บังคับบัญชาอยากให้งานออกมาดี รวมๆ กันทำให้เครียดจนถ้าหาทางออกไม่ได้ ก็นำไปสู่การฆ่าตัวตาย”

แต่ถ้ามีใครสักคนให้ตำรวจคนนั้นระบายเรื่องในใจให้ฟัง ก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นในการป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียชีวิตได้ เพราะพี่เทพบอกกับเราว่า “อย่างน้อยก็เบาลง อย่างน้อยก็รู้สึกดีขึ้น”

ในฐานะที่เป็นตำรวจมาตั้งแต่ปี 2532 จนตอนนี้อายุ 56 ปี พี่เทพเล่าว่า มักมีรุ่นน้องตำรวจมาขอคำปรึกษาเสมอ อย่างล่าสุดก็มีรุ่นน้องที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามาขอคำปรึกษาเพราะต้องการลาออก

“เขาเป็นโรคซึมเศร้าแล้วก็มีปัญหากับผู้บังคับบัญชา เขาเลยคิดว่าตัวเองลาออกไปดีกว่า ผมเลยพยายามรับฟัง แล้วก็ถามให้เขาได้สะท้อนกลับไปคิด ไม่ใช่แค่ระบายอย่างเดียว แต่ผมก็ไม่ได้ต้องการคำตอบนะ แค่ให้เขาได้ทบทวน ซึ่งเขาก็โอเคขึ้น”

สำหรับพี่เทพ พี่เทพมองว่าการได้พูดและมีคนฟังทำให้เกิดความรู้สึกดีในการพูดคุย และทำให้รู้สึกว่าเรื่องที่แบ่งปันออกไปอาจจะดีกับคนที่รับฟังด้วย ซึ่งในฐานะตำรวจ พี่เทพมักระบายความเครียดของตัวเองผ่านการออกกำลังกาย มีพูดคุยกับเพื่อนบ้างประปราย แต่การได้พูดคุยแบบมีคนรับฟังในงานวันนี้ เกี่ยวกับเรื่องงานบ้างไม่เกี่ยวบ้าง ทำให้รู้สึกเบาใจไม่น้อย

“การที่เรามารู้จักกัน มาพูดคุยกัน แล้วก็มาแชร์สิ่งที่ผมไม่รู้ว่าถูกหรือผิด แต่ได้เล่าออกไปแล้วมันอาจจะเกิดประโยชน์ ผมก็มองว่า เฮ้ย ผมมีความสุขนะ ที่เราเล่าอาจจะเกิดประโยชน์ไม่มากก็น้อย”

“Portfolio ของหนู ธีมหลักคือการฟัง ที่มาจากการที่หนูถูกครูรับฟัง” รัชฎา รุณเกต นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6

เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปข้างหน้าอย่างก้าวกระโดด คนส่วนใหญ่ก็เริ่มให้ความสำคัญกับชีวิตออนไลน์ โดยเฉพาะหลังยุคโควิดเป็นต้นมา โดยจากการศึกษาของ Global Web Index พบว่าระยะเวลาการใช้งานอินเทอร์เน็ตเฉลี่ยของประชากรทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องมาจากมาตรการ Lockdown จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

ตอนนั้น ‘แตงโม’ รัชฎา รุณเกต ในวัย 13 ปีก็เป็นอีกหนึ่งคนที่รู้สึกว่าบ้านไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย เลยเลือกที่จะหันหน้าเข้าหาโลกออนไลน์

“มีเพื่อนคนหนึ่งที่โรงเรียนชวนเข้าโลกออนไลน์ ไปเข้าอยู่ในกลุ่มหนึ่งที่เป็นครอบครัวอุปโลกน์ มีบอกว่าคนนั้นเป็นพ่อนะ คนนี้เป็นแม่ เขาเทคแคร์ดูแลเราดี เราในวัย 13 ก็ตื่นเต้นดีใจ เข้าใจว่านี่คือครอบครัว พอเขาเกิดปัญหาอะไรเราก็จะเสนอตัวเองเข้าไปปกป้อง แต่จู่ๆ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาหันมาไซเบอร์บูลลี่ (Cyber Bully) เรา”

แตงโมเล่าว่า ในตอนนั้นเจอทั้งคำกล่าวหาจากแอคเคาท์ที่ไม่มีรูปโปรไฟล์ว่าการมีอยู่ของเธอทำให้คนอื่นทุกข์ใจ แถมยังโดนพิมพ์ประโยค “ลองไปตายดูสิ เผื่ออะไรบนโลกนี้จะดีขึ้น” ใส่ แตงโมในตอนนั้นจึงรู้สึกแย่เพราะไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด

อีกทั้งแตงโมยังเผชิญหน้ากับความรู้สึกวิตกกังวล เพราะคนในโลกออนไลน์ที่เธอไม่เคยเจอหน้ามาก่อนรับรู้ว่ากิจวัตรประจำวันของแตงโมมีอะไรบ้าง

“เขาเริ่มรู้กิจวัตรประจำวันในชีวิตของเรา มันทำให้เราวิตกกังวล แค่การตื่นมาเจอข้อความถูกฆ่า เราก็วิตกกังวลจะแย่อยู่แล้ว นี่เราอยู่ในบ้านของตัวเองแท้ๆ แล้วด้วยความเป็นเด็ก ไม่กล้าพูดกับผู้ใหญ่ ไม่รู้จะสื่อสารยังไงให้เข้าใจ เพราะรู้ว่าคนในบ้านเราฟังไม่เป็น เราจะโดนตัดสินแน่นอน เลยไม่พูด”

เวลาแตงโมกลับบ้านมา ครอบครัวไม่เคยถามเลยว่าเหนื่อยไหม ต่อให้โลกข้างนอกหรือโลกออนไลน์จะทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยแค่ไหน แต่เพราะบ้านเป็นแบบนี้ แตงโมจึงเลือกที่จะเก็บไว้กับตัวเองจนความวิตกกังวลกลายเป็นภาวะซึมเศร้า เริ่มทำร้ายตัวเองจนเป็นที่สังเกตของเพื่อนๆ แตงโมจึงถูกดึงตัวไปหา ‘ครูแก้ว’ ภัสรัญ สระทองนวล ครูแนะแนวของโรงเรียนกำแพงแสนวิทยา

ซึ่งครูแก้วทำให้แตงโมรู้ว่า การถูกรับฟังทำให้รู้สึกดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“ตอนแรกไม่พูดเลยค่ะ ไม่ว่าจะโดนถามคำถามไหน ครูเขาเลยเริ่มจากการสร้างความสัมพันธ์กับเราก่อน เริ่มจากถามว่าวันนี้เป็นยังไง กินอะไรมา มีอะไรอยากเล่าไหม การที่เขาเริ่มต้นแบบนี้เลยทำให้เราเริ่มวางใจ เราเลยค่อยๆ เกริ่นไป พอดูสีหน้าแววตาเขา เขายิ้มตลอดเลย พยักหน้ากับเรื่องบางเรื่องของเรา ไม่ขัดจังหวะ เราเลยเล่าทุกอย่างแบบหมดเปลือก”

การรับฟังของครูแก้วสำหรับแตงโม จึงเปรียบเสมือนกระจกที่สะท้อนตัวเธอในอีกด้านที่มองไม่เห็น 

แตงโมในตอนนี้ก็ยังคงวิ่งเข้าไปปรึกษาครูแก้วอยู่เรื่อยๆ เพราะกำลังอยู่ในฤดูกาลสำคัญของเด็กม.6 นั่นก็คือ การลงสนามแข่งขันเพื่อเรียนต่อระดับปริญญาตรี และรอบที่แตงโมเลือกที่จะลงแข่งคือ รอบแรกของระบบ TCAS (Thai University Central Admission System) หรือที่เรียกกันว่า ‘รอบพอร์ต (Portfolio : แฟ้มสะสมผลงาน’ ซึ่งเป็นรอบที่มหาวิทยาลัยจะคัดเลือกนักเรียนจากศักยภาพ ความสามารถ และผลงานส่วนตัว

พอยิงคำถามไปว่าพอร์ตที่ดีหรือพอร์ตที่ควรจะเป็นในสายตาคนส่วนใหญ่ต้องเป็นแบบไหน แตงโมอธิบายกลับอย่างคนที่เตรียมตัวมาดีว่า เป็นพอร์ตที่เก็บผลงานตรงกับคณะที่อยากเรียน และหลายๆ ครั้งก็หนีไม่พ้นการเสียเงินซื้อเกียรติบัตร เพราะคนทั่วไปมักมองว่าพอร์ตต้องยิ่งใหญ่ ต้องคว้ารางวัล ต้องมีเกียรติบัตรเยอะๆ

“พอร์ตที่คนมองว่าดีก็จะเก็บผลงานให้ตรงกับคณะที่อยากเข้า ซึ่งสิ่งที่เขาอยากเรียนอาจจะเป็นทั้งสิ่งที่ชอบหรือไม่ชอบก็ได้ การที่ไม่ชอบก็อาจจะมาจากความคาดหวังของพ่อแม่ หรือมีคนบอกว่าสิ่งนี้ทำให้อนาคตมั่นคง เขาก็จะมาเก็บพอร์ตให้ตรง พอต้องมีผลงานเยอะก็หนีไม่พ้นการเสียเงินทำกิจกรรมเพื่อให้ได้เกียรติบัตร”

ซึ่งสำหรับแตงโม พอร์ตของเธอแตกต่างกับพอร์ตของเพื่อนร่วมรุ่นหลายๆ คนตรงที่ ไม่ได้ทำพอร์ตที่มุ่งไปยังคณะที่อยากเข้าเพียงเท่านั้น แต่เป็นพอร์ตที่เล่าเรื่องของเธอ และเชื่อมโยงสิ่งที่เธออยากเรียนเข้ากับประสบการณ์ที่ผ่านมา

“อย่างหนูจะเน้นเรื่องของการฟังเป็นหลัก กิจกรรมทุกอย่างเชื่อมกับการฟังทั้งหมด ตอนแรกหนูปักลงจิตวิทยาแต่คะแนนไม่ถึง หนูก็ไม่ได้หากิจกรรมใหม่ แต่มองอีกมุมนึงว่าถ้าเป็นครูล่ะ จะมองกิจกรรมนี้ในมุมไหน”

พอร์ตของแตงโมจึงมีธีมหลักเป็นการรับฟัง และการสนใจในการฟังของแตงโมมาจากการที่ตัวเองถูกครูแก้วรับฟังในวันที่แตงโมเผชิญกับความวิตกกังวลและโรคซึมเศร้า ซึ่งแตงโมบอกเราอย่างเต็มปากว่า สุขภาพใจของเธอหายดีเพราะมีครูแก้วรับฟัง

การมี 1 คนเริ่มต้นที่จะรับฟังคนอื่น จึงไม่ได้ทำให้คนเล่ารู้สึกเบาใจขึ้นเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างและส่งต่อผู้ฟังให้กับสังคมได้ด้วยเช่นกัน

“การถูกรับฟังทำให้รู้สึกดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ” ประโยคนี้ของแตงโมทำให้เห็นว่าเวลาแค่หลักนาทีของ Listening Moment ก็กลายเป็น Magic Moment สำคัญของชีวิตเลยก็ได้ 

การลงทุนเพียง ‘เวลา’ และฟังอย่างที่ทำให้คนตรงหน้าเห็นว่าตัวเองสำคัญ อย่างน้อยก็ทำให้ทั้งสามคน อย่างพี่ป้อม พี่เทพ และแตงโม ค้นพบว่าอะไรมันเคยหนักหนาก็เบาสบายขึ้น 

ที่สำคัญ ทุกๆ Magic Moment เกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้เมื่อมีคนพูดและมีคนฟัง เริ่มต้นได้ตั้งแต่เดือนนี้เลย #เดือนการฟังแห่งชาติ