“ตลาดงานหรือนโยบายของบ้านเรามักเน้นแต่วัยหนุ่มสาว แต่ถ้าเป็นวัยกลางคน ประเทศไทยแทบจะไม่มีเลย”
ในโลกของการทำงาน เรามักยินดีให้กับก้าวแรกของแรงงานหนุ่มสาวเสมอ ทั้งนโยบายส่งเสริมการจ้างงาน โครงการบ่มเพาะ และพื้นที่ทดลองทักษะใหม่ๆ แต่สำหรับคนที่เดินข้ามครึ่งแรกของชีวิต จนตัวเลขบอกอายุแตะหลักสี่ ตลาดแรงงานกลับดูเหมือนจะค่อยๆ ลดเสียงลงเรื่อยๆ ราวกับว่าเมื่อก้าวเข้าสู่วัยกลางคน (Middle Age) สิ่งที่ต้องทำมีเพียงการประคองชีวิต ทำงานไปวันๆ และนับถอยหลังรอวันเกษียณ
รศ. ดร.รัตติยา ภูละออ ผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติการวิจัยและประสานงานเพื่อการวิจัยแรงงานแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU-COLLAR) เปิดบทสนทนาว่าด้วยวัย 45 คือวัยที่สังคมและรัฐละเลย และเป็นผลลัพธ์หนึ่งของ ‘วิกฤตแก่ก่อนรวย’ แบบที่หลายคนคิดไม่ถึง
“ผู้สูงอายุมีอัตราการว่างงานต่ำมาก น้อยกว่าคิดเป็นแค่ร้อยละ 1 สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือเขาทยอยถูกให้ออกตั้งแต่ช่วง 45-50 ปี”
ในวันที่โครงสร้างประชากรไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ว่าเราจะขยายอายุเกษียณออกไปอีกกี่ปี แต่คือการย้อนกลับมาถามว่า ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เราเคยมี ‘จุดพัก’ เพื่อสำรวจตัวเองจริงๆ บ้างหรือยัง? แล้วค่อยออกนโยบายแทรกแซงการจ้างงาน
“จริงๆ แล้วมันต้องมีจุด milestone เพื่อพักแล้วคิดว่างานที่จะทำทุกวันนี้มันคือสิ่งที่เราต้องการจริงหรือเปล่า”
จุดแวะพักที่เรียกว่า Milestone
ในการเดินทางไกล ย่อมมีจุดพักรถให้เราได้เติมน้ำมัน เช็กลมยาง และเปิดแผนที่ดูว่าเรายังมุ่งหน้าไปถูกทิศหรือไม่ ชีวิตการทำงานก็เช่นกัน
อาจารย์รัตติยาชี้ว่า สิ่งที่ประเทศไทยขาดหายไปมากที่สุด ไม่ใช่แค่โอกาสงานจากภาครัฐหรือนายจ้าง แต่คือ ‘จุด Milestone’ หรือกลไกประเมินตนเอง ที่เปิดโอกาสให้คนวัยกลางคนได้หยุดพัก เพื่อถามคำถามที่ซื่อสัตย์กับชีวิตว่างานที่ทำอยู่ทุกวันนี้ มันคือสิ่งที่เราต้องการจริงหรือเปล่า?
“เราไม่ได้พูดลอยๆ แต่มีหลายประเทศทำแล้ว เช่น อังกฤษ เขามีระบบประเมินความพร้อมการเข้าสู่ช่วงถัดไปของชีวิต ว่าเราจะทำอะไรต่อ ยังคงอยู่ในตลาดแรงงานไหม สภาพร่างกายและการเงินเป็นอย่างไร หรือสิงคโปร์เองก็มีเรื่องการประเมินที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาทักษะ”
เมื่อเราไม่มีกลไกให้เห็นตัวเองชัดเจน เราก็จะไม่รู้ว่าในอีก 10–20 ปีข้างหน้า เราต้องพกพาอะไรติดตัวไปบ้าง ทักษะเดิมที่มีอาจกำลังหมดอายุ ทักษะใหม่ที่ตลาดต้องการเราก็ยังไม่ได้เริ่มเรียนรู้ สุดท้ายฝั่งคนทำงาน จึงกลายเป็นคนที่ ‘ไม่พร้อม’ โดยไม่รู้ตัว
“พอเราไม่เคยดูตัวเอง ทำงานไปวันๆ วันหนึ่งที่ฝั่งจ้างงานเปิดรับสมัคร มันจึงไม่มีคนเข้าไปเติมเต็ม เพราะไม่มีการวางแผนตั้งแต่ต้นว่าฉันต้องมีทักษะแบบนี้ ต้องแข็งแรงแบบนี้นะ”
สามเหลี่ยมชีวิต งาน เงิน สุขภาพ
ในการปักหมุดประเมินชีวิต อาจารย์รัตติยาเน้นย้ำถึง 3 คีย์เวิร์ดสำคัญที่ไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ คือ งาน เงิน และสุขภาพ
งาน ไม่ใช่แค่การมีงานทำเพื่อรอเงินเดือนสิ้นเดือน แต่คือการทบทวนว่านี่คืองานที่ใช่หรือไม่ ทักษะใดที่ต้อง Reskill หรือ Upskill เพื่อให้เรายังคงมีคุณค่าและตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลง
เงิน การมองทะลุตัวเลขเงินเดือนไปสู่ต้นทุนชีวิตจริง หากคิดจะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัว แหล่งทุนจะมาจากไหน ถ้ามีครอบครัวและลูกที่ต้องดูแล ต้องใช้เงินเท่าไร และมีเงินออมเพียงพอสำหรับวัยข้างหน้าแล้วหรือยัง
สุขภาพ ร่างกายในวัย 40 ไม่เหมือนวัย 20 อีกต่อไป สุขภาพในมุมของอาจารย์ไม่ใช่แค่เรื่องนามธรรม แต่คือการเตรียมความพร้อมทางกายภาพเพื่อป้องกันความเสี่ยงในอนาคต เช่น การฝึกกล้ามเนื้อร่างกายช่วงล่างเพื่อไม่ให้ล้ม ซึ่งเป็นการบริหารร่างกายอีกแบบหนึ่ง เพื่อให้เรายังพึ่งพาตัวเองได้อย่างสง่างาม
การเห็น Milestone ของตัวเองชัดขึ้น จึงเปรียบเสมือนการวาดพิมพ์เขียวชีวิตใหม่ เพื่อเชื่อมโยงทั้งสามด้านนี้เข้าหากันอย่างสมดุล
ส่องกระจกดูสิงคโปร์ แล้วย้อนมองความจริงของไทย
เมื่อถามถึงโมเดลจากต่างประเทศอย่างสิงคโปร์ ซึ่งดูเหมือนผู้คนจะพร้อมใจลุกขึ้นมาเรียนรู้สิ่งใหม่ อาจารย์รัตติยาอธิบายเบื้องหลังที่น่าสนใจ
“สิงคโปร์เขาก็ไม่ได้พร้อมใจหรอก ถูกระบบกึ่งบังคับผ่านดิจิทัล”
สิงคโปร์ขับเคลื่อนผ่านโครงการ SkillsFuture โดยมอบเครดิตพัฒนาทักษะจำนวน 4,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ให้แก่ประชาชนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ที่สำคัญคือ ภาครัฐเป็นผู้ทำหน้าที่ประเมิน Milestone เอง
“การประเมินนี้ต้องทำจากภาครัฐ ไม่ควรให้เอกชนเป็นคนทำ เพราะถ้าบริษัทเป็นคนประเมิน พนักงานจะเกิดความกังวลเรื่องความมั่นคงในงานทันที และสิงคโปร์เขาแทร็กคนผ่านระบบดิจิทัล ผูกกับสิทธิประโยชน์อย่างชัดเจน เพราะถ้าปล่อยให้เป็นระบบสมัครใจ (Voluntary) มันจะมีขนาดเล็กและไม่ได้ผล”
ทว่า เมื่อหันกลับมามองบริบทของไทย การจะยกโมเดลของสิงคโปร์มาสวมทับทันทีย่อมไม่ง่าย เพราะตลาดแรงงานสิงคโปร์เป็น แรงงานในระบบ (Formal Sector) ที่มีความครอบคลุมสูง ขณะที่ประเทศไทย แรงงานส่วนใหญ่เป็น แรงงานนอกระบบ (Informal Sector)
“ของไทยเรา formal sector น้อยมาก ดังนั้นการพูดเรื่องขยายอายุเกษียณจึงส่งผลได้จำกัดมาก”
ก้าวสู่วัยสี่สิบ ด้วยความหวังของการเริ่มต้นใหม่
การพูดถึงชีวิตในวัย 40+ มักถูกตีตราด้วยคำว่า ‘วิกฤตวัยกลางคน’ หรือภาพของคนหมดไฟที่จำใจทำงานเดิมซ้ำๆ เพื่อรอเวลาเกษียณ
แต่ในมุมของคนวัย 40+ อย่างอาจารย์รัตติยา และผู้ที่ทำวิจัยด้านแรงงาน สำทับว่าการก้าวสู่หลักสี่ไม่ได้หมายถึงการเข้าสู่ช่วงท้ายของการแข่งขัน หากแต่เป็น จุดพักครึ่งเวลา (Half-time) ที่เปิดโอกาสให้เรามองกระดานชีวิต ทบทวนแผนการเล่น และเติมพลังกายพลังใจเพื่อลงสนามในครึ่งหลังอย่างมั่นใจ
Milestone จึงไม่ใช่กรอบบังคับที่สร้างความกดดัน แต่เป็นศิลปะของการสำรวจตัวเองอย่างซื่อตรงว่าเราจะวิ่งไปทางไหน แล้วใช้ชีวิตที่เหลือให้มีความสุขอย่างไร
“อย่าลืมว่าเราไม่ได้ใช้ชีวิตเพื่อรอวันเกษียณ แต่เราต้องใช้ชีวิตให้มีความสุขในทุกช่วงวัย” อาจารย์รัตติยากล่าวทิ้งท้าย
