เสพ Meme วันละนิด ช่วยให้จิตใจแจ่มใสได้ เมื่องานวิจัยพบว่ามีมช่วยลดความวิตกกังวล และทำให้คนกล้าโชว์ด้านที่ไม่สมบูรณ์แบบของตัวเอง

ภาพชายหนุ่มเหลียวหลังมองสาว ทั้งๆ ที่ข้างกายมีแฟนตัวเองยืนอยู่

ภาพเด็กชายทำหน้าเบื่อหน่ายโลก

ภาพเด็กสาวที่หันมายิ้มให้กล้อง ขณะที่ตรงหน้าเป็นบ้านกำลังไฟไหม้

ต่อให้เราไม่ใช่คนติดโซเชียลก็ต้องเคยเห็นภาพพวกนี้ผ่านตา ซึ่งชื่อเรียกรวมๆ ของภาพรูปแบบนี้ คือ Meme เป็นการทำภาพเพื่อล้อเลียนบางสิ่งบางอย่าง หลักๆ ที่เราจะได้จากการดูภาพพวกนี้ คือ ความตลกขบขัน หรือบางครั้งก็ใช้ภาพนี้แทนสิ่งที่เราอยากพูดแต่พูดไม่ได้ ก็อาศัยภาพเหล่านี้พูดให้แทน เช่น อยากประกาศให้โลกรู้ว่าเราอยากลาออก แต่พูดออกมาตรงๆ ไม่ได้ อาจจะใช้ภาพมีมที่พูดประชดว่าอยากลาออกแต่ออกไม่ได้ เพราะยังต้องการเงิน การสื่อสารผ่านมีมจะช่วยลบความรุนแรงของเนื้อหาที่เราอยากสื่อสารได้

แล้วการเสพมีมก็สามารถช่วยให้สุขภาพจิตเราดีขึ้นได้ รวมถึงการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิต ที่ทำให้เราเข้าใจเรื่องความไม่สมบูรณ์แบบ แล้วยอมรับมันได้ ผ่านการทำให้เป็นเรื่องตลก

Meme คืออะไร?

Meme หรือ มีม เป็นการสื่อสารด้วยภาพที่เน้นความตลกโปกฮา กระตุ้นให้คนแชร์ภาพกระจายเป็นวงกว้าง มีมมักจะเป็นการล้อบางสถานการณ์ หรือหยอกพฤติกรรมบางอย่างของคน ล่าสุดก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้ใช้โซเชียลทั่วโลกแชร์มีมใหญ่ครั้งยิ่งใหญ่ คือ ข่าวการหายไปของแคทเธอรีน มิดเดิลตัน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ (Catherine Elizabeth Middleton, Princess of Wales) หลังจากที่เธอไม่ได้ปรากฏตัวหน้าสื่อหลายเดือน ทำให้คนคิดเหตุผล หรือออกทฤษฎีคบคิดเพื่อตอบความสงสัยว่าเธอหายไปไหน มีมต่างๆ เลยเกิดขึ้นมา แต่สถานการณ์ของชาวเน็ตอาจจะเริ่มเกินเลย จนถึงขั้นมีการวางแผนขโมยแฟ้มประวัติรักษาของแคทเธอรีน ที่คลินิกแห่งหนึ่ง ทำให้แคเธอรินต้องออกมาพูดถึงเหตุผลที่หายตัวไปจากหน้าสื่อ เพื่อรักษาโรคมะเร็ง

บทบาทของมีมเลยเป็นช่องทางหนึ่งให้เกิดบทสนทนาและการมีส่วนร่วมกับกระแสต่างๆ ที่เกิดขึ้น เดอะนิวยอร์กไทม์ส (The New York Times) คาดการณ์อนาคตของมีมว่า จะเติบโตเรื่อยๆ มีปริมาณการใช้มากขึ้น กลายเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมการสื่อสาร แพร่กระจายไปในบทสนทนาที่เราอาจไม่คิดว่ามีมสามารถอยู่ได้ อย่างการเล่าข่าว 

Meme ช่วยให้สุขภาพจิตดีได้อย่างไร?

ช่วงที่โควิด-19 ระบาดหนัก จนต้องออกมาตรการให้คนกักตัวอยู่แต่ที่พักอาศัย งดออกมาข้างนอก ทำให้วิถีชีวิตหลายคนเปลี่ยนไป ความเครียดเลยเป็นสิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีมเข้ามามีผลตรงช่วยลดความเครียดที่เกิดขึ้น งานวิจัยที่มีชื่อว่า Internet memes related to the COVID-19 pandemic as a potential coping mechanism for anxiety (มีมในอินเทอร์เน็ตสัมพันธ์กับการระบาดโควิด-19 เป็นกลไกในการรับมือกับความวิตกกังวล) พบว่า การดูมีมช่วยเพิ่มการหัวเราะและอารมณ์เชิงบวกในระดับที่สูง แล้วก็ช่วยลดความเครียด หรืออารมณ์เชิงลบทั้งหลายที่เกิดขึ้นลง 

งานวิจัยดังกล่าว ยังสรุปต่อไปว่า มีมสัมพันธ์กับความเครียดของคน ตรงเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้คนสามารถรับมือกับสถานการณ์ยากๆ ผ่านการดูภาพที่สร้างความตลกขบขัน ส่งผลดีต่ออารมณ์ของแต่ละคน 

พฤติกรรมคนที่มักถูกหยิบมาหยอกล้อทำมีม คือ ปัญหาสุขภาพจิต ทำให้มันเป็นเรื่องปกติธรรมดา หรือประชดประชันขั้นสุด ก็ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่เราใช้รับมือกับปัญหาสุขภาพจิต ดอนนา ฟรายตัส (Donna Freitas) อาจารย์ นักวิจัย และนักเขียนที่เชี่ยวชาญเรื่องสุขภาพจิตในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ บอกว่า มีมแซด (Sad Meme) มักเป็นมีมที่ได้รับความนิยม มีมที่นำเรื่องเศร้ามาเปลี่ยนเป็นมุกให้ขำจนท้องแข็ง 

ฟรายตัสมองว่า เป็นวิธีโต้กลับของคนรุ่นใหม่ที่รู้สึกว่า โลกโซเชียลบังคับให้พวกเขาต้องโชว์แต่ด้านดีๆ มุมบวก หรือต้องแสดงออกว่าเป็นคนมีความสุขจิตใจแจ่มใส ซึ่งเป็นความทรมานอย่างหนึ่งที่พวกเขาต้องพยายามสร้างตัวเองให้ไปถึงจุดนั้น มีมเศร้าก็เลยทำให้พวกเขาได้ปลดปล่อยความรู้สึกความต้องการจริงๆ ไม่ต้องเป็นคนสมบูรณ์แบบที่จัดการอารมณ์ได้ตลอดเวลา

ภาพวาดลายเส้นชายหัวล้านที่มักมีแต่เรื่องเศร้า หรือ Wojak meme อีกมีมชื่อดังที่หลายคนเคยเห็นผ่านตา เพราะว่ามันแสดงความอารมณ์และความรู้สึกที่บางคนอยากพูด อยากทำ แต่ทำไม่ได้ มีม Wojak ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก คือ มีมที่เขากำลังร้องไห้ แล้วมีอีกคนกอด พร้อมกับมีข้อความประกอบในภาพว่า ฉันเข้าใจว่ามันเป็นยังไง (I know that feel bro)

มีมเกิดขึ้นเพื่อล้อเลียน ทำให้มุมหนึ่งมองได้ว่า มันกำลังล้อเลียนความสมบูรณ์แบบที่โซเชียลพยายามบอกให้เราต้องมี มีมเข้ามาเพื่อล้อเลียนแล้วทำให้ความสมบูรณ์แบบนั้นไม่ได้มีสำคัญอะไรมากนัก มันก็เหมือนเรื่องทั่วๆ ไป การที่เราไม่ได้สมบูรณ์แบบในบางเรื่องก็ไม่ใช่เรื่องผิดบาปอะไร

GigaChad เป็นชื่อโปรเจกต์งานศิลปะ ชุดภาพถ่ายของนักเพาะกายชายที่มีรูปร่างสมบูรณ์แบบ ร่างในฝันของใครหลายคน แต่ความสมบูรณ์แบบนี้ผ่านการต่อตัดรูป โดย Krista Sudmalis ช่างภาพชาวรัสเซีย ต่อมาภาพนี้จากแรงบันดาลใจปั้นหุ่น ก็กลายเป็นมีมจิกกัดถึงความสมบูรณ์แบบที่ไม่มีอยู่จริง 

งานวิจัย Mental health memes : beneficial or aversive in relation to psychiatric symptoms? Humanities & Social Sciences Communications (มีมสุขภาพจิต : มีคุณประโยชน์ หรือส่งผลดีต่ออาการทางจิตเวชอย่างไร การสื่อสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) บอกว่า การเสพมีมที่พูดถึงสุขภาพจิต นอกจากสร้างประสบการณ์เชิงบวกที่ได้จากความตลกแล้ว มันยังเป็นวิธีที่มนุษย์ใช้สื่อสารกับคนอื่นๆ ผ่านการแบ่งปันแลกเปลี่ยนมีมซึ่งกันและกัน แล้วการดูมีมบางรูปที่ต้องอาศัยการตีความเพื่อทำความเข้าใจ ก็ช่วยพัฒนาทักษะการรับมือกับสถานการณ์เชิงลบให้คนคนนั้นด้วย

บริบทพื้นที่อาจมีผลต่อประสบการณ์และความคิดของคน มุกที่คนไทยตลก คนอเมริกาอาจไม่ตลกด้วย แต่นั่นใช้ไม่ได้กับมีม เพราะมันมีความ ‘สากล’ ในการถ่ายทอดประสบการณ์ที่มนุษย์เจอ ต่อให้มีวิถีชีวิตแตกต่างกัน ก็เข้าใจมีมและตลกไปกับมุกได้ มีมชื่อดังที่หลายคนต้องเคยเห็นภาพตาอย่างน้อย หนึ่งครั้ง คือ ภาพหนุ่มที่เดินเคียงข้างแฟนสาว แต่เขากลับหันหน้าไปมองผู้หญิงที่เดินผ่านไป พร้อมแสดงสีหน้าถึงความพอใจ (Distracted Boyfriend) มีมนี้เป็นที่นิยมอย่างมาก ทั้งเป็นประสบการณ์ที่หลายคนเคยเจอ รวมถึงมันก็ถูกนำไปตัดต่อเป็นมีมอีกหลายรูป โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสื่อถึงการถูกบางสิ่งบางอย่างดึงดูดใจ 

มีมระหว่างความคาดหวังกับความเป็นจริง (Expectation vs. Reality) ก็เข้าข่ายนี้ มักถูกใช้เพื่อสื่อสารว่า เราต่างคาดหวังอยากได้สิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง แต่สิ่งที่ได้มาจริงๆ กับตรงกันข้าม ความผิดหวังคงไม่ใช่เรื่องน่าสนุกหรือเป็นเรื่องที่ใครอยากเจอ แต่เมื่อเห็นว่ามีคนที่มีประสบการณ์ร่วมเหมือนกัน ก็ช่วยลดความรู้สึกลบๆ นี้ไปได้บ้าง ทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลง ภาพยนตร์ 500 Days of Summer ก็นำวิธีนี้ไปใส่ในหนัง ความคาดหวังของตัวละครเอก เทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง นอกจากเปลี่ยนเรื่องเครียดเป็นเรื่องตลก มีมประเภทนี้ก็ทำให้เรารับรู้ว่า ความผิดหวังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของชีวิต

ความสามารถที่ยังหัวเราะได้แม้จะอยู่ท่ามกลางเรื่องแย่ๆ อาจเป็นสิ่งที่มีมกำลังสอนพวกเราอยู่

อ้างอิง