ช่วงเช้าเป็น ‘ผอ.’ ตกบ่ายเป็น ‘คนสวน’ : บันทึกไม่ลับของคนหลังรั้ว รร.ขนาดกลาง ในพื้นที่ห่างไกล จ.กาญจนบุรี

“โรงเรียนของเราน่าอยู่..

คุณครูใจดีทุกคน..

เด็กๆ ก็ไม่ซุกซน..

ชอบไป.. ชอบไปโรงเรียน..”

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนยุคไหน เชื่อว่าเมื่อไหร่ที่ได้ยินเพลงนี้ ต่อให้เป็นเพียงทำนอง ก็คงต้องมีร้องตามกันได้บ้าง 

สำหรับเรา (ผู้เขียนที่เพิ่งเรียนจบใหม่ๆ) ก็ไม่ต่างกัน และในทุกๆ ครั้ง เพลงนี้ก็ชวนย้อนกลับไปนึกถึงบรรยากาศโรงเรียนที่เราเคยอยู่ ไม่ว่าจะความทรงจำที่เคยกินอาหารกลางวันในถาดหลุม ประสบการณ์ถูกคุณครูเคี่ยวเข็ญให้ทำสมุดบันทึกความดี หรือตอนหกล้มระหว่างวิ่งเล่นบนสนามหญ้า

แต่ละคนคงจะมีความทรงจำแตกต่างกัน เพราะไม่มีโรงเรียนไหนที่เหมือนกัน ไม่ว่าจะในเชิงพื้นที่ บุคลากร หรือคุณภาพการศึกษา

ช่วงต้นปี ทีม Mutual ได้ฤกษ์งามยามดี ขับรถขึ้นเขา ล้อหมุนไปบนถนนลูกรังจนถึงคอนกรีต เพื่อไปเยือนโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่คนเรียกกันว่า ‘ห่างไกล’ แต่ยังอยู่ในบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี

แต่ละโรงเรียนที่เราไปนั้นไม่ได้กว้างใหญ่มหึมา แต่ก็ไม่ได้เล็กจนเกินไป มีจำนวนนักเรียนนับได้หลักร้อย ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ ‘โรงเรียนขนาดกลาง’ ตามมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นั่นคืออยู่ระหว่าง 120 – 719 คน

เราเก็บบันทึกการไปครั้งนี้ นำมาแบ่งให้ทุกคนได้อ่านกัน ผ่านไดอารี่เล่มเล็ก ที่เก็บบันทึกความทรงจำการเดินทางและสิ่งที่เรามองเห็นผ่านสายตา ได้ยินกับหู สัมผัสกับมือและเท้า  ไม่ว่าจะเป็นชีวิตประจำวันของเด็กๆ ที่เดินเท้ามาโรงเรียนหลักกิโล วิถีชีวิตของคุณครูที่ไม่ได้มีแค่หนึ่งจ็อบอย่างการสอนหนังสือ รวมไปถึงผู้อำนวยการโรงเรียนที่บางครั้งก็ต้องรับบทเป็นคุณรุจ ยามรุจ และป้ารุจ (ใครทันมุกนี้ไม่เด็กแล้วนะ!) แม้จะดูวุ่นวาย หรือเหนื่อย แต่ก็เป็นวิถีชีวิตที่อยู่ในความเป็นโรงเรียนขนาดกลาง และทำให้เด็กๆ ยังเข้าถึงระบบการศึกษาได้

ตอนนี้สมุดบันทึกพร้อมให้เปิดอ่านแล้ว เชิญชวนทุกคนพลิกกระดาษหน้าแรก (หรือไถหน้าจอลงด้านล่าง) และตะลุยไปพร้อมกัน!

ข้าวกล่องเสริมของเด็กกินจุ และข้าวถาดหลุมสำหรับพี่มัธยม

วันแรกต้องตื่นแต่เช้าตรู่ โชคดีที่ยังพอมีเวลาให้งีบพอหายง่วงระหว่างเดินทาง 2 ชั่วโมงเศษๆ ในระยะทาง 65 กิโลเมตร จากที่พักในตัวเมืองทองผาภูมิไปจนถึงเป้าหมาย (เพราะเรามีคนขับรถที่คุ้นเคยเส้นทาง) แต่ความสะลึมสะลือก็ต้องถูกท้าทายด้วยแรงสะเทือนจากถนนลูกรัง กลางหุบเขาเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม อำเภอสังขละบุรี เพราะเรากำลังจะไปกันที่ โรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทน ในเขตหมู่บ้านคลิตี้ล่าง

ขณะที่ต่อสู้กับถนนคดเคี้ยวปนลาดชัน เราก็รีบดาวน์โหลดข้อมูลที่จำเป็นไว้บนมือถือ เพราะยิ่งใกล้โรงเรียนเท่าไหร่ ขีดสัญญาณก็ลดลงเรื่อยๆ  

ถึงจะออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ แต่เราก็มาถึงที่โรงเรียนช่วงเวลาอาหารกลางวัน ทุกโต๊ะเต็มไปด้วยข้าวกล่องหลากสี ที่บรรจุเม็ดข้าวสีขาวอยู่ด้านใน กำลังรอให้มีคนตักไปกินคู่กันกับกับข้าวที่ทางโรงเรียนจัดหาไว้ให้

“ที่นี่เรามีข้าวและกับข้าวให้นักเรียนทุกคน แต่ถ้าใครกินไม่อิ่ม เขาก็ห่อข้าวมาจากบ้านกินเพิ่มได้”

ว่าที่ร้อยโทเจนกวี ศรีเอี่ยม ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทน เล่าว่า ข้าวหม้อใหญ่ที่ทางโรงเรียนจัดสรรให้ตามงบประมาณอาหารกลางวันซึ่งไม่พอสำหรับเด็กทุกคนที่นี่ เพื่อให้ท้องอิ่มพร้อมรับการเรียน และการเดินเท้าไปกลับบ้านโรงเรียน 2 กิโลเมตร เด็กๆ ต้องพกข้าวมากินเพิ่มเติมด้วย

มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปี 2566 ได้ปรับให้โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 121 คนขึ้นไป ได้รับค่าอาหารกลางวัน 22 บาท ต่อนักเรียนหนึ่งคน โดยแจกให้ตั้งแต่นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ลงไป ตามนโยบายการจัดสรรงบประมาณของสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐานของสพฐ.

สำหรับโรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทน ที่มีนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1 ไปจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 259 คน ถือว่าเข้าข่ายเกณฑ์ดังกล่าว แต่งบอาหารกลางวันก็ไม่ครอบคลุมถึงพี่ๆ มัธยมต้น แต่ความตั้งใจของ ผอ. คือ นักเรียนทุกคนต้องได้รับอาหารกลางวันเหมือนกัน

“ถ้าเป็นโรงเรียนมัธยมหลายๆ ที่ เขาอาจไม่ซีเรียสเรื่องอาหารกลางวันไม่เพียงพอ เพราะเด็กเขามีเงินซื้อเองได้ แต่ที่นี่เราต้องแบ่งไปให้พี่มัธยมด้วย เพราะครอบครัวเขารายได้น้อย ถ้าพวกเขาไม่ได้กินแล้วเห็นน้องๆ กิน มันก็เป็นไปไม่ได้”

ผู้ปกครองส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำไร่สวนบนเขา ทำให้ไม่มีเวลาดูแลลูกๆ โรงเรียนก็เลยเป็นเสมือนที่รับฝากและดูแลให้ลูกๆ พวกเขาอิ่มท้อง บวกกับได้รับการศึกษา แต่ฝั่งผู้ปกครองเองก็ช่วยกันส่งข้าวสารมาสนับสนุนโรงเรียน ขณะที่ฝั่งโรงเรียนก็ช่วยกันหาวิธีให้เด็กๆ ทุกคนอิ่มท้อง 

“ผมต้องพึ่งงบจากโครงการอื่นๆ อย่างเช่น เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ปลูกผัก สหกรณ์ร้านค้า หรือขยะรีไซเคิล เพื่อหาเงินมาช่วยสนับสนุนค่าอาหารให้พวกเขาได้รับเท่าเทียมกัน”

ความสำคัญของอาหารกลางวัน ไม่เพียงทำให้เด็กๆ อิ่มท้องและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง บทความปริทัศน์ (review article) ในวารสาร Nutrients ฉบับเดือนมีนาคม ปี 2021 บอกไว้ว่า การเข้าถึงอาหารกลางวันของโรงเรียนที่มีคุณภาพ มีแนวโน้มทำให้นักเรียนได้รับโภชนาการที่ดีต่อการเจริญเติบโต มากกว่าการพึ่งพาอาหารจากผู้ปกครอง เพิ่มประสิทธิภาพในการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน และเพิ่มความสามารถในการจดจ่อกับบทเรียนที่สูงขึ้น เพราะไม่ต้องเสียสมาธิจากการแสบท้องยามหิวโหย

โรงเรียนขนาดกลาง เป้าหมายระหว่างทางของครูโรงเรียนขนาดเล็ก

“ครูข้าราชการ 11 คน ทำเรื่องย้าย ได้ย้ายกันทั้ง 11 คน”

ก่อนที่ ผอ.เจนกวี จะมาทำงานที่รร.บ้านทุ่งเสือโทน ขาดคนนั่งเก้าอี้ผอ. เป็นเวลาสองเดือน และเป็นช่วงเวลาครูที่บรรจุเป็นข้าราชการแล้วทำเรื่องย้ายเกือบทั้งหมด ย้ายไปโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่กว่า เหลือไว้แต่เด็กๆ ตาแป๋ว และครูที่ยังไม่ได้บรรจุ 

“เวลาครูข้าราชการทำเรื่องย้ายโรงเรียน เขาวัดผลกันจากจำนวนเด็กที่เคยสอนในโรงเรียนเดิม ซึ่งถ้าเทียบที่นี่กับอำเภอใกล้เคียง รร.บ้านทุ่งเสือโทน ถือว่ามีจำนวนนักเรียนเยอะกว่ามาก เพราะฉะนั้นครูที่ย้ายขึ้นมาที่นี่ เขาย้ายมาจากโรงเรียนที่มีนักเรียนประมาณหกสิบคน เพื่อเตรียมย้ายไปโรงเรียนใหญ่ต่อ”

จำนวนครูในรร.บ้านทุ่งเสือโทน ตอนนี้มีอยู่ 15 คน มากกว่าครึ่งเป็นครูที่ยังไม่ได้รับการบรรจุ และเป็นคนจากต่างพื้นที่ ตอนนี้ทางโรงเรียนยังต้องการบุคลากรเพิ่มอีก 4 คน จึงจะเต็มอัตราการว่าจ้างครูตามสูตรการคำนวณอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กำหนด แต่การเป็นโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ก็ทำให้ทุ่งเสือโทนไม่ใช่จุดหมายในฝันของคุณครูที่สมัครเข้ามา 

“มีครูที่เรามั่นใจว่าจะไม่ย้ายกี่คน” เราถามผอ. 

“ไม่มีเลย” ผอ.ตอบ


เพื่อป้องกันปัญหาครูคนเดียววนสอนกันหลายวิชา หรือรวมสอนนักเรียนควบระดับชั้น ซึ่งครูต้องใช้แรงกายและใจมหาศาล จนอาจนำไปสู่ปัญหาครูย้ายออกจากโรงเรียน ผอ.จึงรับมือด้วยการสมัครเข้าร่วมโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่มอบทุนให้กับคนในท้องถิ่น ที่ฝันอยากกลับมาเป็นครูในท้องถิ่นของตัวเอง และมีความคุ้นเคยกับชุมชน

วันที่เราไป เป็นเวลาพอดีกับช่วงที่ นุชปรียานุช ปกรณ์ชุติวงศ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 จากมหาวิทยาลัยราชภัฎกาญจนบุรี เป็นครูฝึกสอนชาวกะเหรี่ยงในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นแรก และเตรียมบรรจุเป็นครูเต็มตัวที่นี่ปีนี้

“ส่วนที่ทำให้เราสนุกกับที่นี่ คือ การได้พูดภาษากะเหรี่ยงกับคนในชุมชน เวลาหนูเหงาๆ ก็เดินไปคุยเล่นกับลุงๆ ป้าๆ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว”

การเป็นคนในพื้นที่ ก็ช่วยทำให้นุชอยากอยู่ที่ทุ่งเสือโทนต่อไป เป็นครูของเด็กๆ  ควบคู่ไปกับการพัฒนาบ้านเกิด

ครูคือเรือจ้าง (ที่รับเหมาทุกตำแหน่งในโรงเรียน)

ก่อนจากโรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทน เรามาเดินสำรวจโรงเรียนทิ้งท้าย และเก็บภาพบรรยากาศให้มากที่สุด เพราะไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสได้มาเยือนอีกไหม  การเป็นแขกแปลกหน้าที่ไม่มีใครในโรงเรียนคุ้นเคย ความเคอะเขินทำให้ไม่มีใครกล้าเดินมาทักพวกเรามากนัก นอกเสียจากว่าเราเดินไปคุยกับพวกเขาเอง 

จนเวลาผ่านไปสักพักใหญ่ ถึงได้ยินเสียงคนเดินมาพูดด้วย

“เดินดูกันไปนะ.. เดี๋ยวไปตัดกิ่งไม้กับเด็กๆ ก่อน”

เจ้าของเสียงนี้ คือ ชายสวมชุดที่เหมาะกับกิจกรรมที่เขากำลังไปทำ นั่นก็คือการทำสวน อุปกรณ์ในมือก็ยิ่งทำให้แน่ใจว่าเขาต้องไปทำสวนแน่ๆ แต่แว้บแรกเรายังมองไม่ออกว่าเป็นใคร จนเห็นใกล้ๆ ถึงได้รู้ว่าเขา คือ คนสวมชุดกากีที่เราเพิ่งคุยกันไปก่อนหน้านี้… ผอ.เจนกวี!

ถ้าใครดูซิตคอมเนื้อคู่ประตูถัดไปแล้วรู้สึกว่า คุณรุจมีความสามารถหลากหลายแล้ว

เราอยากให้มาดูครูในรั้วบ้านทุ่งเสือโทนกันก่อน เพราะนอกจากหน้าที่สอนหนังสือ พวกเขาสามารถทำได้ (และได้ทำ) ตั้งแต่เผาขยะ ตัดกิ่งไม้ เสิร์ฟน้ำชากาแฟ ล้างห้องน้ำ บัญชี ธุรการ พัสดุ ไปจนถึงงานประสานสัมพันธ์กับชุมชน

ไม่เว้นแม้แต่ผู้อำนวยการ!

ครูต้องรับบทเป็น ‘พ่อแม่จำเป็น’ 

เรานั่งรถลงมาจากหุบเขา ถนนเริ่มเปลี่ยนจากดินลูกรังไปเป็นลาดยาง วิวไม้ป่าเริ่มลดลง ถูกแทนที่ด้วยบ้านและร้านอาหารขนาดย่อมติดถนนใหญ่ ทำให้รู้ว่าหลังจากเดินทางมา 70 กิโลเมตร ตอนนี้เรากำลังเข้าใกล้โรงเรียนเป้าหมายต่อไป นั่นคือ โรงเรียนบ้านจันเดย์ เขตตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ

แสงแดดอ่อนๆ ยามบ่าย ส่องลงมาต้อนรับพวกเราที่หลบใต้หลังคารถตู้มานาน อีกคนที่เดินมาต้อนรับเราอย่างอบอุ่นไม่แพ้กัน คือ ทัช–วรรณกร บวรวัชรเดชา นักศึกษาฝึกสอนโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น จากมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี เพื่อนสนิทของนุช

เขาไม่ได้อยู่คนเดียว แต่ถูกรายล้อมไปด้วยเด็กๆ รร.บ้านจันเดย์ ที่กำลังเล่นโดดยาง หรือปาบอลกัน ระหว่างที่รอรถรับ-ส่งนักเรียนมารับกลับบ้าน 

เราทักทายกันได้ไม่นาน เด็กๆ ก็มาชวนทัชเข้าร่วมวงเล่นสนุก ความซี้ปึ้กระหว่างครูและเด็กเป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครมาเห็นก็สังเกตได้ เราเลยชวนทัชไปนั่งคุยต่อในประเด็นนี้ พักเหนื่อยจากการเล่นก่อน

“เราเป็นเหมือนพ่อแม่เด็กที่คอยดูแล และทำทุกอย่างช่วยเหลือพวกเขา 

“ตอนเช้าผมตื่นมาเตรียมนม ขนมปัง ให้เด็กอนุบาลตั้งแต่เวลา 6.30 น. เพราะผู้ปกครองของพวกเขาต้องรีบไปทำงานแต่เช้า เด็กส่วนใหญ่เลยไม่ค่อยได้กินข้าวมาจากบ้าน แต่รอมากินที่นี่”

ทัชอาศัยอยู่ในบ้านพักครูของโรงเรียน เดินไม่กี่ก้าวถึงอาคารเรียนหลัก การตื่นมาเตรียมอาหารแต่เช้า หรือประชุมเตรียมแผนการสอนกับโรงเรียนจนดึก จึงไม่มีปัญหาเรื่องการเดินทางกลับบ้าน

“เตรียมอาหารเช้าเสร็จ ก็สอนเด็กอนุบาล ขายของที่สหกรณ์ หรือบางครั้งครูคนอื่นมีธุระต้องออกไปข้างนอก เราไปสอนชั้นประถม หรือสอนวิชาพละแทนก็มี บางทีเด็กๆ เล่นกีฬากว่าเราอีก (หัวเราะ)”

จำนวนเด็กตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 2 ไปจนถึงประถมศึกษาปีที่ 6 มีทั้งหมด 135 คน กับครูคนหนึ่งที่สอนหลายระดับชั้น ทำให้พวกเขายิ่งสนิท และคุ้นเคยกันและกัน แต่จุดร่วมสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างพวกเขา คือ การเป็นชาวชาติพันธุ์

ทัชเป็นชาวชาติพันธุ์ ที่พ่อเป็นคนมอญ แม่เป็นคนพม่า คล้ายกันกับเด็กๆ ส่วนใหญ่ในโรงเรียนที่มาจากครอบครัวมอญ พม่า และกะเหรี่ยง เป้าหมายของการเรียนการสอนของ รร.บ้านจันเดย์ จึงไม่ได้เน้นไปที่ความรู้ทางด้านวิชาการ แต่ให้ความสำคัญกับทักษะในการใช้ชีวิต ซึ่งสำคัญกับเด็กในละแวกนี้มากกว่า

“ที่เราสอนทุกครั้ง คือ ความถูกผิด ความรับผิดชอบ ระเบียบวินัย คุณธรรมจริยธรรม ฟังดูยาก แต่อนุบาลสอนง่ายมาก เราจะพูดให้เขาทำ อย่างการวางรองเท้าให้เป็นระเบียบ เราก็ให้เขาทำซ้ำๆ ทุกวันเขาก็จะจำ ให้เขาทำเอง เราเป็นผู้ชี้แนะให้เขามากกว่า”

โรงเรียนไม่ใช่แค่ที่ถ่ายทอดความรู้ แต่ทำให้เด็กมองเห็นอนาคตตัวเอง 

โรงเรียนบ้านดงโคร่ง เป็นโรงเรียนแห่งสุดท้ายที่เราไป ตั้งอยู่ในเขตตำบลหินดาด อำเภอทองผาภูมิ 

“สวัสดีค่ะ มาทำอะไรกันคะ”

ท่ามกลางเสียงท่องบทอาขยานของเด็กๆ ในห้องเรียน วัณทิพย์ภรณ์ ขาวผ่อง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดงโคร่ง เดินออกมาทักทายเรา 

“โรงเรียนเราตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็กสุดของตำบล มีเด็กเข้ามาเรียนไม่เคยถึงร้อยคน จึงไม่เคยเป็นโรงเรียนขนาดกลางเลย มันยากมากในการบริหารพัฒนา การศึกษาก็เลยไม่มีคุณภาพ จนกระทั่งเราเข้ามาอยู่ถึงเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง”

ผอ. เล่าภูมิหลังโรงเรียนบ้านดงโคร่งให้เราฟังคร่าวๆ ว่า ที่นี่เคยเป็นโรงเรียนขนาดเล็กมาก่อน ตอนนั้นไม่มีแม้แต่กำแพงโรงเรียน หรือประตูฟุตบอลให้นักเรียนเล่นกีฬา แม้จะมีจำนวนเด็กไม่มาก แต่งบประมาณที่ได้ ยังไม่เพียงพอต่อการพัฒนาโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพได้ 

“ถ้าไม่มีขุนศึก เรารบยังไงก็ไม่สำเร็จ”

ขุนศึกที่ว่า ผอ.หมายถึงคุณครู ซึ่งเมื่อก่อนยังมีจำนวนน้อยกว่าห้องเรียน เธอจึงวางแผนเพิ่มขนาดโรงเรียนขึ้นมาเป็นขนาดกลาง ทำเรื่องขอเด็กนักเรียนจากที่อื่นมาเรียนที่นี่ จนได้รับงบประมาณและบุคลากรเพิ่มจนครบทุกชั้นเรียน

“พอครูครบชั้น ระบบการศึกษาดีขึ้น การพัฒนาเด็กก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อก่อนโรงเรียนไม่เคยอยู่ในสายตาใครเลย แต่ล่าสุดเราได้แชมป์สตรีทฟุตซอลประเทศไทยในราชินูปถัมภ์ จากสมาคมโอลิมปิก ตอนนี้ที่นี่กลายเป็นที่รู้จัก ครูที่มาบรรจุก็เกิดความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนา”

ผอ.เล่าว่า ผู้ปกครองของเด็กๆ ที่นี่ ประกอบอาชีพชาวไร่ชาวสวน ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถซื้อรองเท้ากีฬาคู่ละหลายร้อยให้ลูกได้ เบื้องหลังรอยยิ้มที่ภาคภูมิใจของเด็กๆ จึงเป็นโอกาสที่เธออยากส่งต่อ ออกเงินส่วนตัวบางส่วนช่วยซื้ออุปกรณ์กีฬา เพื่อทำให้เด็กๆ มีความทรงจำที่ภูมิใจในตัวเอง ที่ได้จากโรงเรียนนี้

“อยากให้เด็กมีอนาคต ได้เรียนสูงๆ ศึกษาต่อทุกคน เด็กมีความสามารถด้านไหนเราก็จะส่งเสริมไปด้านนั้น ที่นี่ไม่ได้เรียนอย่างเดียว เราส่งเสริมในด้านอาชีพ จะทำขนม งานฝีมือ เราก็ให้เขาทำสิ่งที่ชอบเลย ส่งเสริมให้เขามีอาชีพติดตัว”

อ่านมาจนถึงตรงนี้ ท่ามกลางโมเมนต์น่ารักๆ หรือเหตุการณ์แปลกๆ ตลกร้าย อาจมีบางเหตุการณ์ที่หลายคนเคยเจอกับตัวมาบ้างในอดีต แต่ปัญหาในโรงเรียนขนาดกลาง (ไปจนถึงขนาดเล็ก) ยังคงมีให้เห็นอยู่จนปัจจุบัน จากที่เราเพิ่งไปสัมผัสมาจากพื้นที่ห่างไกล ในจังหวัดกาญจนบุรี 

โรงเรียนเป็นเพียงก้าวแรกของเด็กๆ อนาคตของชาติ ที่กำลังจะเติบใหญ่มาใช้ชีวิตอยู่ในโลกความเป็นจริงอันแสนโหดร้าย (แน่นอนว่ามีเรื่องดีบ้างแหละน่า) การดูแลพวกเขาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมตั้งแต่ต้นลม ยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่พวกเราต้องใส่ใจ และพึ่งการร่วมมือจากทุกๆ หน่วยงาน ในการประคับประคองให้พวกเขาลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อความฝันของพวกเขา และได้รับโอกาสลองผิดลองถูกอย่างที่เด็กคนหนึ่งควรจะได้รับ

วันนี้ที่เรายังวิ่งไล่ตามฝันกันอยู่ได้ ก็คงเป็นเพราะแรงกระเพื่อมเล็กๆ จากคนอื่นที่เราอาจมองไม่เห็นเหมือนกัน

อ้างอิง