บางทีการเปิดเพลง Lo-Fi ในห้อง ไม่ใช่การเปิดขึ้นมาเพื่อฟัง แต่เป็นการเปิดเพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเรากำลังดำเนินไปตามเข็มนาฬิกา
ผศ.ดร.รวิตะวัน โสภณพนิช จากสาขาภาษาและวรรณคดีอังกฤษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สรุปสิ่งที่เห็นได้จากวิจัยของเธอเองในหัวข้อ ภูมิทัศน์เสียงของห้องนอน : วิเคราะห์ภูมิทัศน์เสียง Lo-Fi ในการสร้างพื้นที่ส่วนตัวและการกระตุ้นอารมณ์ ซึ่งถูกนำเสนอในงานประชุมวิชาการมานุษยวิทยา 68 ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ภายใต้แนวคิด “พหุปฏิสัมพันธ์ : มนุษย์กับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์” เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
ผศ.ดร.รวิตะวัน บอกว่าจุดเริ่มต้นแรกของงานวิจัยชิ้นนี้คืออยากรู้ว่าคนส่วนใหญ่คิดยังไงกับแนวเพลง Lo-Fi เพราะเธอคือหนึ่งในคนที่ชอบเพลงแนวนี้ และแปลกใจว่าทำไมความไม่สมบูรณ์แบบของดนตรี Lo-Fi ถึงทำให้คนหลายล้านคนเปิดฟัง
ดนตรี Lo-fi ได้รับอิทธิพลมาจากแนวเพลง เช่น บูมบับ แจ๊ส ฟังก์ และอิเล็กโทร คำว่า Lo-fi ถูกใช้ครั้งแรกในปี 1950 ย่อมาจาก ‘Low-fidelity’ (ความเที่ยงตรงต่ำ) ใช้เรียกเพลงที่มีเสียงรบกวน (Noise) จากขั้นตอนการอัดเพลงคุณภาพต่ำ หรือโปรดักชันแบบ ‘โฮมเมด’ ที่ผลิตนอกสตูดิโอนั่นเอง ซึ่งในช่วงแรกเพลงมักถูกบันทึกง่ายๆ จากในห้องนอน หรือที่บ้านด้วยอุปกรณ์ง่ายๆ
“น่าแปลกใจที่ดนตรีที่มีคุณภาพต่ำแบบจงใจ กลายเป็นหนึ่งในแนวเพลงที่ได้รับความนิยมในยุคดิจิทัล” ผศ.ดร.รวิตะวัน กล่าว
ข้อสรุปของงานศึกษา ผศ.ดร.รวิตะวันพบว่าเพลง Lo-fi สร้างความใกล้ชิดทางเสียง สร้างความรู้สึกว่าเราใกล้ชิดผูกพันกับอะไรสักอย่าง หรือใครสักคน โดยไม่จําเป็นต้องใกล้ชิดผูกพันกันจริง ผ่านคุณสมบัติทางกายภาพของเสียง ไม่ว่าจะเป็นความถี่ต่ำ noise artifact หรือการให้ความหมายทางวัฒนธรรม
สิ่งนี้ได้มาจากการที่เธอศึกษาผ่านการใช้โปรแกรมวิเคราะห์เสียงดนตรี รวมถึงวิเคราะห์แพลตฟอร์มดิจิทัล Spotify
“เมื่อมาวิเคราะห์ความถี่เสียง พบว่ามีผลทางจิตวิทยาที่สำคัญ เพราะความถี่สูงของเสียงมักเชื่อมโยงกับความเครียด ความตื่นตัว ขณะเดียวกัน เสียงที่มีความถี่ต่ำมักเชื่อมโยงกับความรู้สึกผ่อนคลาย การขจัดความถี่สูงเลยมักจะนําไปสู่การสร้างความแวดล้อมที่ทําให้ผู้ฟังรู้สึกปลอดภัย”
ข้อสรุปด้านความถี่เสียง คล้ายๆ กับงานวิจัย ‘Lofi: Modern Concentration’ เมื่อปี 2023 ที่อธิบายว่าดนตรี Lo-Fi และดนตรีคลาสสิกสามารถช่วยให้มีสมาธิเพิ่มขึ้น แม้ว่าดนตรี Lo-Fi อาจทำหน้าที่ได้ไม่ดีเท่าดนตรีคลาสสิก แต่ก็สามารถใช้ทดแทนกันได้
แต่ความพิเศษของดนตรี Lo-Fi อีกอย่างหนึ่งที่รวิตะวันค้นพบคือ เพลงที่มีเสียงรบกวนสูง (Noise) อยู่ในช่วงความถี่ต่ำกลาง มักจะให้บรรยากาศเหมือนมี sonic cushion หรือเบาะรองทางเสียง ที่สิ่งนี้ก่อให้เกิดความรู้สึกมีชีวิตและอบอุ่นแก่คนที่ฟัง
“เราเองอาจจะไม่ได้ฟังเพลง Lo-fi ด้วยซ้ำ คือไม่ใช่การฟังด้วยหู ไม่ใช่ฟังด้วยสุนทรียศาสตร์ ไม่ได้ฟังด้วยทฤษฎีดนตรี แต่ว่าเรา ‘รู้สึก’ ซึ่งมันต่างจากการฟังเพลงคลาสสิคที่เราตั้งใจฟังทีละท่อน ทีละโน้ต หรือร้องเนื้อคลอไปด้วย”
ความถี่ หรือการวิเคราะห์เสียงก็คือส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่คนนิยมฟังดนตรี Lo-Fi ที่ให้ความรู้สึกเหมือนเพื่อนในห้องนอน หรือยามที่ต้องการจดจ่ออะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่อยากให้เพลงเข้ามารบกวนใจจนเกินพอดี คือการประกอบสร้าง ที่มาจากนิยาม 3 คำ คือ ใกล้ชิด เชื่อมโยง เปราะบางที่ผ่อนคลาย
ความใกล้ชิด คือ sonic cushion หรือเบาะรองทางเสียง หรือความถี่ที่มีในดนตรี Lo-Fi ที่มาจากความไม่สมบูรณ์แบบ อย่างการที่เสียงเพลงมีเสียงแทรกเป็นเสียงฝน เสียงรถวิ่ง คนเดิน ที่ช่วยพาให้อารมณ์ผู้ฟังรู้สึกมีชีวิตไปด้วย และเป็นส่วนหนึ่งไปพร้อมกับช่วงเวลานั้นๆ ของการฟังเพลง
ส่วนเชื่อมโยง รวิตะวันอธิบายว่าเส้นทางการฟัง (listening pathway) ของคนไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่ถูกกำหนดโดยทุนนิยม อย่างเช่นแพลตฟอร์มดิจิทัล Spotify ก็มีการสร้างเพลย์ลิสต์ และแนะนำเพลย์ลิสต์นั้นขึ้นมาให้เราฟังซึ่งนำไปสู่การสร้างเครือข่ายประสบการณ์ทางอารมณ์ที่เชื่อมต่อกันระหว่างตัวเรากับชุมชนผู้ฟังคนอื่น รวมถึงผู้ฟังทั้งหมดอาจถูกอบรมจากอัลกอริทึมให้คาดหวังประสบการณ์ลักษณะเดียวกัน
รวิตะวันได้วิเคราะห์คำสำคัญที่พบบ่อยในเพลย์ลิสต์เพลง Lo-fi ซึ่งสิ่งที่พบมากที่สุด คือคำว่า Lo-Fi 89% Beats 67% Chill 34% Study 31% Relax 28% Sleep 25% ซึ่งคำทั้งหมดถูกกำหนดอารมณ์ให้อยู่ในโทนเดียวกัน และนี่อาจจะกลายเป็นกรอบการฟังเพลงของคนคนหนึ่งแบบไม่รู้ตัว
นอกจากนี้ หน้าปกเพลย์ลิสต์ดนตรี Lo-fi ส่วนใหญ่เป็นภาพวาดผู้หญิง นั่งหรือนอนด้วยอาการผ่อนคลายหรืออ่อนโยน หรือหลับตา บ้างอาจจะเป็นท่านั่งบนโต๊ะทำงาน ใช้หูฟังขนาดใหญ่ และฉากหลังมักเป็นห้องนอนส่วนตัว
ภาพจำที่ทุกคนที่รู้จักดนตรี Lo-fi คุ้นเคย นั่นก็คือเด็กหญิงผมสั้นที่ปรากฏในทุกรายการและหน้าปกวิดีโอของแพลตฟอร์ม YouTube จนถูกขนานนามว่า ‘Lo-fi Girl’
รวิตะวัน กล่าวว่าถ้าอธิบายตามหลักทฤษฎี นี่คือการผลิตซ้ำความเป็นหญิงที่เชื่อมโยงกับกรอบคิดว่าผู้หญิงคือความสุขสบาย ความผ่อนคลาย หรือความเปราะบางทางอารมณ์ที่ดูไม่น่าสงสาร
“จริงๆ แล้ว Lo-Fi เพื่อน (ทางเสียง) ในห้อง มันอาจจะการสร้างเสียงในพื้นที่ส่วนตัว (ซึ่งส่วนใหญ่เปิดในห้องนอน) ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมด้านอารมณ์ให้ตัวเอง อาจจะเป็นทำนองว่าฉันขอเปราะบางอ่อนไหวในพื้นที่ของฉันละกัน” รวิตะวันทิ้งท้าย
