ขออนุญาตเป็นตัวเองหน่อยเถอะ ฉันแค่อยากจะเป็นแบบที่ฉันเป็นเท่านั้นเอง
Lola Young โลดแล่นบนฟีดของ TikTok เพราะเพลง Messy ไม่ใช่แค่มีดนตรี หรือท่อนฮุคที่ติดหูอย่าง Cause I’m too messy And then I’m too fucking clean แต่คือภาพรวมเนื้อหาของเพลงทั้งหมดที่กำลังเอ่ยแทนความในใจใครหลายคน
I want to be me
Is that not allowed?
นี่เป็นคีย์สำคัญที่สุดของเพลง Messy ที่ Lola Young นักร้องและนักแต่งเพลงคนนี้อยากถ่ายทอดออกมาแก่ผู้ฟังกับการต้องเก็บกด ปกปิดความเป็นตัวเอง เพื่อตอบรับความคาดหวัง และการต้องอยู่ในกรอบที่คนรอบข้างวาดเอาไว้

ณ ปัจจุบัน Young อายุ 23 ปี เธอเข้าวงการเพลงมาได้ประมาณ 5 ปี และผลงานอัลบั้มล่าสุดมีชื่อว่า This Wasn’t Meant for You Anyway ที่มีเพลง Messy เป็นเพลงหนึ่งในอัลบั้มนี้
Young บอกกับนิตยสาร Atwood Magazine ว่าการทำงานผลงานเพลงอัลบั้มนี้ทำให้เธอรู้สึกยอมรับความเปราะบางของตัวเองมากขึ้น ได้สำรวจส่วนที่ลึกล้ำในตัวเองโดยเฉพาะการอยู่ในช่วงวัยหนุ่มสาวที่เปรียบเสมือนเวลาสะพรั่งในการค้นหาตัวเอง
และ Messy ก็เป็นเพลงที่เธอชื่นชอบที่สุด เธออธิบายเพิ่มเติมว่าเพลงนี้เป็นสิ่งที่เธออยากบอกกับผู้คนรอบตัว รวมถึงคนใกล้ชิดในครอบครัวว่าทุกคนควรยอมรับถึงการเป็นตัวเองแบบที่ไม่ต้องเพอร์เฟค ยอมรับว่าเรานั้นยุ่งเหยิง วุ่นวาย (คำแปลของคำว่า Messy) ขี้เกียจได้ และสะอาดได้ในเวลาเดียวกัน จากเนื้อเพลงที่เล่นกับพฤติกรรมขั้วตรงข้ามกัน แต่นี่คือการแสดงออกว่ามนุษย์เรานี่แหละเทาๆ กันทั้งนั้น
Cause I’m too messy
And then I’m too fucking clean
And I’m too clever
And then I’m too fucking dumb
ภาพรวมของเพลงนี้นักร้องสาวพยายามสื่อถึงผู้คนรอบตัว แต่สำหรับผู้ฟัง สิ่งที่ทัชใจจนมีการแชร์ต่อจาก Tiktoker จำนวนมากคือ ภาวะครอบครัวที่บีบอัดให้สมาชิกให้อยู่ในกรอบจนเกินไป จากท่อน
You told me, “Get a job”
Then you ask where the hell I’ve been
And I’m too perfect
Til I open my big mouth
ที่แปลเป็นบริบทภาษาไทยจะประมาณว่า คุณบอกให้ฉันไปหางานทำ แล้วคุณถามว่าฉันหายไปอยู่ที่ไหนมา หรือฉันมันสมบูรณ์แบบเกินไป จนกระทั่งฉันพูดบางสิ่งบางอย่างออกมาในแบบตัวเอง
บริบทนี้คุ้นๆ ไหม คล้ายกับที่บ้านหรือญาติเรามักจะคอยถามหรือเปล่าว่า ทำไมไม่หางานทำ เมื่อได้งานทำแล้วทำไมไม่ทำงานราชการ หรือทำงานแล้วทำไมยังไม่มีแฟน แล้วเมื่อเราเถียงสิ่งใดออกไปเรามักจะถูกโยงสู่เข้าข่ายพฤติกรรมก้าวร้าวต่อผู้ใหญ่ไปโดยปริยาย
สำหรับบางคนเราไม่เคยดีพอสำหรับที่บ้าน และลูกป้าข้างบ้านมักดีที่สุดเสมอ
ดังนั้นเพลง Messy จึงถูกคนจำนวนหนึ่งส่งต่อให้กับครอบครัวฟัง และการบอกใบ้กลายๆ ว่า ‘หนูก็เป็นตัวหนู บางครั้งแค่ลืมพับผ้ามันก็อาจจะไม่ได้ร้ายแรงถึงขนาดไม่มีปัญญาทำอะไรกิน’

บางทีของขวัญวันเด็กที่ดีที่สุดอาจจะไม่ใช่การพาไปดูเครื่องบิน กินไอติม หรือเล่นบ้านลม แต่เด็กจำนวนไม่น้อยต้องการการยอมรับจากพ่อแม่ และครอบครัวในแบบที่ไม่ต้องพยายาม หรือต้องดีเลิศได้อันดับหนึ่งของห้องถึงจะได้คำชม
องค์กรด้านจิตวิทยาของแคนาดา (Canadian Counselling and Psychotherapy Association) เผยแพร่บทความเรื่อง The Power of Parental Acceptance ซึ่งสรุปง่ายๆ คือ พ่อแม่ทุกคนต่างต้องการสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูก พวกเขาต้องการให้ลูกมีความสุข มีสุขภาพดี และประสบความสำเร็จ พ่อแม่ส่วนใหญ่จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ลูกมีชีวิตที่ดี แต่สิ่งนี้บางครั้งก็ส่งผลร้ายในรูปแบบความคาดหวังจนเกินพอดี และทำให้เด็กคนหนึ่งรู้สึกขาดตัวตน
หรือแม้แต่การที่พ่อแม่เลี้ยงเราแบบไข่ในหิน ปกป้องคุ้มครองมากเกินไป ครู ผู้ฝึกสอน และนักจิตบำบัดได้ตั้งข้อสังเกตว่า พ่อแม่ในปัจจุบันไม่สามารถทนเห็นลูกล้มเหลว หรือประสบความยากลำบากได้ ดังนั้นพ่อแม่จะเข้ามาแทรกทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของลูก ตั้งแต่การทะเลาะกับเพื่อนที่สนามเด็กเล่น การได้เล่นตำแหน่งไหนในทีมฟุตบอลของโรงเรียน จนกระทั่งคะแนนผลการเรียนของลูก พ่อแม่บางคนยังตามปกป้องคุ้มครองลูก แม้ว่าลูกจะจบการศึกษาและเข้าทำงานแล้ว
ไม่ว่าทางไหนก็ล้วนก่อความรู้สึก ‘ไม่เคยดีพอสำหรับพ่อแม่’ ‘ไม่ถูกยอมรับ’ และกลายเป็นปมที่รอคอยวันระเบิดออกมา ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่นที่นับเป็นช่วงที่เปราะบางที่สุด และส่งผลลากยาวให้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีปัญหาในวันข้างหน้า
เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า และจะกลายเป็นพ่อแม่ของใครสักคนหนึ่งเช่นเดียวกัน ที่หยิบยกเรื่องนี้มาพูดในวันเด็ก ก็เพื่อให้ชวนวกกลับมาดูว่าสิ่งสวยงามที่สร้างให้เด็กคนหนึ่งได้ง่ายๆ อาจจะไม่ต้องลงทุนทางเงินอะไรมากมาย แค่ลงทุนทางใจ เริ่มต้นได้จากยอมรับแบบที่ตัวเขาเป็นจริงๆ
เหมือนที่ Lola Young พยายามตะโกนผ่านเพลง Messy ว่า
Can you shut up for like once in your life?
Listen to me
