“การเปลี่ยนแปลงใหญ่จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าหากมันไม่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่สะสมกันมา”
คำพูดจาก ‘นพ. โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์’ นพ. โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย ด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย การพัฒนาชุมชนหรือท้องถิ่น การเรียนรู้และศึกษา การคุ้มครองและพัฒนาเด็ก เยาวชนหรือครอบครัว หรือการส่งเสริมสิทธิของผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ที่กล่าวไว้ในเวทีทอล์ก Face the Changer : ถอดบทเรียนนักขับเคลื่อนนโยบาย จนกลายเป็นวาระแห่งชาติ ภายในงาน ‘FACE THE VOICE’ มองด้วยตา ฟังด้วยใจ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เมื่อวันที่ 23 พ.ย. ที่ผ่านมา
การเปลี่ยนใหญ่อาจจะไม่ได้มาจากคนตัวใหญ่เสมอไป แต่มันมาจากคนตัวเล็กๆ ที่ร่วมกันสะสมความสำเร็จเล็กๆ ขึ้นมา แต่เพราะพวกเขาเป็นคนตัวเล็ก ทำให้กว่าสังคมจะมองเห็นและได้ยินเสียงพวกเขาได้มันไม่ง่ายเลย
แต่แน่นอนว่าไม่มีอะไรยาก Mutual ขอทำหน้าที่ขยายเสียงของคนตัวเล็กในงานใหญ่ให้ดังขึ้น
หวังว่าเสียงของพวกเขาจะถูกรับฟัง ตัวตนของพวกเขาจะได้รับการมองเห็น และกลายเป็นพลังของคนตัวเล็กๆ ที่ลงมือทำเรื่องใหญ่ๆ ได้เหมือนกัน

ภาพ : ชัชฐพล จันทยุง
ร้านเครปที่ทำให้ไม่ต้องปิดบังตัวเอง
ในฐานะเด็กอ้วนคนหนึ่ง สิ่งที่เราตั้งตารอในงาน Face The Voice ไม่แพ้กิจกรรมอื่นๆ คือ รถเข็นอาหารจากร้านค้ารอบมิวเซียมสยามที่จะมารวมตัวกันบริเวณหน้าเวที
เมื่อรถเข็นมาถึง ร้านแรกที่มีลูกค้าไม่ขาดสาย คือ ร้านเครปของ ‘พี่พงศ์’ โพธิ์พงศ์ บุตะเคียน ที่กลิ่นแป้งหอมฟุ้งไปทั่วงาน มองดูแล้วพี่พงศ์ก็แทบไม่มีเวลาได้พักเลย เพราะออเดอร์แน่นตั้งแต่ตั้งร้านจนงานจบ เมื่อถึงเวลาเลิกงานพี่พงศ์เดินเข้ามาหาทีมงานและกล่าวขอบคุณ สิ่งที่พี่พงศ์ขอบคุณไม่ใช่แค่เรื่องของการหาที่ทางให้เขาได้ทำมาหากิน แต่ขอบคุณที่งานนี้ทำให้เขาได้ฟังเสียงจากเพื่อนคนพิการด้วยกัน
พี่พงศ์เป็นคนที่เกิดมาพร้อมกับมือพิการข้างขวาก็คือนิ้วด้วนสี่นิ้ว การขายเครปไม่ใช่อาชีพแรกที่พี่พงศ์ทำ ก่อนหน้านี้เขาเองก็เคยทำมาตั้งหลายอย่าง ทั้งทำงานโรงงาน เป็นเด็กปั๊ม และเปิดร้านขายของ
พี่พงศ์เล่าว่ามือที่พิการเป็นอุปสรรคต่อชีวิตเขาในการทำงาน ตอนทำงานที่โรงงานเขาต้องเก็บซ่อนมือของตัวเองไว้ เพราะกลัวว่าถ้าใครรู้ เขาจะไม่มีงานทำ
“ถ้าเขาเห็นมือเราพิการ เขาก็ไม่ค่อยอยากจะรับเราเข้าทำงานหรอก เราก็อายคนอื่นเขาด้วย เราต้องเก็บตัวเอง เก็บความรู้สึกตัวเอง เวลาสมัครงานเราก็ต้องแอบเอามือซุกกระเป๋า แอบเอามืออยู่ใต้โต๊ะเพื่อจะเขียนใบสมัคร ถ้าเขาไม่สังเกตก็เป็นปีกว่าเลยนะกว่าเขาจะรู้ว่าเรามือด้วนมือกุด”
การทำงานในโรงงานสำหรับพี่พงศ์เป็นอะไรที่ค่อนข้างยาก เพราะนอกจากจะต้องปิดบังตัวเองตลอดเวลา เขายังต้องเผชิญกับงานที่หนักอีกด้วย แต่พี่พงศ์ก็เล่าว่าตัวเองก็ทำจนเต็มที่ ถึงแม้ในท้ายที่สุดจะมีคนเห็นมือของเขาบ้าง เขาก็ทำงานเต็มที่เพื่อพิสูจน์ว่ามือพิการไม่ใช่อุปสรรค
“เราคิดว่าหัวหน้างานเขาก็ต้องสังเกตเราอยู่บ้าง แต่เราคิดว่าทุกคนเขาก็ดูแค่เราทำงานดีไหม ซึ่งเราก็ทำในส่วนของเราเต็มที่ คำว่าอู้งานสำหรับเราน่ะไม่มีหรอก นี่คือเรื่องจริงเลย”
แต่เพราะงานในโรงงานมันหนักจริงๆ สำหรับเขา พี่พงศ์ตัดสินใจออกจากงานที่เดิม และออกไปทำอาชีพอย่างอื่นแทน เช่น ทำงานที่ปั๊มน้ำมัน หรือทำงานก่อสร้าง ซึ่งพี่พงศ์บอกว่างานที่เขาได้ทำส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นงานที่เดิมๆ เพราะไม่ค่อยมีบริษัทหรือหน่วยงานไหนรับคนพิการเข้าไปทำงานมากนัก
“เราไปสมัครงานที่ไหนเขาก็ไม่ค่อยรับกันนะ ก็ต้องกลับมาทำงานที่ซ้ำๆ เดิมๆ สมมติตอนที่เราเป็นเด็กปั๊ม เราก็จะได้ทำแค่ปั๊มเดิม ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเราไม่มีดวงด้วยหรือเปล่านะ”
และแล้ววังวนการทำงานในที่เดิมๆ ก็สิ้นสุดลง ในที่สุดพี่พงศ์ก็จับพลัดจับผลูมาทำงานค้าขาย และมีร้านเครปเป็นของตัวเองจนได้ โดยเริ่มต้นมาจากน้ำใจเล็กๆ ของเฮียขายน้ำเต้าหู้ในบริเวณใกล้เคียงที่แนะนำที่ทางให้กับเขา จนทำให้เขาสามารถมีร้านเครปของตัวเองอยู่แถวหน้าโรงเรียนราชินีได้
พี่พงศ์เล่าว่าเขารู้สึกขอบคุณเฮียคนนี้มากที่ทำให้เขาได้มีที่ทางทำมาหากิน ทุกครั้งที่พี่พงศ์เจอก็จะไหว้และทักทายเฮียตลอด ปัจจุบันร้านขายเครปของพี่พงศ์ก็กำลังไปได้ดี มีรายได้พอจะหาเลี้ยงตัวเอง ที่สำคัญก็คือการได้ทำกิจการของตัวเองทำให้พี่พงศ์ไม่จำเป็นต้องซ่อนตัวเองอีกต่อไป เขาไม่จำเป็นต้องเอามือซุกกระเป๋า หรือสลับเอามือที่ไม่พิการขึ้นมาทำงานอีกแล้ว

ภาพ : ชัชฐพล จันทยุง
“พอได้มาขายเครปเรารู้สึกอิสระขึ้น เรายิ่งอยากให้ทุกคนเห็นมือด้วนของเราด้วย จะได้รู้ว่าอย่างเราก็ทำงานได้นะ อยากพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นไปเลยว่าเราก็เก่ง เรามีความสามารถ”
ยิ่งพอได้มาขายเครปในงาน Face The Voice ที่จัดในมิวเซียมสยาม เมื่อ 23 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พี่พงศ์เองก็มีโอกาสได้ฟังทอล์กจากคนพิการเหมือนกัน นั่นก็คือ ‘พลอย’ สโรชา กิตติสิรพันธุ์ และ ‘บุญรอด อารีย์วงศ์’ พี่พงศ์เล่าว่าเป็นครั้งแรกที่ตัวเองได้ฟังเรื่องราวแบบนี้จากคนพิการโดยตรง
“พอได้ฟังคนที่เป็นเหมือนเรา หรือบางคนเป็นเยอะกว่าเราด้วยซ้ำ แล้วพวกเขายังสู้ ยังประสบความสำเร็จกันเลย เราก็ต้องสู้เหมือนกันสิ จริงอยู่ว่าโอกาสไม่ได้มีมาถึงทุกคน แต่เราก็ต้องสู้ในแบบของเรากันต่อไป”
เสียงจากบนเวที ลงมาสู่กันคนตัวเล็กๆ ในงาน พี่พงศ์รู้สึกมีกำลังใจขึ้นจากการได้ฟังทอล์กในวันนั้น อาชีพขายเครปยังเป็นอาชีพที่พี่พงศ์ชื่นชอบอยู่และตั้งใจจะทำมันต่อไป พร้อมกับเก็บเงินทีละเล็กละน้อยเพื่อเอาไปพัฒนาต่อในอนาคต
ก่อนจะจากกันไป เราแอบถามพี่พงศ์ว่าเครปไส้อะไรที่ตัวเองชอบกินมากที่สุด พี่พงศ์บอกว่าสำหรับตัวเขาเอง เขาชอบกินพริกเผากับหมูหยอง ราดด้วยนมข้น หรือไม่ก็ซอสช็อกโกแลต เป็นรสชาติที่พี่พงศ์ชอบเป็นพิเศษ ถ้าใครอยากรู้ว่าจะเป็นอย่างไรก็ชวนไปลองกันได้ที่ร้านเครปของพี่พงศ์ บริเวณหน้าโรงเรียนราชินี ถ้าไปเจอช่วงที่คิวยาว พี่พงศ์ก็เตรียมเก้าอี้ไว้ให้นั่งรอ

ภาพ : ชัชฐพล จันทยุง
สตาฟโต๊ะลงทะเบียนที่เคยใช้ชีวิตท่ามกลางอคติ
“ถ้าใกล้เคียงเราที่สุดหรอ ก็น่าจะเป็นแรงงานนอกระบบ”
เราถาม ‘อรัส เหมหมัน’ สตาฟประจำโต๊ะลงทะเบียนผู้มีสีผมเจ็บตาว่า “รู้สึกใกล้เคียงกับกลุ่มประชากรเฉพาะกลุ่มไหนมากที่สุด” อรัสเลือกแรงงานนอกระบบ เพราะเธอคือกลุ่มนี้
อรัสเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ที่ทำงานพาร์ทไทม์ไปด้วย นอกจากงานสตาฟตามอีเวนท์แล้ว เธอยังเป็นพนักงานที่ร้านอาหาร ช่วงเย็นของทุกวันหลังเรียนเสร็จเธอจะไปทำงานที่ร้านอาหาร ส่วนเสาร์อาทิตย์ก็จะทำงานทั้งวันซึ่งแล้วแต่ว่างานที่ได้รับมอบหมายคืออะไร
สำหรับคนที่เป็นแรงงานนอกระบบ อรัสเล่าว่าอุปสรรคหลักๆ ที่เจอก็คือ งานขาดความต่อเนื่อง งานหนัก งานให้ค่าตอบแทนน้อย และงานไม่ได้คุ้มครองพนักงาน ถ้าปัญหาค่าตอบแทนน้อยอรัสบอกว่าเธอเองก็ทำอะไรมากไม่ได้ นอกจากหางานเสริมเพิ่มเพื่อที่จะมีรายได้เพียงพอ
ส่วนปัญหางานไม่คุ้มครองพนักงานเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ถ้าเลือกได้ อรัสอยากทำงานในระบบมากกว่า เธอเล่าว่าเพื่อนร่วมงานของเธอเคยหั่นผักและเกิดอุบัติเหตุ แต่เพื่อนร่วมงานก็ต้องออกค่ารักษาเองและดูแลตัวเอง หรือแม้กระทั่งอรัสก็เคยลื่นล้มในที่ทำงาน แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากดูแลตัวเอง
ถึงแม้จะมีอุปสรรคอรัสก็ยังทำงานต่อ การทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยถือเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่อรัสก็ยังทำเพื่อหารายได้ให้กับตัวเอง อีกอย่างก็คือเธออยากพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่า เธอคือลูกหลานของอดีตผู้ต้องขังคนหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตอย่างประสบความสำเร็จได้
คนในครอบครัวของอรัสเคยเป็นผู้ต้องขังมาก่อน เรื่องราวนี้ทำให้อรัสในตอนเด็กต้องเจอกับคำพูดที่เต็มไปด้วยอคติมากมาย
“ตอนเด็กๆ เราเคยโดนคำถามประมาณว่า ‘เป็นลูกคนขี้คุกหรอ’ เราเห็นได้จริงๆ ว่าไม่ใช่แค่ผู้ต้องขังนะที่เขาต้องเจอกับอคติจากสังคม ครอบครัวของผู้ต้องขังก็เจอเรื่องราวแบบนี้เหมือนกัน

ภาพ : ชัชฐพล จันทยุง
เมื่อออกจากสถานะผู้ต้องขังมา ก็ใช่ว่าอคติทั้งหมดจะสิ้นสุดลงไป คนในครอบครัวของอรัสยังต้องเผชิญกับปัญหาจากการที่สังคมไม่ยอมรับ เช่น จะไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่มีใครรับ เพราะเห็นประวัติว่าเคยอยู่ในเรือนจำ มีแค่งานชั่วคราวเท่านั้นที่เขาพอจะทำได้
“พวกเขาอาจจะเป็นคนที่เคยทำผิดมาก่อนก็จริง และพวกเขาก็ได้รับโทษแล้ว แต่สังคมก็ยังไม่เปิดโอกาสให้พวกเขา ถ้าเป็นแบบนี้บางคนเขาก็รู้สึกแปลกแยกและก็กลับไปทำอย่างเดิม จนในที่สุดก็กลับเข้าเรือนจำอีก เป็นปัญหาที่ผู้ต้องขังเจอกันหลายคน”
คนในครอบครัวของอรัสเจอกับอุปสรรคที่สังคมปิดกั้นโอกาส ทำให้กว่าจะหางานได้เป็นเรื่องที่ลำบากมาก แต่ในปัจจุบันเขาหันมาทำธุรกิจของตัวเองและมีรายได้เป็นของตัวเองแล้ว ส่วนตัวอรัสเองก็ทำงานและเรียนไปด้วย เธอมีความสุขกับครอบครัวของเธอในตอนนี้และเป็นผู้สนับสนุนที่ดีให้กับครอบครัว
“เราก็ไม่ได้ต้องการให้เขามีหน้ามีตาในสังคมอะไรขนาดนั้น เราแค่อยากอยู่กันเป็นครอบครัว ใช้ชีวิตของเรากันไป ทำในสิ่งที่สุจริต ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ แค่นี้ก็พอแล้ว”
จากเด็กที่เคยอายที่จะบอกใครว่ามีคนในครอบครัวติดคุก ตอนนี้อรัสไม่มีความรู้สึกนั้นแล้ว และเธอสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าคนในครอบครัวเธอผ่านอะไรมาบ้าง
“เราข้ามผ่านจากการโดนมองว่าเป็นลูกคนขี้คุกโดยการทำชีวิตของตัวเองให้ดี ตั้งใจเรียนจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น คนอื่นจะได้รู้ว่าอดีตผู้ต้องขังก็สามารถเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กดีได้”
เราถามต่อว่ามีกลุ่มประชากรไหนที่อรัสอยากรู้เพิ่มเติมไหม ประชากรข้ามชาติคือคำตอบของอรัส เธอบอกว่าเธอมีเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นกลุ่มประชากรนี้ และชีวิตของเขายากลำบากมากๆ
“เรามีเพื่อนที่เป็นประชากรข้ามชาติที่เขาเข้ามาทำงานในประเทศไทยอยู่คนหนึ่ง ชีวิตเขายากมากๆ เราเห็นว่าเขาโดนขูดรีดจากนายหน้าที่ทำเรื่องให้เขามาทำงานที่ไทย สิ่งที่เขาต้องเสียไปมันคือเงินจำนวนเยอะมาก เราเลยอยากให้สังคมรู้เรื่องราวของกลุ่มคนแบบเขามากขึ้น” อรัสทิ้งท้าย

ภาพ : ชัชฐพล จันทยุง
