‘ขอเป็นคนโลกสวยในพื้นที่สีแดง’ คุยกับกลุ่ม Melayu Living เมื่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังคงอยู่คู่ปลายด้ามขวานไทย

18 

คือ ตัวเลขจำนวนปีที่คนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ‘พิเศษ’ ที่ชื่อว่า พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือพ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยมีเหตุผลหลักๆ เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ และคาดว่าน่าจะยังคงอยู่ภายใต้พ.ร.ก.อีกต่อไป ผ่านการต่ออายุของคณะรัฐมนตรีภายใต้การบริหารโดยนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน 

18 ปี นานพอสำหรับคนช่วงอายุหนึ่งเติบโตจากทารก สู่ผู้มีวุฒิภาวะ

18 ปี นานพอที่จะเป็นช่วงเวลาของการเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ จนตัดสินได้ว่าประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลว

18 ปีของสามจังหวัดชายแดนใต้นาน ‘พอ’ หรือยัง 

มองในมุมคนนอก เรื่องพื้นที่สีแดงกลายเป็นเรื่องปกติที่ไกลตัว และเพื่อตอบคำถามของการมีอยู่ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ดีที่สุด เราจึงไม่ลังเลที่จะติดต่อกับ Melayu Living กลุ่มสถาปนิกในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ที่มารวมตัวกันตั้งแต่ปี 2558 โดยนิยามตัวเองว่ามีขึ้นเพื่อส่งเสริมงานสร้างสรรค์ (Creative)ในพื้นที่สีแดง ไม่ว่าจะเป็นการจัด Halal tourism ที่เน้นให้ชาวบ้านได้ออกมาค้าขายอาหารพื้นถิ่นที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ บริเวณกรือเซะ หรือการจัดงานการออกแบบพื้นที่ ‘อา-รมย์-ดี’ เพื่อนำเสนอย่านเมืองเก่าของปัตตานีผ่านถนน และพยายามพัฒนาเมือง โดยใช้งานสร้างสรรค์เปลี่ยนภาพจำของ 3 จังหวัดชายแดนใต้

“จริงๆ ผมก็ยังไม่เห็นข้อดีของมันนะ 

“เราอยู่ในพื้นที่พิเศษ ที่ไม่ได้ต้องการกฎหมายพิเศษ” 

ราชิต ระเด่นอาหมัด และฮาดีย์ หะมิดง ผู้ร่วมก่อตั้ง Melayu Living ตอบคำถามที่ถามว่าในมุมของคนพื้นที่ปัตตานี กฎหมายพวกนี้ส่งผลอะไรต่อพวกเขาบ้าง?

จากมุมของคนในต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ยาวนานถึง 18 ปี 

นอกจากพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จังหวัดชายแดนใต้ ก็ยังมีกฎหมายพิเศษอื่น คือ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551

โดยจุดเริ่มต้นของการประกาศความพิเศษ ‘ปาตานี/จังหวัดชายแดนภาคใต้’ มาจากเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงต่อเหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่ที่เริ่มรุนแรงขึ้นเมื่อปี 2547  

ราชิต : ข้อดียังนึกไม่ค่อยออกเท่าไร (หัวเราะ) เรามาดูข้อเสียเลยก็ได้ อย่างแรกเราไม่ได้เห็นด้วยกับเรื่องนี้ มันคือการลดทอนการเรียกร้องสิทธิ์ แน่นอนที่เขาบอกว่ามันมีคนผิดอยู่ในพื้นที่ เขาเลยต้องจําเป็นต้องใช้กฎ แต่ถามว่าคนที่ไม่ได้รู้อีโหน่อีเหน่ หรือคนบริสุทธิ์ที่โดนผลกระทบกับเรื่องนี้ ทางการก็ไม่ได้มีมาตรการป้องกันอะไรที่มันดีพอ 

ฮาดีย์ : มันก็ตอบยาก เพราะว่าย่านหรือพื้นที่ที่เราทํางานมันอยู่ใจกลางเมือง ซึ่งในระยะหลังก็ไม่ได้เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมาก แต่ที่น่าจะเห็นพ้องต้องกันคือจริงๆ เราก็ทํางานเพื่อที่อยากได้ความปกติสุขนี่แหละ เพื่อให้เห็นภาพชีวิตอันปกติของของผู้คนที่นอกเหนือไปจากสถานการณ์ต่างๆ 

ทีนี้พอมาถามถึงเรื่องความพิเศษทั้งหลาย มันมีความพิเศษตั้งหลายแบบที่มันลงมาทางนี้ แต่ความพิเศษมันก็คือความพิเศษ ใช่ไหม มันก็คือสถานการณ์ที่มันไม่ปกติ ไม่ว่ามันจะเป็นกฎหมาย หรือว่ามันจะเป็นการทํางาน หรืออะไรก็ตามแต่ คือในมุมส่วนตัว ถ้ามันอยู่ในภาวะปกติได้เท่าไหร่ มันก็ดี เพราะว่าการทํางานในภาวะที่ไม่ปกติแน่นอนมันก็มีอุปสรรคอยู่แล้ว การมีชีวิตอยู่ในภาวะที่ที่ไม่ปกติมันก็ไม่ปกติอะ 

ทีนี้เราคิดว่าระยะหลังๆ สถานการณ์ก็เข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น แต่อย่าใช้คําว่า ‘เข้ารูปเข้ารอย’ เลยจะดีกว่า เรียกสถานการณ์มันลดลงจากเมื่อก่อนไปเยอะมาก ทีนี้ไอ้ตัวความพิเศษบางอย่างที่ยังมีอยู่ ก็เลยเป็นคําถามที่หลายๆ คนคงถามว่าแล้วจะเอายังไงต่อ? แล้วเมื่อไรมันจะเดินทางเข้าสู่ภาวะปกติได้ละ

ชีวิตจะปกติเมื่อมันเป็นปกติ ไม่ต้องมีอะไรมาพิเศษเพิ่มเติม เห็นได้ชัดๆ ที่สิ่งนี้ส่งผลต่อชีวิตเรา คือ การเดินทางมันไม่ได้ง่ายเพราะว่ามีด่านอยู่ทุกที่ แล้วก็จะมีฝ่ายความมั่นคง ซึ่งมีส่วนร่วมในหลายๆ อย่าง แต่ด้วยความที่เราอยู่ในเมืองได้รับผลกระทบจากพวกนี้ ไม่ได้มากเท่ากับคนที่อยู่นอกเมือง เขาจะได้รับผลกระทบจากชีวิตที่ค่อนข้างชัดเจน

สิ่งที่มันไม่ปกติอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในเรื่องของกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม มันไม่ได้ใช้มาตรการปกติ จะใช้กฎหมายพิเศษในการบังคับใช้ ซึ่งถ้าตามข่าวก็จะเห็นได้ มีข้อถกเถียงกันเยอะมากด้วย ผมเองเป็นคนอยู่ในพื้นที่ก็เห็นข่าว เห็นผู้คนที่ถูกจับเพราะอย่างนี้ประมาณหนึ่ง คนถูกละเมิดสิทธิ์จากการใช้มาตรการแบบนี้ เราเห็นสภาพที่เป็นอยู่ชัดเจน

แล้วสำหรับงานสร้างสรรค์ที่กลุ่ม Melayu Living กำลังทำงานกับมันอยู่ ‘กฎหมายพิเศษ’ ส่งผลมากน้อยแค่ไหน 

ฮาดีย์ : ต้องเข้าใจก่อนว่าสามจังหวัดชายแดนใต้มี 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ ความพิเศษของกฎหมาย และอย่างที่สองพื้นที่มันถูก left behind ถูกทิ้งไว้ ถ้ากลับมาดูในเชิงตัวเลข หรือในเชิงสถิติ ที่นี่จนที่สุดในประเทศ หลายสิ่งหลายอย่างถ้านับเป็นอันดับมันจะอยู่หลังสุดเลย

สิ่งเหล่านี้ทำให้คนไม่สามารถมองทะลุพื้นที่เข้ามาได้ แล้วงานที่เราทำหยิบยกเอาบางเรื่องออกมาสื่อสาร เช่น เกลือหวานของปัตตานี มันเลยกลายดูเป็นเรื่องแปลกใหม่ แต่มุมของผมเองคิดว่าสิ่งนี้ก็คล้ายๆ กับหลายๆ ที่นะ หลายๆ ชุมชนที่มีเรื่องราวของตัวมันเอง มีต้นทุนบางอย่างของตัวเอง 

ที่นี่มีความพิเศษหลายอย่างที่ไม่ถูกหยิบมาเล่า เพราะถูกโฟกัสอยู่ที่ความพิเศษเดียว ทั้งๆ ที่ก็น่าจะเล่ากันได้เป็นเรื่องปกติ ถ้าถามเราก็คงตอบว่า บรรยากาศพิเศษแบบนี้แหละที่มันไม่มีบาลานซ์ 

ราชิต : ในด้านของการทำงานเราเลือกที่จะไม่ทำบางประเด็น เช่น การเมือง ศาสนา ความมั่นคง ฯลฯ จะบอกว่าโลกสวยก็ไม่ผิด แต่เราแค่รู้สึกว่า มันมีคนที่ถนัดเรื่องพวกนี้อยู่แล้วในพื้นที่ เราเลยเลือกที่จะทําอะไรที่เป็นเรื่องปกติอื่นๆ มากกว่า คือความรุนแรงความไม่สงบมันเป็นเปอร์เซ็นต์ส่วนหนึ่งที่อยู่ในพื้นที่ เราก็เลือกที่จะพูดถึงด้านอื่นๆ 

ที่ทํางานมา 7 – 8 ปีก็มีกระทบบ้างนิดหน่อย กระทบอารมณ์แบบหงุดหงิดใจ น่ารําคาญมากกว่า แต่ไม่ได้ทําให้เรารู้สึกว่าต้องหยุดทํางาน หรือมีใครมาขวางนะ พอเราดูภาพกว้างของพื้นที่ สิ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างหนึ่ง คือ มีโครงการมาลงเยอะมาก แล้วก็เป็นโครงการละลายแม่น้ำทั้งนั้นเลย

คือมีการชูประเด็นเรื่องสันติภาพเพื่อที่จะได้งบมา แล้วก็ทําโปรเจกต์อะไรไม่รู้เยอะแยะเต็มไปหมด เป็นโปรเจกต์ที่ทำซ้อนทับกันไปเรื่อยๆ ทําแล้วก็หายไป โครงการใหม่มาก็ทําวนอยู่แต่เรื่องสันติภาพ เรื่องของความไม่สงบอยู่ตลอดเวลา พอยิ่งเป็นแบบนี้เรารู้สึกว่าไม่ค่อยอยากเข้าไปยุ่งกับอะไรพวกนี้ ขอเป็นคนโลกสวยดีกว่า อีกอย่างหนึ่งเจตนาเรา คือ ทําอะไรแล้วมันไม่ได้ไปหมิ่นเหม่ หรือไปสอดไส้ เพราะมันจะจัดงานไม่ผ่าน ทางการเขาต้องเช็คอยู่แล้วว่าในทีมงานมีใครบ้าง มาจากไหน ทําอะไร

กลับมาพูดถึงงานสร้างสรรค์ในพื้นที่บ้าง ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว? 

ราชิต : เราทํางานสร้างสรรค์อยู่แล้วก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราอิ่มกับสิ่งที่เรามีอยู่ เราก็เลยเหลือที่จะมาทํางานนี้ ทุกคนที่มาทํางาน คือ มีความแร้นแค้น เราไม่ได้มีฐานะ ไม่ได้มีทุนอะไรของกลุ่มเลย มันคือการทํางานด้วยความอยากทําล้วนๆ ถ้าหยิบโมเดลธุรกิจมาดูคือล้มเหลวแน่นอน กลุ่มนี้ไม่ใช่กลุ่มที่มีรายได้ หรือต้องอยู่ยั่งยืนต่อยอดไปเป็นองค์กรนู่นนี่นั่น มันคือกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ชอบงานสร้างสรรค์ในพื้นที่มารวมตัวกัน

ตลอด 7 – 8 ปีที่เราทำงาน เราเห็นตลอดว่ามีคนทํางานขับเคลื่อนสิ่งนี้ในพื้นที่ตลอดเวลา ไม่ได้หายไป แต่ที่ดูเหมือนเงียบไปเพราะว่ามีเรื่องของความไม่สงบ หรือเรื่องอื่นๆ มากลบ เลยทําให้พื้นที่มีความเอนเอียงไปทางความรุนแรงมากกว่า แต่ช่วงหลังๆ ที่สถานการณ์เริ่มซาลง เรายิ่งเห็นคนทํางานสร้างสรรค์มากขึ้น แต่จริงๆ มันเท่าเดิมแหละ ไม่ได้มากขึ้นหรือน้อยลง จะเป็นแบบนี้อยู่เรื่อยๆ จะถอยไป 50 ปีหรือ 100 ปีที่แล้ว ก็จะมีคนแบบนี้อยู่ในพื้นที่สามจังหวัด

ฮาดีย์ : ถ้าจะเสริมก็คือในพื้นที่มีต้นทุนในการทํางานสร้างสรรค์ เราคิดว่าเครื่องมือมันมีอยู่แล้ว  คนที่อยากเสพอยากดูก็มีอยู่เรื่อยๆ เราคิดว่าคนทำงานเองก็อยากจะหา approach หาวิธีใหม่ๆ ในการบอกเล่างานออกแบบ หรืองานสร้างสรรค์ 

ถ้าถามว่าความตื่นตัวมีเยอะไหม เราเชื่อว่าด้วยโลเคชั่นที่ตั้งของพื้นที่สามจังหวัด วัฒนธรรมที่มันคือการผสมผสานข้ามไปข้ามมา คนที่นี่เลยจะยืดหยุ่นและคิดในเชิงวัฒนธรรม คนจะรู้จักหลายๆ วัฒนธรรม งานสร้างสรรค์เลยเป็นส่วนหนึ่งของผู้คนที่นี่ด้วย ใครทําอะไรคนก็พร้อมจะเสพ

อย่างที่บอกว่ากลุ่มเราทํางานบนข้อจํากัด คือ เราทํากันเอง แล้วเพราะมันมีข้อจํากัดบางอย่างด้วย ถ้าบรรยากาศมันสบายกว่านี้ งานเราอาจจะออกมาอีกแบบหนึ่งก็ได้ เราก็อยากให้มันสบายอยู่นะ อยากให้มันรุ่มรวย เราเชื่อว่าที่นี่มันรุ่มรวยไปด้วยวัฒนธรรมอยู่แล้ว ถ้ามันรุ่มรวยอย่างอื่นด้วยก็คงจะดี

ถ้าที่นี่ไม่มีคําว่า ‘พิเศษ’ ต่อท้าย เราเคยมองภาพไหมว่าอยากทํางานถึงขั้นไหน

ราชิต : ตอนตั้งกลุ่มทำงานแรกๆ เราไม่ได้ตั้งต้นว่า จะเอาเรื่องความรุนแรงมาเป็นตัวขับเคลื่อนให้เราต้องทําเรื่องต่อสู้ หรือมาตะโกนแข่งกัน เพียงแต่ว่ามันเกิดขึ้นในจังหวะเวลานั้นพอดี คนเลยมองว่างานของเราพยายามกลบเสียงนั้นหรือเปล่า จริงๆ ก็ไม่ เราทําของเราไปเรื่อยๆ ตอนนั้นยังคุยกันเลยว่าทำงานสัก 5 ปีก็พอแล้วมั้ง 5 ปีก็หยุด แก่แล้วเหนื่อยแล้ว ไม่ได้มองถึงความยั่งยืนที่กลุ่มจะต้องมีพลังมากขึ้น เพราะเรารู้สึกว่า มันมีกลุ่มแบบนี้อยู่ในเมืองเต็มไปหมด คนภายนอกอาจจะมองว่าในช่วงเวลา 50 ปีที่แล้ว สถานการณ์แบบนี้คนมันจะมาทํางานสร้างสรรค์ได้ยังไง ในเมื่อเมืองเต็มไปด้วยความไม่สงบ มันก็เหลือเชื่อนะ 

เรื่องหนึ่งที่เราเคยเจอ คือ คนประเภทตีโพยตีพายบ่นโน่นบ่นนี่ท้อแท้ เรารู้สึกว่าน่ารําคาญ คือคุณก็ไม่ลุกมาทําอะไรสักอย่างเลย คุณก็ได้แต่พูดอยู่นั่นแหละ แต่เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราอยากทํา เราก็ทําของเรา ทําไปเรื่อยๆ อาจมีคนกลุ่มหนึ่งที่หยิบประเด็นความรุนแรงมาทำงานเป็นเวทีเสวนา หรือบทสนทนา เราก็โอเคนะ แล้วก็เชื่อในสิ่งที่เขาคุยด้วย มันต่างคนต่างทํางานในสิ่งที่ตัวเองถนัด แต่เราก็รู้สึกว่าไม่ได้มีพลังมากพอที่จะต้องอยู่ไปนานๆ มันอาจจะหมดพลังภายในเร็วๆ นี้ก็ได้ แล้วสลายตัวไป แต่เราเชื่อว่ามันจะถูกเก็บเป็นบันทึกไว้ว่าเราเคยทําอะไร เราไม่ใช่พวกบ่นแล้วก็ไม่ทําอะไร เราเลือกที่จะทํา เพราะเรามีความสุขกับอะไรแบบนี้

ฮาดีย์ : เราทํางานเหมือนที่หลายคนบอก ทํางานในเชิงโลกสวย ถามว่ามันจะมีคนที่ทําแบบเดียวกันกับเราเยอะไหม เหมือนที่ตอบไปเมื่อกี้ว่าที่นี่มันมีต้นทุนทางวัฒนธรรมอยู่แล้ว ถ้ามันไม่มีความพิเศษแบบนั้นก็คงมีคนทํางานเยอะขึ้นกว่านี้ เราคิดว่ามีคนที่อยากทํางานสร้างสรรค์อยู่ทุกๆ ที่ มีคนจํานวนหนึ่งที่อยากหยิบเรื่องเล่าของตัวเองมาเล่า 

ในพื้นที่ปัตตานีมีกลุ่มทำงานสร้างสรรค์มากน้อยขนาดไหน

ราชิต : มันเพิ่มขึ้นนะ เราคิดว่าจํานวนที่มีตอนนี้เยอะอยู่ มีทั้งศิลปินเดี่ยว หรือเป็นกลุ่มที่รวมตัวกันอย่างเช่นกลุ่มปาร์ตี้แกลเลอรี เป็นกลุ่มอาจารย์ที่เป็นศิลปินในพื้นที่มารวมกันทําปัตตานีอาร์ตสเปซ (Patani Artspace) จะมีรุ่นต่อไปที่โตขึ้นมาเรื่อยๆ มาขับเคลื่อนงานสร้างสรรค์ เรารู้สึกว่าสิ่งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องบรรยากาศเมือง ปัตตานีเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ แล้วแต่ว่าคุณจะมองด้วยเลนส์แบบไหน ถ้าคุณมองด้วยเลนส์ความรุนแรง โอ้โห ก็จะเห็นแบบสุดขั้ว หรือเลนส์งานสร้างสรรค์เองมันก็สุดขั้วเหมือนกัน 

เราก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าที่นี่มีคนทํางานสร้างสรรค์เยอะ แล้วก็เป็นงานที่ดีด้วย ไม่ใช่งานประเภทฉาบฉวย มันคือการมองลึกลงไปในทุนวัฒนธรรมเดิมที่มีอยู่ แล้วก็หยิบเอามาเป็นแรงบันดาลใจ ที่นี่มีทุนให้หยิบใช้เต็มไปหมดเลย อันนี้ไม่อยากบอกว่าเป็นข้อดี แต่อยากให้รู้สึกว่าความที่เมืองมีอะไรให้หยิบมาใช้เยอะมากๆ ศิลปินเองก็ทํางานสนุก ถ้าให้ยกตัวอย่าง เช่น งานเซรามิก เราไม่ได้หยิบเรื่องของความไม่สงบมาเป็นแรงบันดาลใจ แต่หยิบความเป็นวิถีชุมชน ศาสนา มาเป็นประเด็นในการเล่าเรื่องผลิตภัณฑ์ได้ ซึ่งเล่าได้เรื่อยๆ ไม่มีวันจบ หรือช่างภาพบางคนเล่าเรื่องวิถีของชุมชน เล่าเรื่องความเรียบง่ายของพื้นที่ ก็จะมีเสน่ห์ของมัน

ขอเป็นคนโลกสวยในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ 

ราชิต : เป็นจุดประสงค์หนึ่ง คือเราไม่ได้รู้สึกว่าต้องเติบโตด้วยสเกลงานที่ทำ เราอยากทํางานแล้วยังมีกลุ่มคนที่เราสื่อสารด้วยแล้วเขาเข้าใจว่าเราทําอะไร เขาไปด้วยกันกับเรา ก็คือเยาวชนคนรุ่นใหม่ อันนั้นเป็นเป้าหมายของเรามากกว่า

อย่างงาน Pattani decode ที่เล่าเรื่องเมืองปัตตานี ตอนจัดงานครั้งแรกเราลงลึกไปว่า มันไปอิมแพคกับใครบ้าง ใครได้รับผลกระทบจากสิ่งนี้ หรือการจัดงานครั้งที่ 2 คือ การตั้งคําถามว่า แล้วมีใครมาแก้ปัญหาสิ่งเหล่านี้ได้บ้าง เพราะเราเองก็ไม่อยากจะอยู่นิ่งๆ ทําแต่เรื่องเดิมๆ อยากจะลองขยับหรือลองเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการทํางานสร้างสรรค์ในพื้นที่ด้วย ทํายังไงก็ได้ให้เขารู้สึกว่าที่เราบอกว่าเราทํางานโลกสวยไปวันๆ จริงๆ แล้วมันมีความยาก มีรายละเอียดอยู่ในนั้น เราพยายามสื่อสารให้ทุกคนเข้าถึงง่าย เพียงแต่ว่าเราเองแค่ยังไม่ได้หยิบเรื่องผลกระทบของความรุนแรงมาใช้เป็นวัตถุดิบในงานแล้วกัน เพราะเรารู้สึกว่าอะไรที่เราไม่ถนัด เราไม่อยากไปแตะพวกมันนัก

โลกสวยแบบไหน 

ราชิต : กลุ่มของเราเริ่มจากคนที่เป็นสถาปนิกในสามจังหวัด ที่อยู่ภายใต้สมาคมสถาปนิกสยาม พอเรามีเครือข่ายหรือเพื่อนที่ทํางานด้วยกัน ซึ่งรู้สึกว่าไม่อยากคุยแค่เรื่องสถาปัตย์ อยากคุยเรื่องงานสร้างสรรค์ เราก็เลยชวนคนที่ทํางานด้านนี้มารวมเป็นกลุ่มหลวมๆ เป็นทีมงาน งานก็จะออกมาเป็นเวิร์กชอป มีนิทรรศการต่างๆ ที่เรามีกําลังจะเล่าเรื่องของพื้นที่ เพื่อเกิดแรงบันดาลใจกันเอง กับทําให้คนมาจากพื้นที่อื่นให้เขากลับไปเล่าต่อว่า ที่นี่มีเรื่องดีๆ เรื่องสวยงามอยู่ เป็นวิธีการทํางานของพวกเรา คือ การสร้างแรงกระเพื่อมไปเรื่อยๆ ไปแบบเงียบๆ

มีงานไหนที่ทำแล้วชอบมากที่สุดบ้าง

ราชิต : เราเคยไปจัดงานที่กรือเซะ ทำให้มันไม่ใช่กรือเซะที่เต็มไปด้วยความรุนแรง แต่เราไปเปลี่ยนพื้นที่ตรงนั้นให้กลับไปเป็นปกติ อันนี้เป็นงานหนึ่งที่ชอบ เพราะว่าเราได้เข้าไปทํางานกับชุมชน แล้วก็ไปสร้างภาพจําใหม่จากที่เคยหดหู่ เปลี่ยนให้ชาวบ้านรู้สึกว่าทุกคนยังมีความหวังอยู่

ความสนุกของงานที่เกิดขึ้น เพราะเราจะเห็นคนที่เขามองภาพเดียวกับเรา เข้ามาร่วมกับพวกเรา งานมันเลยไม่ได้รู้สึกว่า ต้องมาชี้วัดว่าคนมาร่วมเยอะไหม จะมีเศรษฐกิจหมุนเวียนไหม เราไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเป้าหมายหลัก เป้าหมายหลัก คือ เรากําลังคุยกับคนมากกว่า ทั้งคนในพื้นที่และคนนอกพื้นที่

มีผ่านมามีการจัดนิทรรศการเจ้าชายน้อย คนสนใจเยอะมาก 

ราชิต : ปกติคนก็จะมาประมาณนี้ มาเรื่อยๆ อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าคนที่อ่านเจ้าชายน้อยมีเยอะมาก ตอนแรกเราก็คิดนะว่าเรื่องเจ้าชายน้อยมันก็โลกสวยอีกแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่ เรากลับรู้สึกว่าเนื้อหามีความเข้มข้นแต่มันถูกย่อย ให้ทุกคนเข้ามาสัมผัสกับบรรยากาศแบบนี้มากกว่า

ความสนใจของคนในพื้นที่กับงานสร้างสรรค์

ราชิต : สิ่งที่เราเห็น คือ กลุ่มเยาวชน เวลาเรามีกิจกรรมอะไรเขาก็จะติดตาม อยากจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานด้วย มาสมัครเป็นจิตอาสาซึ่งมีปริมาณที่เยอะมาก แล้วก็มาด้วยความสมัครใจนะ ไม่ได้โดนอาจารย์บังคับให้มา 

หรือแม้แต่กลุ่มผู้ใหญ่ในพื้นที่เอง เขารู้สึกว่ามันไม่มีคนทํางานแบบนี้เยอะสักเท่าไหร่ พอเริ่มมีกลุ่ม เขาก็มาให้เหมือนคล้ายๆ เป็นที่ปรึกษาให้เรา คอยให้ข้อมูล หรือคอยบอกนู่นนี่นั่น คือ ทุกคนยินดีกับการที่เราเข้าไปวุ่นวายกับชีวิตเขา เพราะบางข้อมูลที่เราใช้ทำงานจะเป็นเรื่องประวัติ เรื่องราวของย่านที่เราต้องเจาะเข้าไปในพื้นที่ของเขา ถ้าเขารู้สึกระแวงหรือไม่ปลอดภัย แน่นอนเขาจะไม่ยุ่งกับพวกเราอยู่แล้ว แต่ที่เราทําทั้งหมดนี้ทุกคนยินดี ทุกคนพร้อมให้ข้อมูลแบบดีมากๆ

การทำงานแบบโลกสวยแต่ลึก ส่งผลยังไงกับเราบ้าง 

ราชิต : คือเราจะรู้ว่าเวลาทำงานแต่ละครั้ง เราจะเจอปัญหาอะไร หรือข้อบกพร่องของเรา มันไม่ได้มีแค่ความพอใจที่เกิดจากเรามองตัวเราเอง แต่จากคนอื่น feedback มาว่าเขารู้สึกยังไง เขาประทับใจอะไร เรารู้สึกยินดีในสิ่งที่ทุกคนมองเห็น แสดงว่าสิ่งที่เราทํามีคนเห็น มีคนเข้าใจ

ตอนตั้งกลุ่มแรกๆ เรายังจําได้เลยว่า เราบอกว่าวันไหนเหนื่อยก็จะหยุดแค่นั้น เพราะเราไม่ได้ทํางานภายใต้หน่วยงานอะไรที่จะมากดดันพวกเรา หรือถ้ามีใครมากดดันมากๆ เราทําไม่ได้ เราก็หยุด เพราะเรายังเชื่อว่ามันจะมีคนที่ทํางานแบบนี้อยู่ ในพื้นที่ต่อไปเรื่อยๆ 

เราสนใจในทุกๆ เรื่องนะ ทั้งพื้นที่นอกเมือง พื้นที่ของชุมชน หรืออะไรต่างๆ ที่เราไปเห็นแล้วอยากจะสื่อสาร หรืออยากจะออกแบบให้คนภายนอกได้เข้าใจ อย่างตอนที่เราทํางานที่กรือเซะ มันคือพื้นที่นอกเมือง เราไม่ได้ทําเป็นอีเวนต์ที่สวยๆ แล้วจบไป มันมีรายละเอียดภายในงานเยอะมาก ที่จะเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ของพื้นที่ เล่าเรื่องคนในพื้นที่ หรือแม้แต่ทริปที่เราชวนคนข้างนอกเข้าไปหาคนในพื้นที่ เพราะเรากําลังจะบอกว่า คุณควรให้ความสําคัญกับคนพวกนี้ด้วย มันไม่ใช่แค่ที่ที่มาแล้วก็ไป

เป็นปัญหาโครงสร้างในพื้นที่ด้วยที่มันซับซ้อน มีคนเก่งแต่เป็นคนเก่งที่ไม่มั่นใจในตัวเอง หรือไม่มีโอกาสที่จะทำงานให้คนรับรู้ มีคนแบบนี้เยอะมากๆ แล้วยังจะมีโครงการจากหน่วยงานต่างๆ ที่มาแล้วก็ไป มาสร้างโปรเจกต์นู่นนี่ จะมาพัฒนากลุ่มแม่บ้าน มาชวนให้ทุกคนเข้าร่วมกิจกรรม พอเสร็จกิจกรรมปิดงบประมาณก็หายไป ปีหน้ามาใหม่เป็นรูปแบบเดิมคนเขาก็เบื่อ เขารู้สึกว่าเออ เข้าร่วมแล้วก็ไม่ได้อะไร

เราอยากทํางานที่ไม่ใช่ทําแล้วก็จบไปเหมือนที่ผ่านมา บางคนอาจจะมองว่างานเรามันก็เป็นแค่อีเวนต์หนึ่ง หรือเป็นสิ่งที่วูบวาบ แต่เราอยากทําอะไรที่มันอิมแพคกับกับสังคมให้มันลึกกว่านี้ด้วย

อุปสรรคของการทำงานภายใต้ม่านของความรุนแรง

ราชิต : ความพยายามที่จะดึงคนในพื้นที่มาเป็นทีมงาน เราพยายามที่จะทำงานโดยมองผ่านคนกลุ่มนี้ แต่ส่วนตัวรู้สึกว่ายังไงก็ไม่เหมือนกับที่คนในเขาทำกันเอง เราเริ่มทำงานตั้งแต่ปี 2558 ไม่ได้หมายความว่าเริ่มทำงานแล้วคนในพื้นที่เขาจะยอมรับเราทันที  เขาก็ตั้งแง่เหมือนกันว่ากลุ่มเรามาทําอะไรในชุมชนเขา กลุ่มเราเป็นใคร เขาดูแล้วในกลุ่มเป็นคนมุสลิมทั้งนั้นเลย แล้วเข้ามาทํางานในชุมชนคนจีนทำไม แสดงว่ามีเจตนาอะไรหรือเปล่า กว่าเขาจะผ่อนคลายหรือไว้ใจพวกเรา มันใช้เวลานานเหมือนกัน 4 – 5 ปีกว่าเขาจะเปิดใจให้พวกเรา แล้วค่อยมาเล่าให้ฟังทีหลังว่า ก่อนหน้านั้นคนในชุมชนไม่ไว้ใจเลย

พอเราจัดงานไปบ้างแล้วเขาถึงรู้สึกว่า เราเข้ามาทํากิจกรรมสร้างสรรค์จริงๆ มันเลยเกิดการยอมรับ แล้วก็ทำให้ใจชื้นจากเดิมเยอะเลย เหตุผลหลักๆ ที่เขาไม่เปิดใจ แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องของความไม่สงบ เขาก็มีความระแวงเกิดขึ้น จนเราเข้าไปคุยกับผู้ใหญ่ในพื้นที่ เขาก็บอกว่าแต่ก่อนจะคนจีนหรือมุสลิมก็เป็นเพื่อนกันได้ คนเขาไว้ใจกันให้เข้าบ้าน แต่พอมีเหตุการณ์

สาดโคลนกันไปมา เริ่มมีความระแวงเกิดขึ้น เริ่มปิดบ้านไม่ให้คนนอกเข้ามา

ตอนเขามาเฉลยทีหลัง มันเหมือนเขาปลดล็อคอะไรบางอย่าง แล้วการปลดล็อค คือ ปลดล็อคทั้งพื้นที่ ไม่ใช่แค่คนคนเดียว แต่มันคือทั้งย่านที่เขารู้สึกว่าโอเค เขายอมรับว่าเออ สิ่งที่เราทํามันมีประโยชน์ ไม่ได้มีอะไรแอบแฝง

สุดท้ายแล้วกฎหมายพิเศษส่งผลต่องานสร้างสรรค์มากน้อยแค่ไหน

ราชิต : สําหรับภายใต้กฎหมายพวกนี้ ทำให้มีขั้นตอนในการทำงานที่ยุ่งยากกว่าพื้นที่อื่น

ถ้าเรามองอีกด้านหนึ่ง คือ คนอาจจะรู้สึกว่ามันอั้น กฎหมายมันห้ามคนมารวมกลุ่ม ห้ามทํานู่นนี่นั่นนี่ มันน่าเบื่อ แต่พอมีงานอะไรแบบนี้เกิดขึ้น ทุกคนรู้สึกว่าอยากเข้ามามีส่วนร่วม แต่เพราะความรุนแรงเลยส่งผลให้มีงานแบบนี้เยอะขึ้นไหม? เมืองมันมีบรรยากาศแบบนี้มาตั้งนานแล้ว มันมีอยู่ตลอดเวลา

ภาพจากเพจ Melayu living