“คุณเป็นคนไทป์ไหน”
คำถามนี้ไม่ได้ต้องการคำตอบว่าเป็นไทป์หมาเด็ก ไทป์พี่สาวคนสวย หรือไทป์ไทบ้าน
แต่เป็นการถามว่าบุคลิกภาพ MBTI ของคุณเป็นแบบไหน?
MBTI หรือ The Myers-Briggs Type Indicator คือ แบบทดสอบบุคลิกภาพที่ผู้ทดสอบสามารถประเมินได้ด้วยตัวเอง แบบทดสอบ MBTI ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1940 โดยสองแม่ลูก แคทเทอรีน คุก บริกซ์ (Katharine C. Briggs) และอิซซาเบล บริกซ์ ไมเออร์ส (Isabel Briggs Myers) ทั้งสองอ้างอิงรูปแบบและผลของแบบทดสอบตามทฤษฎี Cognitive Function ของคาร์ล จุง (Carl Jung) นักจิตวิทยาชื่อดังชาวสวิตเซอร์แลนด์
ทฤษฎี Cognitive Function เป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยพฤติกรรมของมนุษย์ซึ่งระบุว่า แม้คนเราจะมีพฤติกรรมที่หลากหลายและแตกต่างกัน แต่พฤติกรรมเหล่านี้มีรูปแบบบางอย่างที่คล้ายคลึงกันอยู่ คาร์ลจึงจัดหมวดหมู่พฤติกรรมออกเป็น 4 กลุ่ม โดยใช้ตัวอักษร 4 ตัวแทนรูปแบบนิสัยต่างๆ ของมนุษย์ ดังนี้
1️⃣ Extrovert (E) – Introvert (I)
2️⃣ Sensing (S) – Intuition (N)
3️⃣ Thinking (T) – Feeling (F)
4️⃣ Judging (J) – Perceiving (P)
และเมื่อเรานำตัวอักษรเหล่านี้มาเรียงกันจะสามารถจัดเรียงบุคลิกภาพได้ถึง 16 แบบด้วยกัน ได้แก่ ISTJ, ISTP, ISFJ, ISFP, INFJ, INFP, INTJ, INTP, ESTP, ESTJ, ESFP, ESFJ, ENFP, ENFJ, ENTP, และ ENTJ
📗 MBTI ใช้ทำอะไร?
แบบทดสอบ MBTI ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้คนสามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมตัวเองในด้านต่างๆ เช่น ด้านกระบวนการทางความคิด เพื่อเป็นกุญแจสู่การรับรู้ว่าที่ตัวเองมีวิธีคิดแตกต่างจากบุคคลอื่นเป็นเพราะมีประเภทบุคลิกภาพ หรือ ไทป์ (type) ที่แตกต่างกัน และการทดสอบบุคลิกภาพนี้สามารถทำให้เกิดการพัฒนารายบุคคลได้ เพราะเราจะเข้าใจว่าจุดแข็ง-จุดอ่อนของตัวเองคืออะไร วิธีพัฒนาตัวเองรูปแบบไหนเหมาะกับไทป์ของเรา
นอกจากการใช้เพื่อทำความรู้จักกับตัวเองแล้ว หลายบริษัทในแวดวงธุรกิจใช้แบบทดสอบบุคลิกภาพอย่าง MBTI ในการสร้างทีมในการทำงานอีกด้วย ซึ่งสำนักข่าว Leaders เปิดเผยว่า 80% ของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ถูกจัดอันดับใน Fortune Global 500 ใช้แบบทดสอบบุคลิกภาพเพื่อคัดกรองตำแหน่งระดับสูงของบริษัท
ยังมีแบบทดสอบบุคลิกภาพอีกจำนวนมากนอกจาก MBTI ที่เป็นที่รู้จักในสังคม ไม่ว่าจะเป็นแบบทดสอบบุคลิกภาพตามนาฬิกาชีวิต (Chronotype) หรือ แบบทดสอบนพลักษณ์ (Eneagram) ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่สามารถนำไปพัฒนาตัวเองได้เช่นกัน แต่ MBTI เป็นแบบทดสอบที่เป็นที่นิยมมากที่สุด รู้จักและแพร่หลายมากที่สุด โดยความนิยมส่วนหนึ่งมาจากเว็บไซต์ 16personalities ที่ออกแบบคาร์แรกเตอร์ของแต่ละบุคลิกได้น่าสนใจจนเป็นที่จดจำ
📕 อย่าให้การเข้าใจตัวเองเป็นการจำกัดกรอบ
แม้การปลดแอกตัวเองออกจากความคิดที่จำกัดกรอบจะเป็นเรื่องยากแต่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ คนเราสามารถลดกรอบจำกัดการพัฒนาผ่านการสำรวจและทำความเข้าใจตัวเอง ซึ่งแบบทดสอบ MBTI นั้นถูกนับว่าเป็นเครื่องมือตรวจสอบบุคลิกภาพที่สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้
ทว่าคำจำกัดความที่ไม่ชัดเจนทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงของแต่ละตัวอักษรและเกิดการนำผลการทดสอบไปใช้ในทางที่ผิด อย่างการนำไปใช้ในการเหมารวมผู้อื่น เช่น มองว่าคนที่เป็นอินโทรเวิร์ดไม่สามารถเข้าร่วมงานสังคมได้ ตลอดจนการวางกรอบจำกัดการลองทำสิ่งใหม่ๆ ของตัวเองเพียงเพราะมองว่าเป็นเรื่องที่ ‘อยู่นอกเขตแดนความสามารถของไทป์ตัวเอง’
การจำกัดกรอบให้ตัวเองไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรเพราะมนุษย์ทุกคนล้วนเติบโตมากับข้อจำกัด เพราะพ่อแม่มักมีข้อห้ามให้กับเราเสมอตั้งแต่เราตัวเท่าเข่า
“ห้ามวิ่งเดี๋ยวล้ม” “ห้ามเดินใกล้เตาเดี๋ยวร้อน” “ห้ามว่ายตรงน้ำลึกเดี๋ยวจม” ข้อจำกัดเหล่านี้ฝังรากลึกในตัวเราเพื่อให้เรามีความตระหนักเกี่ยวกับความปลอดภัยของตัวเอง แต่เมื่อเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่และผ่านประสบการณ์ในชีวิตที่มีทั้งดีและร้าย ความตระหนักจะถูกพัฒนาเป็นความกลัวว่าตัวเองจะไม่ปลอดภัย และกลายเป็นความกังวลว่าหากเราทำในสิ่งที่เราไม่คุ้นชินหรือคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ จิตใจและร่างกายของเราจะได้รับผลกระทบ เราจึงรักที่จะอยู่ในคอมฟอร์ทโซน (Comfort Zone) และขังตัวเองอยู่ในกรอบที่จำกัดการพัฒนามากกว่าก้าวไปหาสิ่งใหม่ที่ท้าทาย
ดร.เซธ กิลลิฮาน (Seth Gillihan) นักจิตวิทยาคลินิกที่เชี่ยวชาญด้านการบำบัดพฤติกรรมทางปัญญาและจิตวิเคราะห์ (CBT) ได้แบ่งเหตุผลหลักที่ทำให้มนุษย์ตีกรอบตัวเองจากการพัฒนาออกเป็น 4 ข้อด้วยกัน คือ
1️⃣ ความกลัวที่จะผิดพลาด ทำให้ตัวเองต้องอับอาย
2️⃣ ความกังวลว่าถ้าประสบความสำเร็จจะมีคนอิจฉา
3️⃣ ความวิตกหากประสบความสำเร็จเป็นคนแรกแต่ไม่สามารถทำให้ความสำเร็จนั้นคงทนได้
4️⃣ ความกลัวที่จะรับรู้ว่าตัวเองอาจจะไม่ได้เก่งหรือดีอย่างที่คิด
“สิ่งเหล่านี้ทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเองว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจะคุ้มค่ากับความเสี่ยงหรือไม่ หากเราต้องการที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดก็ต้องยอมรับกับสถานการณ์ที่ล้มเหลว แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องเชื่อว่าเราจะดีขึ้นเมื่อได้ลองทำอะไรบางอย่างแม้มันจะไม่ได้ผลก็ตาม” ดร.กิลลิฮาน ระบุ
การค้นหาตัวตนว่าตัวเองมีบุคลิกภาพอะไรควรเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เราสามารถพัฒนาตัวเองในวิธีที่เหมาะสมกับเรามากกว่าเป็นการจำกัดกรอบตัวตน Mutual จึงอยากชวนสำรวจและทบทวนกันว่า แต่ละตัวอักษรของแบบทดสอบ MBTI มีความหมายว่าอะไร สิ่งไหนที่เราเคยเข้าใจเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดที่ทำให้เราไม่กล้าออกจากคอมฟอร์ทโซนของตัวเองไปหาตัวเราอีกคนในเวอร์ชันอัปเกรด
หมายเหตุ : MBTI เป็นแบบทดสอบบุคลิกภาพที่ไม่ได้การันตีผลลัพธ์ว่าสอดคล้องกับความเป็นจริง 100% เพราะการทำแบบทดสอบด้วยตัวเองสามารถเกิดความคลาดเคลื่อนได้ เพื่อความเข้าใจที่แม่นยำมากขึ้นผู้ทดสอบจำเป็นจะต้องศึกษาทฤษฎี Cognitive Function เพิ่มเติม
เอ็กโทรเวิร์ดขี้อายกับอินโทรเวิร์ดพูดมากมีอยู่จริง

Extraversion (E) และ Introversion (I) เป็นตัวอักษรแรกในการจัดเรียง MBTI ใช้ในการแบ่งว่าบุคคลดังกล่าว ‘ได้รับพลังงาน’ จากอะไร ซึ่ง E กับ I เป็นสองตัวอักษรที่คนรู้จักมากที่สุด และเข้าใจผิดมากที่สุด
โดยพื้นฐานแล้ว ผู้ที่ถูกนิยามว่าเป็น Extraversion หรือ เอ็กโทรเวิร์ด (Extrovert) จะถูกแปะป้ายว่าเป็นพวกชอบเข้าสังคม นิยมสังสรรค์กับคนหมู่มาก เพราะเอ็กโทรเวิร์ดได้รับพลังงานจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมรอบตัว ผู้คนที่พบเจอ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวเขาเองและบุคคลอื่น รวมไปถึงการทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับคนอื่นในสังคม
ส่วน Introversion หรือ อินโทรเวิร์ด (Introvert) เป็นขั้วตรงข้ามกับเอ็กโทรเวิร์ด เพราะคนประเภทนี้ได้รับพลังงานที่มาจากภายใน เช่น ความคิด ความสนใจ ความทรงจำ ความรู้สึก และประสบการณ์ การได้ใช้เวลากับตัวเองจึงเปรียบเสมือนการชาร์จแบตของชาวอินโทรเวิร์ด ทำให้ในหลายๆ ครั้งพวกเขาถูกเรียกว่าเป็นพวกชอบเก็บตัว
ทว่าการนิยามคนสองกลุ่มนี้ว่าเป็น ‘พวกชอบเข้าสังคม’ กับ ‘พวกเก็บตัว’ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในประเภทของบุคลิก (Mistyped) เพราะแหล่งที่มาของพลังงานไม่ใช่ข้อจำกัดในการเข้าสังคม
ความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นบ่อยกับชาวเอ็กโทรเวิร์ด คือ พวกเขาถูกคาดหวังว่าต้องเป็นคนที่กล้าแสดงออก ช่างพูดช่างเจรจา อยู่ไม่ติดบ้าน พอวันศุกร์ต้องออกไปปาร์ตี้กับเพื่อน ทั้งที่ชาวเอ็กโทรเวิร์ดสามารถเป็นคนขี้อาย พูดไม่เก่ง ไม่ชอบไปปาร์ตี้ได้เช่นกัน เพราะวิธีการรับพลังงานของพวกเขาสามารถเกิดจากการเอาตัวเองไปอยู่ในวงสนทนาที่มีแต่คนรู้จัก หรือออกไปทำกิจกรรมร่วมกับวงสังคมเล็กๆ แทนการเข้าผับไปเต้นไปดื่มกับคนที่ไม่รู้จัก
ส่วนมนุษย์อินโทรเวิร์ดมักถูกมองว่าเป็นพวกต่อต้านการเข้าสังคม ต้องเก็บตัว และเป็นคนขี้อาย ส่งผลให้ในหลายๆ ครั้ง อินโทรเวิร์ดพลาดโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมที่ถูกแปะป้ายว่าเป็นกิจกรรมสำหรับเอ็กโทรเวิร์ด อย่างการไม่ได้รับเลือกให้เป็นคนนำเสนองานเพราะคนเข้าใจผิดว่าอินโทรเวิร์ดพูดไม่เก่ง ซึ่งการอยู่กับตัวเองเพื่อชาร์จพลังงาน ไม่ได้หมายความว่าอินโทรเวิร์ดต้องห้ามเข้าสังคม พวกเขาสามารถเป็นคนขึ้นไปพูดบนเวทีเพียงลำพังท่ามกลางคนหมู่มากได้ หนึ่งในตัวอย่างชาวอินโทรเวิร์ดที่พูดในที่สาธารณะได้เก่งคือ ซูซาน เคน (Susan Cain) ชาวอินโทรเวิร์ดเจ้าของหัวข้อ ‘พลังของคนที่ชอบเก็บตัวหรือมีโลกส่วนตัวสูง’ ในเวที TED Talk
การเป็นเอ็กโทรเวิร์ดหรืออินโทรเวิร์ดจึงไม่ได้เป็นเส้นแบ่งการเข้าสังคมของมนุษย์ ต่อให้วิธีการรับพลังงานต่างกันแต่เอ็กโทรเวิร์ดกับอินโทรเวิร์ดสามารถทำกิจกรรมเดียวกันได้ ทำงานร่วมกันได้ เป็นเพื่อนหรือแต่งงานกันได้ เพราะสุดท้ายแล้วการจะทำสิ่งเหล่านี้ได้ดีต้องเกิดจากการลองทำและการปรับให้เข้ากับความสบายใจของเรามากกว่าการปล่อยให้วิธีชาร์จแบตของเรายั้งเราให้อยู่ที่เดิม
ตัวอย่างคำถามในการทบทวนว่าเราเป็นไทป์ไหน :
✅เราเติมแบตให้กับตัวเองอย่างไร
✅เราเป็นคนแบบไหนเวลาเข้าประชุม
✅บรรยากาศในการทำงานที่ชอบคืออะไร
✅ความสนใจและงานอดิเรกของเราคืออะไร
ไม่ว่าจะเป็น S หรือ N ล้วนทำงานได้ดีเหมือนกัน

ตัวอักษรลำดับถัดมาของผลการทดสอบ MBTI เป็นการระบุว่ารูปแบบของกระบวนการการรับข้อมูลของเราเป็นแบบไหน แบ่งออกเป็น Sensing (S) และ Intuition (N)
Sensing (S) คือพฤติกรรมการรับรู้ข้อมูลโดยอ้างอิงจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 เช่น การมองเห็น การได้ยิน และการสัมผัส คนที่มีกระบวนการการรับข้อมูลจำพวกนี้จึงถนัดรับมือกับข้อมูลที่เป็นรูปธรรม เป็นข้อเท็จจริง จับต้องได้ สามารถมองลึกและจดจ่อกับรายละเอียดของชุดข้อมูลต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งคาร์ล เจ้าของทฤษฎี Cognitive Function ระบุว่า Sensing เป็นไทป์ที่เชื่อในประสบการณ์
ส่วน Intuition (N) จะมีความถนัดในการรับข้อมูลเชิงภาพรวม ให้ความสนใจกับรูปแบบและความเป็นไปได้ของชุดข้อมูลที่ได้รับ คนประเภท Intuition นั้นรับรู้ข้อมูลผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 เช่นกัน แต่จะโน้มเอียงไปในสิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่างสัญชาตญาณมากกว่า
McKinsey & Company บริษัทให้คำปรึกษาธุรกิจวิเคราะห์ว่า คนที่เป็นไทป์ N จะคิดเชิงกลยุทธ์องค์รวมได้ดีกว่าคนที่เป็น S แต่ขาดความใส่ใจในดีเทลจุดยิบย่อย ในขณะที่ขั้วตรงข้ามอย่างคนไทป์ S แม้จะเก่งในการรับมือกับงานที่ใช้ความเป๊ะ แต่พวกเขามักลืมมองภาพใหญ่เสมอ มุมมองจากการวิเคราะห์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการเหมารวมที่มีต่อ Sensing (S) และ Intuition (N) เพราะ Myers & Briggs Foundation ระบุว่าไม่ได้มีเครื่องการันตีอะไรที่วัดได้ว่าระหว่าง S และ N ไทป์ไหนทำงานได้ดีกว่ากัน
Sensing สามารถทำงานในภาพใหญ่ได้ เพียงแต่การตั้งต้นกระบวนการของพวกเขาจะเริ่มมาจากรายละเอียดปลีกย่อย ส่วน Intuition สามารถเป็นคนละเอียดรอบคอบได้เช่นกัน เพียงแค่พวกเขาถนัดเริ่มจากภาพใหญ่ก่อนเสมอ ฉะนั้นต่อให้เราจะเป็น S แล้วมีเจ้านายเป็น N หรือเราเป็น N แล้วมีเจ้านายเป็น S ก็ไม่ได้สร้างข้อแตกต่างอะไรมากนัก สุดท้ายแล้วสิ่งที่จะตัดสินว่างานของเราดีหรือไม่ดีคือผลลัพธ์ปลายทางไม่ใช่ตัวอักษรลำดับที่ 2 ของ MBTI
ตัวอย่างคำถามในการทบทวนว่าเราเป็นไทป์ไหน :
✅ประเภทของคำแนะนำที่เราชอบคืออะไร
✅วิธีการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ของเราเป็นแบบไหน
✅ถ้าต้องซื้อของ เราจะใช้ข้อมูลอะไรบ้างในการประกอบการตัดสินใจ
ไทป์ T ไม่ได้ใจร้าย ไทป์ F ไม่ได้ไร้เหตุผล

Thinking (T) – Feeling (F) เป็นคู่ที่สามของ MBTI ใช้ในการระบุว่าเรามีวิธีการในการตัดสินใจและสร้างข้อสรุปจากข้อมูลที่ได้รับมาอย่างไร โดยจะมีเกณฑ์วัดว่าเมื่อต้องตัดสินใจอะไรบางอย่าง เราจะเทน้ำหนักไปกับสิ่งไหน
หากเป็น Thinking (T) ตาชั่งจะเอนไปหากระบวนการให้เหตุและผล (logic) เพราะฉะนั้นคนที่เป็น Thinking จะถนัดในการจัดการเรื่องต่างๆ ด้วยการตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับและข้อเท็จจริงที่ปรากฏให้เห็น ผลการตัดสินใจของ Thinking จึงเป็นกลางด้านข้อเท็จจริง
ส่วน Feeling (F) จะให้น้ำหนักของการตัดสินใจเทไปที่คุณค่า (values) ที่ตน สังคม หรือวัฒนธรรมให้ความสำคัญ Feeling จึงใช้ผลกระทบทางอารมณ์มาเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกบางสิ่งบางอย่างร่วมด้วย
เรื่องเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยในตัวอักษรคู่นี้คือ Thinking มักถูกมองว่าไร้หัวใจ ไม่มีอารมณ์ความรู้สึก ส่วน Feeling มักถูกมองไม่มีเหตุผล ไร้ตรรกะ ซึ่ง Myers & Briggs Foundation ระบุว่าตามทฤษฎีของพวกเขาแล้ว มนุษย์ทุกคนมีความรู้สึกและมีการใช้ความคิดในการตัดสินใจ Thinking สามารถเป็นคนที่เห็นใจผู้อื่นได้อย่างสุดซึ้ง ส่วน Feeling สามารถเป็นคนที่ตัดสินใจอย่างมีเหตุผลได้เช่นกัน ทว่าการแบ่งเป็นตัวอักษร T และ F วัดมาจากกระบวนการการตัดสินใจของเราว่าตั้งต้นมาจาก ‘เหตุและผล’ หรือ ‘คุณค่า’
หนึ่งในตัวอย่างของคนที่เป็นไทป์ T แต่มีความรู้สึกที่ผู้คนรู้จักกันดีคือ บรูซ แบนเนอร์ (Bruce Banner) หรือ The Hulk ตัวละครจากจักรวาล Marvel บรูซเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่อาศัยตรรกะในการวางแผนและการตัดสินใจ แต่เมื่อเพื่อนร่วมทีมของเขามีปัญหา เขาก็สามารถใช้ความรู้สึกของตัวเองอย่างความโกรธแปลงตัวเองเป็นมนุษย์ยักษ์เขียวเพื่อออกไปช่วยต่อสู้
นอกจากนี้ เรื่องที่มักพบเมื่อพูดถึง Thinking (T) – Feeling (F) คือ การเหมารวมว่าเพศชายต้องเป็น T และ เพศหญิงต้องเป็น F เพราะชุดความคิดในสังคมที่มองว่าเพศชายเป็นเพศแห่งเหตุผล ส่วนเพศหญิงเป็นเพศเจ้าอารมณ์ การเหมารวมนี้ทำให้เกิดการกีดกันและไม่ยอมรับในการตัดสินใจของผู้หญิง
แต่ไม่ว่าจะมีกระบวนการคิดแบบ T หรือ F ล้วนสามารถมีบทบาทในการตัดสินใจได้ เพราะผลของการตัดสินใจที่ดีที่สุดนั้น เกิดจากการตัดสินใจที่ใช้องค์ประกอบหลายส่วนร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบด้านตรรกะหรือคุณค่าก็ตาม
ตัวอย่างคำถามในการทบทวนว่าเราเป็นไทป์ไหน :
✅กระบวนการในการตัดสินใจของเราตั้งต้นจากอะไร
✅เราให้ข้อเสนอแนะ (feedback) กับผู้อื่นอย่างไร
✅เวลาเกิดความขัดแย้งขึ้น เรานำเสนอมุมมองของเราอย่างไร
Judging ไม่เกี่ยวกับการตัดสิน Perceiving ไม่ใช่คนขี้เกียจ แต่เป็นความถนัดในการรับมือ

บล็อกของอดีตที่ปรึกษาในบริษัทรับปรึกษาธุรกิจชื่อดังอย่าง McKinsey & Company ระบุว่า “คนที่เป็น Judging มักจะมีระเบียบและมีการจัดการการวางแผนที่ดีกว่า Perceiving จึงมักได้รับความไว้วางใจให้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับการวางแผน ส่วน Perceiving ไม่มีข้อดี”
ข้อความในบล็อกเมื่อนำมาเทียบกับลักษณะของ Judging (J) – Perceiving (P) ตามตำราของคาร์ลแล้วไม่ถูกต้อง 100% เพราะคาร์ลย้ำเสมอว่าบุคลิกภาพไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าใครดีหรือไม่ดี ซึ่ง J และ P นั้น เป็นตัวอักษรที่ใช้ระบุว่าเรามีบุคลิกภาพแบบไหนประเมินจากกระบวนการรับมือของเราที่มีต่อโลกภายนอกเพียงเท่านั้น
Judging (J) เป็นบุคลิกภาพที่มีความถนัดในการรับมือกับโลกภายนอกโดยอาศัยความแม่นยำจากการวางแผนด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การจัดการตารางเวลา การทำ To Do List และการวางแผน B เป็นแผนสำรองในกรณีที่แผน A ที่วางไว้ไม่ได้ผล
ส่วน Perceiving (P) เป็นบุคลิกภาพที่ใช้ความยืดหยุ่นในการรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ทำให้คนในกลุ่มนี้มีทักษะในการตอบสนองที่ฉับพลัน และไม่ยึดติดกับแบบแผนใดแบบแผนหนึ่งเป็นพิเศษ
เพราะฉะนั้นคนที่เป็น Perceiving สามารถใช้ความยืดหยุ่นเป็นข้อดีในการปรับตัวรับกับสิ่งใหม่ๆ สอดคล้องกับยุคสมัยนี้ที่โลกหมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว หรือถ้าคนไทป์ P จะลองทำ To Do List ก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกเพราะไม่มีกฎข้อไหนของคาร์ลที่ห้าม Perceiving วางแผนชีวิตของตัวเอง
หรือถ้าเป็น Judging ก็ไม่จำเป็นที่จะมานั่งวางแผนชีวิตตัวเองอย่างเคร่งครัด เพราะผลสำรวจจาก Myers & Briggs Foundation ระบุว่ายังมีคนไทป์ J อีกมากที่ปล่อยจอยกับชีวิตและวางแผนเพียงในหัวแบบคร่าวๆ อยู่บ่อยครั้ง ฉะนั้นหากเราเป็นคนไทป์นี้ก็ไม่จำเป็นที่ต้องนั่งเครียดวางแผนชีวิตตัวเองรายวันเพียงเพราะต้องการรักษาความเป็น Judging ของตัวเอง ปล่อยใจและลองเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่เคยวางแผนไว้ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร ต่อให้ล้มเหลวแต่ยังถือได้ว่าเป็นประสบการณ์
ตัวอย่างคำถามในการทบทวนว่าเราเป็นไทป์ไหน :
✅เราจัดการกับเดดไลน์อย่างไร
✅ขั้นตอนในการรับมือกับงานที่ยุ่งยากซับซ้อนของเรามีอะไรบ้าง
อ้างอิง
