ในเกมบันไดงูที่เราเคยเล่นในวัยเด็ก ความตื่นเต้นอยู่ที่การทอยลูกเต๋า หวังว่าจะเจอบันไดที่พาไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต่บางครั้งเราก็เผลอก้าวไปเจองูที่ดึงเรากลับลงไปจุดเริ่มต้นใหม่ สำหรับผู้ที่เผชิญปัญหาสุขภาพจิต การเดินทางสู่การเยียวยานั้นเปรียบเหมือนเกมบันไดงูที่มีงูพาดอยู่เต็มหน้ากระดาน งูตัวแรกที่พวกเขามักต้องเจอไม่ใช่อาการทางจิตเวช แต่คือ ‘การตีตราตัวเอง’ ที่เกิดจากอคติต่ออาการป่วยทางจิต
พิษของงูตัวแรก คือการตีตราตัวเอง
ก่อนที่จะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยจิตเวช เราอาจเป็นแม่ที่ใส่ใจลูก เป็นลูกสาวที่เอาใจใส่ครอบครัว หรือเป็นเพื่อนร่วมงานที่ขยันขันแข็ง แต่เมื่อวันหนึ่งถูกแปะป้ายว่า ‘ผู้ป่วยจิตเวช’ สถานะหรือคำชื่นชมเหล่านี้อาจถูกลบล้างและแทนที่ด้วยคำว่า ‘ภาระ’ ‘อันตราย’ หรือ ‘คนที่ไว้ใจไม่ได้’ เพราะการเข้ารักการรักษาในระบบบริการสุขภาพจิต ต้องอาศัยการดูแลอย่างใกล้ชิดจากคนใกล้ตัว ทั้งการทานยาอย่างสม่ำเสมอ การเดินทางไปพบคุณหมอตามนัด การเปลี่ยนแปลงสถานะเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากอาการของโรคเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากมุมมองของสังคมที่ยังขาดความเข้าใจเรื่องสุขภาพจิต
สำหรับคนจนเมืองที่ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพทุกวันและต้องอาศัยอยู่ในชุมชน การมีสถานะเป็นผู้ป่วยจิตเวชนั้นหมายถึงการถูกลดค่าจากบทบาทที่ตัวเองเคยภาคภูมิใจ เช่น การเป็นแรงงานที่มีประสิทธิภาพ เป็นลูกที่น่ารัก หรือการเป็นหัวหน้าครอบครัวที่สามารถดูแลสมาชิก เป็นเพื่อนบ้านที่น่าไว้ใจและน่านับถือของคนในชุมชน

การตีตราตัวเอง (internalized stigma) หมายถึง ความคิด ความรู้สึกของคนที่ยอมรับว่าตัวเองเป็นไปตามความเชื่อ ทัศนคติและความรู้สึก ในเชิงลบที่สังคมมีต่อผู้ป่วยจิตเวช หรือเคยพบเห็นเหตุการณ์ที่สังคมตีตราและถูกเลือกปฏิบัติกับผู้ป่วยจิตเวช ผลที่ตามมาจากการตีตราตนเองคือการพยายามซ่อนปัญหาสุขภาพจิต ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าต้องการการช่วยเหลือ แต่เพราะพวกเขากลัวว่าการขอความช่วยเหลือจะทำให้สูญเสียตัวตนที่เคยมี คำยืนยันความหนักหน่วงของการตีตราตัวเองนี้มาจาก 3 เสียงของผู้นำชุมชนที่ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่อาศัยอยู่คนละมุมเมืองกรุงเทพมหานครแต่กลับสะท้อนปัญหาเดียวกัน
“บางบ้านนะ ลูกชายเขาแต่ก่อนนะหน้าตาดี การงานดี หลัง ๆ มาเหมือนเครียดเรื่องงาน ประจวบกับอกหักด้วย ลูกชายเขาเลยเก็บตัวเงียบทุกวัน ๆ แต่แม่ไม่ทันสังเกตไงเพราะทำงาน ลูกชายก็ไม่กล้าบอก ไม่กล้าพูดกลับใคร ตอนนี้ป้าก็ดูแลเคสนี้อยู่”
‘ป้ายี’ พิศมัย สุวรรณรังษี ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักของชมรมเพื่อนช่วยเพื่อน ชุมชนหมู่บ้านร่วมเกื้อ (เพื่อคนพิการ) เขตทวีวัฒนา ยกตัวอย่างให้เราฟังว่าการตีตราของผู้ป่วยจิตเวชเป็นอุปสรรคในการเข้ารับการรักษาตั้งแต่ช่วงเริ่มมีอาการอย่างไร ยังมีเรื่องราวของคนในชุมชนอีกฟากหนึ่งของเมืองที่พบกับปัญหาเดียวกัน พี่แหวน (นามสมมุติ) จากชุมชนคลองเตยเล่าให้พวกเราฟังว่า
“พวกผู้ชายนี่ไม่มาเลย เรื่องสุขภาพจิตอะไรอย่างนี้ เขาเครียดนะ แต่บอกใครไม่ได้ พวกนี้เก็บอาการเก่ง เจออีกทีฆ่าตัวตาย”
พี่โต้ง (นามสมมุติ) จากชุมชนบางกอกน้อยก็เล่าปัญหาการตีตราตนเองของผู้ป่วยจิตเวชให้ฟังเช่นกัน
“น้องบ้านโน้นเป็นผู้ป่วยจิตเวชมานานแล้วแต่ทางครอบครัวยังไม่ยอมให้ทำบัตร เขากลัวเป็นปมด้อยกับลูกเขา เขาไม่ยอมทำ”
บ้าน หนึ่งในจุดเริ่มต้นของปัญหา
“ปัญหาสุขภาพจิตหลักๆ เลยคือที่บ้าน”
เป็นคำพูดของพี่ตุ๊ก (นามสมมมุติ) ผู้ให้คำปรึกษาที่ทำงานกับผู้ป่วยจิตเวชในชุมชนร่วมเกื้อ จากผู้ป่วยจิตเวชที่ได้ผันตัวมาเป็นอาสาสมัครทำให้เข้าอกเข้าใจเพื่อนร่วมชะตากรรม คำพูดนี้สะท้อนความจริงที่ว่าครอบครัวมักเป็นแหล่งกำเนิดของปัญหาสุขภาพจิตในหลายกรณี โดยเฉพาะความรุนแรงในครอบครัวที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการกระทำทางกาย แต่ยังรวมถึงคำพูดที่เสียดสี ลดทอนคุณค่า หรือแม้แต่การปล่อยปละละเลย เช่น พ่อแม่ที่ทำงานจนไม่มีเวลาให้ลูก หรือมองว่าอาการของลูกไม่ร้ายแรงจนละเลยที่จะรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ
สถานการณ์เหล่านี้ทำให้ปัญหาที่สามารถแก้ไขได้กลับบานปลายจนยากจะควบคุม ผลกระทบที่ตามมาคือผู้ป่วยรู้สึกโดดเดี่ยว ถูกตำหนิ และถูกลดทอนคุณค่าในตัวเอง ซึ่งล้วนเป็นอุปสรรคต่อก้าวแรกของการเข้าถึงบริการสุขภาพจิต
แรงสนับสนุนจากครอบครัวจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ หากไม่มีสิ่งนี้ การเดินบนเส้นทางการฟื้นตัวของผู้ป่วยจิตเวชก็อาจต้องเผชิญกับความยากลำบากเป็นเท่าตัว พี่แซม (นามสมมุติ) อาสาสมัครในชุมชนบางกอกน้อยเล่าถึงหนึ่งในสาเหตุความรุนแรงในครอบครัวที่ก่อให้เกิดอาการเครียดเรื้อรังและนำไปสู่โรคจิตเวชอื่น ๆ
“ยกตัวอย่าง จริงๆ เคสนี้เป็นบ้านที่มีสภาวะของลูกเด็กเล็กแดงเยอะ การที่มีลูกไม่พร้อม ตัวเองก็ออกจากโรงเรียน มีสภาวะที่ต้องมารับผิดชอบเด็กที่มีจำนวนมาก เลี้ยงลูกตัวเองก็จบ แต่ต้องมาเลี้ยงหลานตัวเล็ก มีเรื่องการใช้ความรุนแรง ตัวเองมีสภาวะความเครียด ใช้วิธีการกรี๊ดออกมา โวยวาย ตะโกน สิ่งที่เขาทำในบ้านกับข้างนอก คนละแบบ อยู่บ้าน กรี๊ด ด่า ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ แต่เวลาออกมาข้างนอกจะเป็นอีกคน”
อีกมุมมองหนึ่งของปัญหาการตีตราตนเองของผู้ป่วยจิตเวช คือเมื่อผู้ป่วยเป็น ‘เดอะแบก’ ของครอบครัว ประเด็นนี้เราได้รับรู้มาจากวงพูดคุยกับป้า ๆ ลุง ๆ ในชุมชนคลองเตย เมื่อพวกเราถามว่า “ในชุมชนมีคนซึมเศร้าเยอะไหม” ป้าแมว (นามสมมุติ) ตอบติดตลกว่า “โอย มีแต่ซึมสู้น่ะสิ!” อาการซึมสู้ที่หลายคนในชุมชนมีอาการ คือ อาการของคนที่รู้ตัวว่าตัวเองมีอาการเริ่มต้นของโรคจิตเวช เช่น เครียด นอนไม่หลับ ซึม แต่ ‘สู้’ กับอาการเหล่านี้ด้วยการพยายามใช้ชีวิตประจำวันอย่างเป็นปกติ อย่างป้าแมวก็ต้องสู้กับอาการนอนไม่หลับ ต้องกินยานอนหลับเป็นประจำ แต่คนรอบตัวไม่มีใครรู้ว่าป้าเองก็มีปัญหาสุขภาพจิต
ป้าแมวเล่าให้ฟังต่อว่า บางคนในชุมชนรู้ว่าตัวเองมีปัญหาสุขภาพจิต แต่ชีวิตมันไม่ได้ง่ายขนาดจะหยุดพักได้เพื่อไปพบหมออย่างจริงจัง เพราะพวกเขาคือเดอะแบก ของบ้าน ต้องทำงานหาเงิน ดูแลคนในครอบครัว ความรับผิดชอบมันหนักจนไม่มีเวลาแม้แต่จะพาตัวเองไปหาหมอ
ปัญหาสำคัญคือพวกเขาไม่มีเงินค่าเดินทางเพราะโรงพยาบาลจิตเวชไกลจากชุมชนมาก หรือบางทีก็ไม่กล้าหยุดงาน เพราะกลัวว่าเงินจะไม่พอใช้ รายได้ที่หายไปวันเดียวก็มีผลกระทบมากกับปากท้องของสมาชิกครอบครัว และที่สำคัญคือเวลาไปหาหมอ พวกเขาจำใจต้องต้องละเลยหน้าที่หลักในบ้าน เช่น การดูแลเด็กเล็กหรือผู้ป่วยติดเตียง การไปหาหมอแต่ละครั้งจึงมีต้นทุนทั้งเวลาและค่าเดินทางที่พวกเขาต้องแบกรับ

ในความจริง คนที่ดูเหมือนจะ ‘สู้ไหว’ เหล่านี้ มักเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ได้รับความช่วยเหลือ เพราะพวกเขามักพยายามทำตัวให้เป็นภาระน้อยที่สุดในทุกทาง ไม่แสดงอาการให้ใครเห็น และไม่ขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะในบริบทของครอบครัวหรือชุมชน
คนกลุ่มนี้ที่ใครๆ ก็เรียกว่าคนจนเมืองมักรู้สึกว่าหน้าที่หลักของพวกเขาคือการดูแลผู้อื่นให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการหาเงิน ดูแลลูกหลาน ดูแลผู้สูงอายุ หรือแม้กระทั่งรับผิดชอบงานบ้านทั้งหมด
พวกเขาเลือกที่จะเก็บความเครียดและความเหนื่อยล้าไว้กับตัวเอง เพราะไม่อยากให้คนในครอบครัวลำบากใจหรือรับรู้ถึงความอ่อนแอของตนเอง เพราะสาเหตุนี้คนกลุ่มนี้จึงมักดูเหมือนไม่มีปัญหาอะไร และเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้เสมอ แต่ในความเป็นจริง พวกเขากำลังอยู่ในภาวะที่ทั้งร่างกายและจิตใจถูกบีบคั้นจนแทบไม่มีพลังเหลือสำหรับตัวเอง
เมื่อพวกเขาไม่ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสมหรือไม่ได้พักฟื้นสภาพจิตใจอย่างเพียงพอ สุดท้ายแล้วผลกระทบที่สะสมอาจแสดงออกมาในรูปแบบของปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรงขึ้น หรือการล้มป่วยทางร่างกายจนทำให้พวกเขาไม่สามารถแบกรับภาระได้อีกต่อไป สมาชิกในครอบครัวที่เหลือก็จะยิ่งได้รับผลกระทบ เป็นสถานการณ์ที่ยิ่งทำให้ ‘เดอะแบก’ รู้สึกผิดและยิ่งไม่กล้าขอความช่วยเหลือ กลายเป็นผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการ ‘ซึมสู้’ วนอยู่ในวงจรชีวิตที่ไม่มีทางออก
งูตัวแรกต้องถูกกำจัด
การตีตรา (stigma) ไม่ได้มาจากสังคมภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ยังฝังลึกอยู่ในใจของผู้ป่วยเอง หลายคนเชื่อว่าตนเองไม่มีค่าพอ ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับการรักษา หรือกลัวว่าจะถูกมองว่าอ่อนแอ สิ่งเหล่านี้สร้างกำแพงที่ยากจะข้ามไปถึงการดูแลสุขภาพจิตสำหรับคนจนเมืองที่ชีวิตเต็มไปด้วยภาระ การยอมรับว่าตนเองป่วยทางจิตเวชอาจดูเหมือนการยอมแพ้ต่อชีวิต สิ่งที่พวกเขาพยายามทำคือการยึดมั่นในบทบาทอื่นที่ยังคงมีความหมาย เช่น การเป็นพ่อแม่ที่ดี หรือการเป็นแรงงานที่ขยันขันแข็ง เพื่อไม่ให้กลายเป็นภาระของใคร แต่การยึดติดเช่นนี้มักทำให้พวกเขาละเลยความต้องการของตนเอง และนำไปสู่อาการที่รุนแรง
หากเราต้องการเปลี่ยนเกมบันไดงูสุขภาพจิตให้ผู้เล่นมีโอกาสชนะ งูตัวแรกที่เราต้องกำจัดคือการสร้างความเข้าใจในเรื่องสุขภาพจิต การให้ความรู้แก่ครอบครัว ชุมชน และสังคม เพื่อให้พวกเขาเข้าใจว่าผู้ป่วยจิตเวชไม่ใช่ภาระ แต่คือคนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ ผู้ป่วยที่ได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้างมักมีโอกาสที่จะฟื้นตัวได้เร็วกว่าคนที่ถูกแยกตัวออกจากสังคม การสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยจึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของศูนย์ช่วยเหลือชุมชน การจัดกิจกรรมที่เน้นการรวมกลุ่ม หรือแม้กระทั่งการออกแบบระบบสุขภาพที่เข้าถึงได้ง่ายและไม่ซับซ้อน
ผู้ป่วยจิตเวชไม่ใช่และไม่ควรเป็นคนที่ควรถูกทิ้งไว้ข้างหลัง พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และมีศักยภาพที่จะกลับมามีบทบาทที่มีความหมายได้ หากได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม
