การที่เราจะตัดสินว่าคนๆ หนึ่งประสบความสำเร็จแล้ว ต้องดูอะไรบ้าง?
ความสำเร็จของคนเรามีได้หลายรูปแบบ ทั้งความสำเร็จด้านการงาน ได้มีตำแหน่งใหญ่โต เงินเดือนสูงลิ่ว หรือจะเป็นความสำเร็จด้านความรัก ก็คงมาในรูปแบบของการมีคู่ชีวิตที่ตรงสเปคทุกอย่าง มีครอบครัวที่น่ารัก อบอุ่น หรือจะความสำเร็จด้านการเงิน บางคนไม่ต้องมีงานประจำก็อยู่ได้สบายๆ จากการลงทุน
กว่าคนเหล่านี้จะมาถึงจุดนี้ได้ มันคงเป็นเพราะ ‘ความพยายาม’ ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนที่ไม่เคยมีใครบอก ก็คือ ‘โชค’
ยกตัวอย่างจากหนังสั้นที่ตัวละคร ‘แวน ธิติพงษ์’ นักธุรกิจพันล้าน ที่มาเล่าเคล็ดลับความสำเร็จให้ฟัง ประโยคไวรัลที่ใครๆ ก็จำได้ก็คือ “เกิดเป็นลูกคนรวย ถ้าไม่ทำตัวหัวxxxจนเกินไป ยังไงก็ประสบความสำเร็จครับ”
ลองตั้งคำถามเล่นๆ ว่าถ้าแวนไม่ได้เกิดมาเป็นลูกคนรวย ชีวิตเขาจะประสบความสำเร็จอย่างที่เป็นทุกวันนี้ไหม?
‘Merit O Crazy ชีวิตจริงที่ชิงโชค’ หนังสือเล่มนี้เขียนโดย อ.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี นักเศรษฐศาสตร์ความสุขและอาจารย์ด้านพฤติกรรมศาสตร์ ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์แซลมอน
นี่คือหนังสือที่จะบอกว่าทำไมความพยายามอย่างเดียวถึงไม่พอ แต่ต้องอาศัย ‘โชค’ เข้ามาร่วมด้วย และด้วยวิธีคิดที่ว่า ชีวิตนี้เพราะมีแต่ความพยายามจึงทำให้สำเร็จนี่แหละ คือเหตุที่สังคมไม่อยากแบ่งปันผลประโยชน์ให้คนกลุ่มที่ด้อยกว่า เพราะมองว่าพวกเขาผิดที่พยายามไม่พอ
เมื่อปีเกิดก็มาจากโชค
เวลาพูดถึงโชค เราไม่ได้หมายถึงการซื้อหวยแล้วถูกรางวัลที่ 1 อย่างเดียว แต่มันคือสิ่งรอบตัวที่เราไม่เคยนึกถึงเลยต่างหากว่ามันมาพร้อมกับโชค
อ.ณัฐวุฒิ เสนอว่า สิ่งที่โชคช่วยเรามีตั้งแต่ ปีที่เกิด นามสกุล พื้นเพครอบครัว ไปจนถึงเพื่อนที่คบ
“สมัยลุงนะ ทำงานปีแรกๆ ก็เก็บเงินซื้อที่ดินได้แล้ว”
ประโยคนี้มาจากการได้พูดคุยกับญาติวัย 70 ปี ผู้ฟังในวัย Gen Z อย่างเราได้ยินแล้วถึงกับตะลึงในความสามารถในการเก็บเงินของคุณลุงท่านนี้ พร้อมกับตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าเราตั้งใจเก็บเงินแบบจริงจังจะซื้อที่ดินได้แบบที่คุณลุงพูดไหม เพราะการซื้อที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ในยุคนี้เป็นอะไรที่ไกลเกินเอื้อมเหลือเกินสำหรับคนชนชั้นกลาง
แต่ความลับที่ลุงไม่เคยบอก เพราะไม่อาจจะรู้ก็คือ ลุงเกิดในบุคของเบบี้บูมเมอร์ (ระหว่างปี 1946-1964) ซึ่ง อ.ณัฐวุฒิ เรียกว่าเป็น ‘ยุคแข็งแกร่ง’ ของเศรษฐกิจ เป็นผลมาจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการจ้างงานเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงค่าแรงก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้รายได้เฉลี่ยของคนส่วนใหญ่สูงกว่าราคาอสังริมทรัพย์เสียอีก นี่ยังไม่รวมที่รัฐบาลให้การสนับสนุนการศึกษาทำให้มีการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายไปอีกด้วย (ตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2503 ระบุว่า ไม่มีการเก็บค่าเล่าเรียนในสถานศึกษาของรัฐ เฉพาะช่วงชั้นที่อยู่ในการศึกษาภาคบังคับ)
เมื่อเปรียบเทียบกับคนในยุคไล่เลี่ยกัน คือยุคมิลเลนเนียลหรือเจนวาย (ระหว่างปี 1981-1996) พบว่าทั้งสองกลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อ.ณัฐวุฒิชี้ว่า วิกฤติการณ์ที่คนเจนวายเจอในช่วงเรียนจบคือ ต้มยำกุ้งในปี 1997 ที่ส่งผลกระทบไปทั้งไทยและหลายประเทศทั่วเอเชีย เท่านั้นยังไม่พอ เหตุการณ์ 9/11 เมื่อปี 2001 ส่งผลให้เศรษฐกิจและตลาดแรงงานสั่นคลอน ตลอดจนวิกฤติการณ์แฮมเบอร์เกอร์จากสหรัฐอเมริกาในปี 2007-2009 ที่ทำให้อัตราจ้างงานต่ำ และคนตกงานเพิ่มขึ้น
กล่าวคือ ถ้าโชคดีเกิดเป็นคนเบบี้บูมเมอร์แบบลุง ป่านนี้เราอาจจะมีบ้านสัก 2-3 หลัง มีที่ดินเอาไว้นอนเล่นอยู่ที่ต่างจังหวัดแล้วก็ได้

นามสกุลคือตัวตนของฉัน
“มึงรู้ไหม กูลูกใคร?”
“Do you know who my father is?”
ประโยคสากลที่ไม่ว่าจะพูดภาษาอะไรก็ใช้ประโยคนี้กันหมด บ่อยครั้งที่ดูซีรีส์เกาหลีก็ต้องตัวร้ายบ้านรวยก่นด่านางเอกฐานะต่ำต้อยด้วยประโยคทำนองนี้ อ.ณัฐวุฒิมองว่านี่ไม่ได้ปรากฎแค่ในละคร แต่มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง เพราะสมบัติล้ำค่าของใครๆ หลายคนคือ ‘นามสกุล’
ในบางแวดวงทางสังคม นามสกุลไม่ได้บอกแค่ว่าเราเป็นใคร แต่มันบอกว่าเราเป็นลูกใคร หลานใคร บอกแม้กระทั่งว่าเราอยู่ฐานันดรไหนของสังคม
ยกตัวอย่างฉากหนึ่งจากละคร ‘ขวัญฤทัย’ ที่ถ่ายทอดผ่านช่อง 3 ในฉากที่ ‘ม.ล.ปกเกศ จุฑาเทพ’ ลูกสาวของตระกูลเชื้อพระวงศ์ที่ใครๆ ก็ต่างนับหน้าถือตา เธอไม่เคยบอกใครเรื่องชาติกำเนิดของเธอ เพราะไม่ชอบให้ใคร ‘ปฏิบัติ’ กับเธอแตกต่างออกไปจากคนอื่นๆ ระหว่างฝึกงานอยู่ที่ห้องเสื้อ ม.ล.ปกเกศถูกเพื่อนร่วมงานกลั่นแกล้งและกระแหนะกระแหนเนื่องจากลุคที่ดู ‘หรูหรา’ ของเธอ
ท้ายที่สุดกลุ่มขี้อิจฉาก็ทราบว่าเธอนามสกุล ‘จุฑาเทพ’ ซึ่งเป็นนามสกุลที่เป็นที่รู้จักและเคารพในสังคมชั้นสูง หลังจากนั้นคนกลุ่มก็ปฏิบัติกับเธอแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
หนังสือเล่มนี้ยกตัวอย่างการทดลองของฟิลิป โอริโอปูลอส (Philip Oreopoulos) นักเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยโทรอนโต (University of Toronto) แคนาดา โดยฟิลิปสุ่มส่งสมัครงานออนไลน์ในโทรอนโต ด้วยใบสมัครงานที่ถูกปรับแต่งให้มีประสบการณ์ต่างประเทศ ชื่อและนามสกุลให้ดูเหมือนเป็นชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น ชื่อแบบเชื้อชาติอินเดีน ปากีสถาน จีน และกรีก ผลปรากฎว่าชื่อเหล่านี้ได้รับการติดต่อสัมภาษณ์น้อยกว่ากลุ่มที่ใช้ชื่อภาษาอังกฤษ 25-40% ถึงแม้จะมีประสบการณ์ทำงาน หรือจบจากสถาบันที่มีชื่อเสียง ก็ไม่ได้ช่วยให้มีแนวโน้มการจ้างงานมากขึ้น

มีเพื่อนดีเป็นศรีแก่ตัว
ถ้าคุณบังเอิญเป็นคนที่เกิดพร้อมกับนามสกุลโนเนม และเกิดในช่วงเศรษฐกิจถดถอย อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอย่าเพิ่งท้อ เพราะมันยังมีประตูไปสู่ความสำเร็จที่เรียกว่า ‘เพื่อน’ อยู่ยังไงล่ะ
อ.ณัฐวุฒิ ชี้ว่า คนเราสามารถมีโอกาสที่ดีในชีวิตได้จากคบเพื่อนที่มีฐานะดี งานวิจัยเรื่อง Social Capital I : Measurement and Associations with Economic Mobility และ Social Capital II : Determinants Economic Connectedness เปิดเผยว่า ‘ทุนทางสังคม’ คือส่วนสำคัญที่จะช่วยเลื่อนฐานะชีวิตของเราได้
หนึ่งในทุนทางสังคมก็คือ ‘ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ (Economic Connectedness : EC)’ ที่หมายถึงมิตรภาพระหว่างบุคคลที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูงกับต่ำ โดยงานวิจัยนี้ชี้ว่า ถ้าเรามีรายได้น้อย แต่เพื่อนมีรายได้สูง ก็มีโอกาสที่เราจะมีรายได้สูงด้วยเหมือนกันในอนาคต
งานวิจัยนี้ยกตัวอย่างเมืองมินนีแอโพลิส สหรัฐอเมริกา ที่เด็กมีรายได้น้อยมีเพื่อนเป็นเด็กที่มีรายได้สูง 49% เมื่อเด็กกลุ่มนี้โตขึ้น พวกเขากลับมีรายได้ที่มากขึ้น ซึ่งโอกาสที่คนมีรายได้ต่ำจะเป็นเพื่อนกับคนมีรายได้สูง มาจากการเข้าร่วมกลุ่มต่างๆ เช่น เรียนห้องเดียวกัน ทำงานที่เดียวกัน
จะเห็นได้ว่าอย่างน้อย เราก็มีโอกาสพลิกชีวิตตัวเองได้จากการเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสังคมที่มีคุณภาพ แต่ทั้งนี้มันจะมีสักกี่คนที่พาตัวเองไปถึงจุดนั้นได้
เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้ทุกคนต้องดิ้นรนไปหากลุ่มเพื่อนที่ดีเพื่อไปอยู่จุดสูงสุดของชีวิต ‘นโยบาย’ ที่ทั่วถึงต่างหากที่จะช่วยให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ใฝ่ฝันได้

โลกที่คนแพ้ก็ต้องดูแลตัวเอง
คุณว่าเชื่อโลกนี้ยุติธรรมไหม?
คำถามสำคัญจากหนังสือเล่มนี้ที่อ.ณัฐวุฒิทิ้งไว้ในบทแรกๆ ความหมายของความยุติธรรมในบริบทนี้ คือ ใครทำดีย่อมได้ดี ส่วนคนที่ทำชั่วก็ต้องได้รับบทลงโทษจากสังคม กฎหมาย หรือแม้กระทั่งกฎแห่งกรรม
แต่ความเชื่อที่ว่าโลกนี้ยุติธรรมอย่างถ่องแท้ นำไปสู่ความเข้าใจบางอย่างที่เรียกว่า ‘การโทษเหยื่อ’ กล่าวคือ ผู้ที่เชื่อว่าโลกนี้ยุติธรรมมักจะมองว่า สิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นต่อคนๆ หนึ่ง มาจากการกระทำของเขาเอง
อ.ณัฐวุฒิยกตัวอย่างเหตุการณ์อุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศไทย ที่เกิดขึ้นบ่อยจนชินชา บ่อยจนหลายคนมองว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นมามันก็เป็นความผิดของผู้ขับขี่นั่นแหละที่ไม่รอบคอบมากพอ เช่น มีถนนบางเส้นที่มอเตอร์ไซต์มักจะย้อนศรเป็นปกติ พอเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา หลายคนมองว่าก็เพราะไม่ศึกษาเส้นทางให้ดีก่อน มันจึงเป็นแบบนี้ หรือกรณีมอเตอร์ไซค์ล้มเพราะพื้นถนนขรุขระ ถ้าคนขับไม่ใส่หมวกกันน็อค ก็จะโดนมองว่า เพราะไม่ยอมใส่หมวกกันน็อคเองถึงได้บาดเจ็บ
ถึงแม้จะเคยเรียกร้องผู้อำนาจไปแล้วว่าถนนไม่ดี เกิดอุบัติเหตุบ่อย สุดท้ายก็ไม่เป็นผล ทำให้คนส่วนใหญ่อยู่ในภาวะจำยอมที่เกิดจากการเรียนรู้ (Learned Heplessness) ที่หมายถึงการเจอเหตุการณ์เดิมๆ ซ้ำๆ แต่แก้ไขอะไรไม่ได้ จนสุดท้ายเราจำนนต่อสิ่งนั้น และเชื่อว่ามันอยู่นอกการควบคุมของเราไปแล้ว พอรู้ว่าแก้ไขไม่ได้ สิ่งที่เราทำคือการหาเหตุผลมารองรับเหตุการณ์นั้นแทน
อ.ณัฐวุฒิเสริมอีกว่า นี่คือความคิดแบบเดียวกันกับที่คนทั่วไปมีต่อผู้ติดเชื้อเอดส์ (AIDS) เพราะหลายคนเชื่อว่าพวกเขาคือกลุ่มคนที่ติดเชื้อจากความมักง่ายและรักสนุกของตัวเอง เพราะฉะนั้นถ้าเกิดรักษาไม่ได้ หรือไม่มีเงินรักษาตัวมากพอ หลายคนโทษว่าเป็นความผิดของคนไข้ที่ไม่ดูแลตัวเอง
ความคิดเรื่องการโทษเหยื่อไม่ได้เกิดขึ้นในเฉพาะสถานการณ์ยิบย่อย แต่มันส่งผลไปถึง ‘นโยบาย’ ของประเทศ
ถ้าคนในประเทศเชื่อว่าที่ตัวเองมีวันนี้ได้ เพราะความพยายามล้วนๆ พวกเขามักจะมีแนวโน้มที่จะจ่ายภาษีน้อย
หลายครั้งที่คนมักตั้งคำถามกับคนไร้บ้านว่า “เราจะเอาเงินภาษีของตัวเอง ไปช่วยเหลือคนไร้บ้านที่ขี้เกียจทำไม?” เป็นเพราะเรามองว่าเราพยายามอย่างหนักเพื่อจะให้ได้เงินมาก ส่วนของคนไร้บ้านที่ไม่พยายามอะไรเลยกำลังเอาเปรียบเราอยู่
รัฐเองก็จะออกแบบนโยบายที่ให้ทุกคนอย่างเท่ากัน แต่ไม่ได้มองต้นทุนเดิมของแต่ละคน สมมติว่า เด็กทุกคนจะได้เงินอุดหนุนการศึกษาเป็นจำนวน 3,000 บาท เด็กชาย A มีต้นทุนจากที่บ้านอยู่แล้ว (เช่น มีที่อยู่อาศัยที่ดี มีรถ มีพ่อแม่ขับให้) สามารถเอาเงินจำนวนนี้ไปต่อยอดในการซื้อหนังสือหรือซื้ออุปกรณ์การเรียนได้ ต่างกับเด็กชาย B ไม่มีต้นทุนที่บ้านเลย (เช่น ไม่มีบ้าน เด็กต้องออกไปทำงานเลี้ยงครอบครัว) กลับต้องเอาเงินจำนวนนี้ ไปแบ่งให้ที่บ้านใช้ เอาไปซื้อชุดนักเรียน แบ่งไปเป็นค่าข้าวเที่ยง ค่าเดินทางไปโรงเรียน ฯลฯ
เป็นเรื่องธรรมดาที่คนแบบเด็กชาย A จะมีอนาคตที่ดีกว่า ส่วนเด็กชาย B ก็คงตามมีตามเกิด
เพราะฉะนั้นถ้าคนเราเกิดมาด้วยโชคที่ไม่เท่ากันตั้งแต่แรก อ.ณัฐวุฒิมองว่า นโยบายและสวัสดิการจึงต้องออกแบบมาให้คนมีต้นทุนที่ไม่เหลื่อมล้ำกัน เหมือนกับในประเทศฝั่งยุโรปส่วนใหญ่ที่มองว่า การที่คนหนึ่งร่ำรวยได้ มาจากการที่คนๆ นั้นมีต้นทุนที่มากกว่าคนทั่วไปตั้งแต่แรก อ.ณัฐวุฒิมองว่า ระบบสวัสดิการใน อังกฤษ เยอรมันนี ฝรั่งเศส และประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย จึงเป็นระบบที่แข็งแรง และลดความเหลื่อมล้ำได้จริงๆ
ท้ายที่สุดแล้วหนังสือเล่มนี้ไม่ได้บอกให้ทุกคนโยนความพยายามของตัวเองทิ้งไป เพียงแต่ชวนให้หันกลับมามองโชคที่เรามีในมือกันอีกครั้ง และทบทวนกันว่า ในเมื่อเราเป็นคนหนึ่งที่โชคดีจึงมีทุกวันนี้ได้ ทำไมเราถึงไม่ยอมให้คนที่ ‘โชคไม่ดี’ อย่างคนไร้บ้าน แรงงานไร้ทักษะ ฯลฯ มีสวัสดิการรองรับชีวิตของเขาบ้าง ในเมื่อพวกเขาก็พยายามสุดความสามารถแล้ว เพียงแต่โชคพามาไกลได้เท่านี้จริงๆ
เพราะฉะนั้นสังคมที่อยากลดเหลื่อมล้ำ (แบบถ่องแท้) ก็ไม่ควรจะทิ้งประชาชนให้เดิมพันชีวิตอยู่บนโชคอย่างเดียว

