วันเหนื่อยๆ ในโลกที่โหดร้าย จะมีอะไรที่ดีไปกว่าการได้เติมสิ่งน่ารักๆ อย่าง ‘มาสคอต’ อีก
หากเป็นเมื่อก่อน เมื่อพูดถึงมาสคอต คนส่วนใหญ่คงจะนึกถึงคาแรกเตอร์สัญลักษณ์ตัวแทนขององค์กร หน่วยงาน หรือแบรนด์ต่างๆ และ 1 ในมาสคอตชื่อดังระดับที่เป็นที่รู้จักทั่วโลกก็หนีไม่พ้นเจ้า ‘คุมะมง’ หมีสีดำ แก้มแดง เพศผู้ มาสคอตประจำจังหวัดคุมะโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น
แต่เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็รู้จัก ‘น้องเนย’ ‘หมีเนย’ หรือ Butterbear มาสคอตหมีของแบรนด์ Butterbear ที่กลายเป็นดาราสาว บินโชว์ตัวต่างประเทศบ้าง จัดแฟนมีตที่ดึงคนต่างชาติให้บินมาหาบ้าง แถมยังเป็นพรีเซนเตอร์แบรนด์สินค้าต่างๆ มากมายไปหมด ขัดกับภาพจำที่เราเคยคิดว่า มาสคอตต้องเป็นตัวแทนองค์กรใดองค์กรหนึ่งเท่านั้น

แถมยังมีแก๊งมาสคอตของ GMMTV มาดามดรีมเวิร์ล ปาป้า-ทูทู่ และมาสคอตเก่าใหม่อีกมากมายที่สามารถรวมตัวกันจนสามารถเกิดงาน Character Fest Thailand 2025 เมื่อ 14-17 สิงหาคม 68 ที่ผ่านมา
แม้มาสคอตจะเป็นสิ่งที่มีมานานแล้ว แต่ต้องยอมรับว่า ยุคที่โซเชียลมีเดียแพร่หลายส่งผลให้มาสคอตที่มีเอกลักษณ์ไวรัลมากขึ้นจนกลายเป็นสิ่งที่เราเห็นได้ทุกวัน และบางคนก็กลายเป็นแฟนคลับมาสคอตทั้งที่เมื่อก่อนอาจจะเคยไม่เข้าใจว่าทำไมแฟนคลับหมีเนยถึงเสียน้ำตาเพียงเพราะได้กอดน้องเนย
มาสคอตในยุคนี้ จึงเป็นมากกว่าการสวมชุดตัวตนเสมือนที่เป็นผู้แทนองค์กร
จากเครื่องราง กลายเป็นสัญลักษณ์
มีการคาดการณ์ว่าคำว่า มาสคอต (Mascot) น่าจะเกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19 และมีรากศัพท์มาจากคำว่า ‘Mascoto’ ในภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า แม่มด หมอผี หรือ เทพธิดา ที่ทำให้เกิดคำว่า ‘Mascotte’ ซึ่งแปลว่า เครื่องรางของแม่มดหมอผี ใช้ในการอวยพรโชคให้กับนักพนัน ที่สังคมส่วนใหญ่มองว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งไม่ดี
แต่พอคณะละครโอเปราฝรั่งเศสได้แสดงเรื่อง La Mascotte (The Mascot) ละครเกี่ยวกับเกษตรกรที่เคยเพาะปลูกอะไรไม่ขึ้นจนกระทั่ง Bettina หญิงสาวแปลกหน้าเข้ามาให้การช่วยเหลือและกลายเป็นผู้ที่นำโชคมาให้ คำว่ามาสคอตเลยมีความหมายใหม่ว่า ‘สิ่งที่นำโชคมาให้’ และกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดี
มาสคอตจึงกลายเป็นตัวแทนของภาพลักษณ์เชิงบวก ซึ่งวงการกีฬาอย่างโอลิมปิกก็มีมาสคอตเป็นตัวนำโชคเช่นกัน
ส่วนในแวดวงแบรนด์ มีการคาดเดาว่าเจ้ามาสคอตตัวแรกอย่างเป็นทางการของโลกคือ Bibendum มาสคอตสีขาวของธุรกิจยางรถยนต์มิชลิน ซึ่งการมีมาสคอตทำให้แบรนด์ของยางมิชลินเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา และได้มีการปรับรูปแบบหลายครั้งเพื่อทำให้มันน่ารักน่ามอง อย่างเวอร์ชันล่าสุดที่เราคุ้นตาก็จะเป็นมาสคอตที่ขาวที่มีร่างกายเป็นชั้นๆ เหมือนเอาห่วงยางมาเรียงกัน
มาสคอต-พวกกุญแจ-ที่ห้อยกระเป๋า สิ่งของสะท้อนตัวตน
หากสังเกตช่วงปีที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายๆ คนเคยเห็นคนที่ผ่านไปผ่านมาห้อยของตกแต่งกระเป๋า บ้างก็ตุ๊กตา บ้างก็หมีเนย บ้างก็เฟรมการ์ดใส่รูปศิลปินดารา บ้างก็เป็นพวกกุญแจน่ารักๆ และบางคนก็อาจตกแต่งกระเป๋าตัวเองด้วยของเหล่านี้
Bag Charms (ของตกแต่งกระเป๋า) คือ เทรนด์ที่มาแรงในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเทรนด์ที่มีการต่อยอดมาจากเทรนด์ Messy Bag ที่นำโดย Jane Birkin แฟชันไอคอนที่มักปรากฏตัวพร้อมกระเป๋าคู่ใจที่ห้อยและตกแต่งด้วยสิ่งต่างๆ มากมาย แต่ที่ Bag Charm กลับมาฮิตอีกครั้ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระแสของอาร์ตทอยนั่นเอง

ซึ่งการห้อยตุ๊กตาหรือพวงกุญแจบนกระเป๋าไม่ได้มีการจำกัดเพศ ใครก็ห้อยได้ จึงมีครีเอเตอร์ต่างชาติบนแพลตฟอร์ม TikTok ที่ถ่ายกระเป๋าของคนบนสถานีรถไฟฟ้าในไทย เช่น ช่อง discoverwithemma ที่เขียนในคลิปที่เธอถ่ายกระเป๋าของชายไทยว่า “Toxic masculinity? Not in Thailand”
แล้วนอกจากเพื่อความสวยงามแล้ว การห้อยกระเป๋าด้วยของตกแต่ง สะท้อนอะไรอีกบ้าง?
“พวงกุญแจห้อยกระเป๋าไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่เป็นสิ่งที่แสดงตัวตนของคนรุ่นใหม่” หลิว เสี่ยวปิน รองประธานและหัวหน้าฝ่ายการตลาดของ MINISO กล่าว
ตุ๊กตาหรือพวงกุญแจห้อยกระเป๋าในอีกแง่หนึ่ง คือ ‘ของเล่น’ สิ่งของที่ผูกกับความเป็นเด็กของมนุษย์ จึงไม่แปลกที่บางคนจะมองว่า การห้อยกระเป๋าด้วยตุ๊กตาทำให้ดูไม่เป็นผู้ใหญ่ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดที่เราจะห้อยตุ๊กตาที่เราชอบกับกระเป๋า เพราะในอีกมุมหนึ่ง การแสดงตัวตนผ่านที่ห้อยกระเป๋าก็เป็นการตอบสนองความต้องการของเด็กน้อยในใจ (inner child) เรา

เด็กน้อยในใจ (inner child) หรือ ต้นแบบความเป็นเด็ก (The child archetype) เป็นคุณสมบัติของจิตใจมนุษย์ที่ทำหน้าที่ผลักดันให้ตัวตนผู้ใหญ่ของเราเติบโตอย่างเห็นคุณค่าในตัวเอง และทำให้เราในวัยผู้ใหญ่มีแรงใจในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ตามศักยภาพและความปรารถนาภายในจิตใจ
การที่เราห้อยน้องเนย มาสคอตที่มีลักษณะเป็น ‘ต้นแบบเด็กน้อยช่างฝัน (Magical Child Archetype)’ ผู้ฝันว่าอยากจะเป็นไอดอล ก็อาจสะท้อนเด็กน้อยในใจเราได้ว่า เราเองก็เคยเป็นเด็กคนนั้นที่เชื่อว่าความฝันของตนจะต้องสำเร็จในสักวันอย่างแน่นอน
ปัจจุบันพวงกุญแจห้อยกระเป๋ามีหน้าตาที่หลากหลาย เราสามารถเลือกได้ว่าจะห้อยอะไรกับอะไร และไม่จำเป็นต้องมีชิ้นเดียว จึงมีคนจำนวนไม่น้อยที่คุยกับเสียงในหัวของตัวเองว่า “วันนี้น้อง (พวงกุญแจ) อันไหนจะได้ออกจากบ้าน”
ซึ่งในแง่ของการแสดงตัวตนนอกเหนือจากแง่มุมทางจิตวิทยา ที่ห้อยกระเป๋าที่เกี่ยวข้องกับมาสคอตมักทำหน้าที่เป็นบันไดก้าวแรกที่ทำให้คนรู้จักกัน ยกตัวอย่างเช่น หากเห็นคนห้อยพวงกุญแจน้องเนย เชื่อว่าความคิดแรกๆ ที่เข้ามาในหัวของเราคือ คนคนนี้เป็นมัมหมีน้องเนย
อีกทั้งยังสามารถนำไปสู่การเริ่มต้นบทสนทนากับคนแปลกหน้าที่รู้จักหรือชอบมาสคอตตัวเดียวกัน อย่างกรณีของผู้เขียนเองที่ถูกถามเวลาขึ้นแสดงของศิลปินวง PROXIE ในห้องน้ำจากแฟนคลับต้าห์อู๋ เนื่องจากเขาจำได้ว่า เคจิ หรือ มาสคอตที่ห้อยอยู่ที่กระเป๋าเป็นมาสคอตของใคร มาจากวงไหน

คนข้างใน (ที่ไม่ใช่ผู้หญิงข้างใน)
แม้พวงกุญแจมาสคอตห้อยกระเป๋าเราจะเป็นตุ๊กตา ที่ตอบสนองความต้องการเด็กน้อยที่อยู่ในใจเรา แต่มาสคอตที่เราเห็นว่าเขาเดินไปเดินมา บ้างก็เต้น บ้างก็ร้องเพลง หรืออย่างล่าสุดก็ออกมาแข่งกีฬานั้น มี ‘คนจริงๆ ’ อยู่ข้างใน
อาชีพมาสคอต คือ อาชีพที่สวมชุดคาร์แรกเตอร์ต่างๆ เพื่อสร้างความบันเทิงในการประชาสัมพันธ์ให้กับองค์กรต่างๆ บ้างก็เป็นคาร์แรกเตอร์ทั่วไป บ้างก็เป็นคาร์แรกเตอร์มาสคอตเฉพาะของแบรนด์
บางคนอาจคิดว่า อาชีพมาสคอตเป็นอาชีพสบายๆ แค่ทำตัวน่ารักไปวันๆ ก็พอแล้ว แต่ในความเป็นจริง นอกจากจะต้องแบกชุดหนักๆ ร้อนๆ บางทีก็ขยับได้อย่างไม่คล่องตัวเพราะถูกจำกัดการมองเห็น ยังต้องทำการบ้านเกี่ยวกับคาร์แรกเตอร์ของมาสคอตที่ตนสวมใส่อีกด้วย เพื่อให้คนที่พบเห็นเชื่อว่าพวกเขาคือคาร์แรกเตอร์นั้นจริงๆ มาสคอตบางตัวที่เรารู้สึกว่าเขาเก่ง คนข้างในก็อาจจะเป็นคนที่ทำอาชีพมาสคอตมาหลายปี ทำให้มากประสบการณ์

และบางครั้งมาสคอตอาจเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น การที่ใครบางคนพยายามจะรู้ให้ได้ว่าข้างในมาสคอตเป็นใคร ทั้งที่เป็นกฎเหล็กที่คนทำอาชีพมาสคอตยึดถือกันว่าห้ามให้ใครรู้ว่าตัวเองเป็นใคร หรือการถูกแกล้งจากคนที่พบเจอมาสคอต บ้างก็ผลัก บ้างก็เข้ามาเล่นด้วยแรงๆ
อาชีพมาสคอตจึงไม่ใช่อาชีพที่สบาย และยิ่งในปัจจุบัน ตลาดมาสคอตเริ่มมีการแข่งขันที่สูง คนข้างในมาสคอตก็ต้องทำงานหนักมากขึ้น การที่มาสคอตตัวใดตัวหนึ่งดังขึ้นมาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย คนข้างในรวมถึงทีมเบื้องหลังเองก็ต้องทำงานอย่างหนักเช่นกัน
การที่มีใครสักคนเป็นแฟนคลับหรือคอยสนับสนุนมาสคอตจึงไม่ใช่เรื่องไร้สาระหรือเรื่องน่าขัน เพราะมันก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เราชื่นชมศิลปินจากผลงานและความตั้งใจของพวกเขา
และอีกอย่าง คนที่อยู่ข้างในมาสคอตเหล่านี้ก็ช่วยให้เราได้ย้อนกลับไปทำความรู้จักกับเด็กน้อยในใจเราที่อาจจะถูกหลงลืม
อ้างอิง
