เมื่อการคุยกับคนแปลกหน้า ช่วยแก้ ‘ความเหงา’ รู้จัก Microconnections การปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนไม่รู้จักกัน ที่ช่วยให้เรารู้สึก ‘เป็นส่วนหนึ่ง’ ของสังคม

จริงอยู่ที่อินเตอร์เน็ตทำให้เราพบปะคนในโลกออนไลน์ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนของโลกก็ตาม แต่ขณะเดียวกันเรากลับเจอคนในชีวิตจริง แบบตัวเป็นๆ กันน้อยลง

จากที่แต่ก่อนต้องออกจากบ้านไปกดเงินที่ธนาคาร เดี๋ยวนี้แค่โอนผ่านมือถือไม่ถึง 5 นาทีก็ทำได้แล้ว เมื่อก่อนต้องออกไปเดินตลาดเพื่อวัตถุดิบมาทำกับข้าว ตอนนี้แค่กดสั่งผ่านช่องทางออนไลน์โดยไม่ต้องเจอหน้าใครก็ทำได้เหมือนกัน

เชื่อว่าหลายคนน่าจะสงสัยว่า แล้วเราจะคุยกับคนแปลกหน้าไปทำไม? เราไม่ได้พูดถึงการจับเข่าคุยแบบ Deep Talk แต่มันคือเรื่องของการมีปฏิสัมพันธ์แบบเล็กๆ น้อยๆ (Microconnections) ที่สัตว์สังคมอย่างมนุษย์ต่างก็โหยหาอยู่ลึกๆ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้สามารถสร้างประโยชน์ให้กับตัวเองและคนอื่นได้เช่นกัน

Microconnections หมายถึง การปฏิสัมพันธ์กันแบบผิวเผิน หรือเล็กๆ น้อยๆ มักจะเป็นบทสนทนาสั้นๆ ที่เกิดขึ้นแบบไม่ได้ตั้งใจหรือวางแผนไว้ก่อน เป็นโมเมนต์ที่เกิดขึ้นสั้นๆ กับคนแปลกหน้าที่บางทีเราอาจจะไม่ได้เวียนมาพบเจอกันอีก การปฏิสัมพันธ์แบบนี้สามารถทำได้จากการพาตัวเองออกไปเจอคน ออกไปเจอโลกภายนอก เช่น คนแปลกหน้าประตูให้เราก็พูดว่าขอบคุณ ชมป้าร้านอาหารตามสั่งว่าผัดกับข้าวได้แซ่บถึงทรวง หรือคุยกับช่างตัดผมว่าช่วงนี้คนเข้าร้านเยอะหรือไม่

ดร.กิลเลียน แซนด์สตอม (Gillian Sandstrom) รองศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาแห่งความเมตตา ณ มหาวิทยาลัยซัสเซ็กซ์ สหราชอาณาจักร เปิดเผยผ่านเว็บไซต์รีดเดอร์ไดเจส (Reader’s Digest) นิตยสารด้านไลฟ์สไตล์และสุขภาพชื่อดังจากสหรัฐอเมริกา ว่าส่วนสำคัญที่สุดของการปฏิสัมพันธ์เหล่านี้ช่วยบรรเทาปัญหา ‘ความเหงา’ ได้

จากการศึกษาของ AARP เมื่อปี 2025 พบว่า 40% ของชาวสหรัฐอเมริกาพบเจอกับความเหงา และเพิ่มขึ้นสูงมากถึง 35% ถ้านับจากปี 2010 และ 2018 นอกจากนี้สมาคมจิตวิทยาอเมริกันลงพื้นที่สำรวจและพบว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้คนในสหรัฐอเมริกาเคยรู้สึกการขาดการเชื่อมต่อทางอารมณ์ พวกเขารู้สึกโดดเดี่ยวจากผู้อื่น 54% รู้สึกถูกทอดทิ้ง 50% หรือขาดเพื่อนฝูง 50% ซึ่งมักเป็นเหตุการณ์ที่เจอบ่อยครั้งหรือบางครั้ง

ในขณะที่ประเทศไทยก็กำลังเผชิญกับปัญหาความเหงาอยู่เช่นกัน คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ร่วมกับธนาคารจิตอาสา และสสส. จัดทำผลสำรวจความเหงาในกลุ่มประชาชนอายุ 18-75 ปี พบว่า คนไทยมีความเหงาสูงถึง 83% แบ่งเป็นเหงาน้อย 17% เหงามาก 18% และเหงาปานกลาง 65% ซึ่งมีสาเหตุมาจากการขาดความเชื่อมโยงทางจิตใจกับสังคม โดยกลุ่มเสี่ยงที่จะเจอความเหงามักเป็น คนที่พักอาศัยอยู่ตามลำพัง คนที่พักอาศัยในเขตเมือง และคนที่มีปัญหาสุขภาพ

ทั้งนี้เพราะการเข้าหาเทคโนโลยีเริ่มทำได้ง่ายกว่าเข้าหาคนแบบตัวเป็นๆ คนไทย 1 ใน 5 รู้สึกว่าการคุยกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) สบายใจกว่าคุยกับพ่อแม่ เพื่อน หรือคนใกล้ตัว เพราะกลัวการถูกตัดสิน

การมีปฏิสัมพันธ์กันแบบเล็กๆ น้อยๆ จะเข้ามาช่วยบรรเทาอาการเหงาได้ แซนด์สตอมระบุว่า อย่างน้อยก็ช่วย ‘บูส’ อารมณ์เราได้ เช่น กรณีที่เดินผ่านใครก็ไม่รู้แล้วเผลอมองหน้ากัน แค่ยิ้มให้ หรือพูดว่า ‘สวัสดีค่ะ/ครับ’ หรือพูดขอบคุณบาริสต้าที่ทำกาแฟให้ แค่นี้ก็ถือว่าเริ่มต้นได้ดีแล้ว

“มันคือความรู้สึกของการเชื่อมโยงกันและกัน ความรู้สึกที่ว่าเราถูกมองเห็นโดยใครสักคน ซึ่งความรู้สึกนี้มันส่งผลดีต่ออารมณ์”

แซนด์สตอมกล่าวว่าการเชื่อมโยงทางสังคมเข้าไปเพิ่มระดับฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้เรารู้สึกผูกพัน มีความเชื่อใจ และรู้สึกปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีผลต่อฮอร์โมนโดพามีน (Dophamine) สารสื่อประสาทที่ทำให้มนุษย์รู้สึกดี

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม แซนด์สตอมเสริมว่า ความรู้สึกที่เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม คือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการเป็นพื้นฐาน

“มันเป็นความรู้สึกที่ว่า เราจะเดินไปไหนก็รู้สึกปลอดภัยและไม่แปลกแยก เพราะเราเชื่อใจคนที่เดินผ่านไปผ่านมาได้”

การคุยกับคนแปลกหน้าทำให้เราเจอกับมุมมองในชีวิตที่แปลกใหม่ เพราะต่างคนก็ต่างไม่รู้จักพื้นเพของกันและกันมาก่อน บางทีการรู้จักวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตของผู้คนอีกแบบหนึ่งก็มาจากการแวะคุยกันไม่กี่นาทีนี่เอง ถือเป็นการเปิดมุมมองในชีวิตให้กับกันและกัน แซนด์สตอมมองว่าต่อให้คนตรงข้ามที่เราไม่รู้จัก มีจุดยืนบางอย่างต่างกับเรา บางทีก็คุยง่ายกว่าคนในครอบครัวเสียอีก

“เราสามารถเปิดรับความเห็นจากคนแปลกหน้าที่อาจจะไม่ได้เห็นแบบเดียวกับเราได้ง่ายกว่า เพราะเราต่างไม่มีความเชื่อมโยมที่ลึกซึ้งต่อกัน”

นอกจากส่งผลดีต่อตัวเราเอง แน่นอนว่ามันก็เข้าไปเพิ่มอารมณ์ด้านบวกให้กับคนตรงข้าม เช่น การชมคนที่เดินสวนกันว่ากระเป๋าน่ารักจังเลย หรือรองเท้าสวยจังเลย แน่นอนว่าคนที่ถูกชมก็ต้องดีใจที่เลือกใส่ของที่สวยงาม หรืออาจจะนึกชมรสนิยมการเลือกเสื้อผ้าของตัวเองไปในใจ

แซนด์สตอมมองว่ามันสร้างผลดีให้กับสังคม หรือชุมชนที่เราอยู่อีกด้วย การที่ต่างคนต่างมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันมันเข้าไปสร้างความเป็น ‘ปึกแผ่น’ กับชุมชนนั้นๆ อย่างน้อยเราและคนอื่นๆ ที่ผ่านไปผ่านมาก็จะรู้สึกว่าตัวเองได้รับการยอมรับ ได้รับการมองเห็น และมีตัวตนจริงๆ ในสังคมนั้น

วิธีสร้างการปฏิสัมพันธ์เล็กๆ

ทั้งนี้เราเข้าใจได้ว่าการเข้าไปคุยกับคนแปลกหน้าอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนอยากทำสักเท่าไหร่ แต่ถ้าใครสนใจอยากลองทำดู นี่ก็เป็นทริคฉบับง่ายที่สามารถนำไปปรับใช้กันได้ ต่อให้เป็นอินโทรเวิร์ตก็ทำได้เช่นกัน

พาตัวเองออกไปเจอผู้คน – แน่นอนว่าถ้าอยากจะลองคุยกับคน ก็ต้องลองเอาตัวเองออกไปเจอคนก่อน ไม่จำเป็นต้องไปวงเสวนาหรืองานประชุมใหญ่โต แค่ออกไปซื้อข้าวเที่ยง หรือออกไปเดินเล่นในห้างก็ทำให้เจอคนเยอะๆ แล้ว อาจจะเริ่มจากสถานที่ใกล้บ้านที่เรารู้สึกปลอดภัยกับที่ที่นั้นอยู่แล้วก็ได้

เริ่มจากเรื่องเล็ก – แซนด์สตอมเสนอว่า เราไม่จำเป็นต้องเตรียมบทสนทนาแบบเป็นจริงเป็นจัง ปล่อยให้มันขึ้นอยู่กับอารมณ์และสถานการณ์ตอนนั้นดีกว่า เช่น คุยกับป้าที่ทำกับข้าวว่าช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง ขายดีไหม หรือยิ้มให้คนแปลกหน้าที่เรารู้สึกว่าอยากยิ้มให้ แต่ไม่จำเป็นต้องยิ้มให้ทุกคนตลอดเวลา

สร้างบทสนทนาแบบไวๆ – เพราะบางทีคนที่เราคุยด้วยก็เป็นคนที่ไม่เคยเจอมาก่อน และก็อาจจะมีโอกาสได้เจอกันแค่ครั้งเดียว บทสนทนาจึงเริ่มต้นแบบสั้นๆ และฉับไว แซนด์สตอมแนะนำว่าให้เริ่มจากการตั้งคำถามสิ่งที่เขาทำอยู่ เช่น เห็นว่าอ่านหนังสือก็ถามว่าอ่านอะไรอยู่ หรือถ้าใส่เสื้อสวยๆ ก็ถามว่าซื้อเสื้อจากที่ไหน นอกจากนี้ก็มองหาสิ่งที่เราและเขามีเหมือนกัน เช่น เห็นคนใช้พวงกุญแจรูปศิลปินที่เราชื่นชอบ เราก็อาจจะเริ่มต้นจากการมองว่าชอบคนเดียวกันเลย และสานต่อบทสนทนา ที่สำคัญแซนด์สตอมบอกว่าทุกการกระทำและคำพูด ต้องมาจาก ‘ความใจดี’ กล่าวคือ เราคงไม่เดินหาคงแปลกหน้าแล้วพูดว่า ‘เสื้อน่าเกลียดจัง’ มันควรจะเป็นคำชม คำพูดดีๆ ต่อกันที่ทำให้เราคุยด้วยกันต่อได้

ในฐานะคนที่ศึกษาเรื่องประโยชน์ของการปฏิสัมพันธ์ แซนด์สตอมเสนอว่าให้ทุกคนลองออกไปคุยกับคนแปลกหน้าบ้าง มันอาจจะเริ่มต้นไม่ดีก็ไม่เป็นไร เพราะยังไงเราก็ไม่เจอกันอีก แต่อย่างน้อยก็ได้ฝึกฝนทักษะการเข้าสังคมและการสื่อสารไปในตัว

อ้างอิง :

Rd.com

Thaihealth.or.th