กลัว Evil Eye หรือกลัว ‘อาย’ ถ้าทำไม่สำเร็จ : ถอดรหัส ‘Moving in Silence’ ความเชื่อที่ว่าเราจะสำเร็จ ถ้าไม่บอกใครว่ากำลังทำอะไรอยู่

“คุณไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศทุกอย่างที่คุณทำ คุณไม่จำเป็นต้องโพสต์ทุกความก้าวหน้าที่มี มันไม่จำเป็นเลยที่จะต้องให้ทั้งโลกรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ นักสู้ของจริงให้ความสำเร็จ ความเปลี่ยนแปลง เป็นตัวแทนที่พูดแทนตัวเอง”

นี่คือคำพูดจากช่องติ๊กต็อกที่ชื่อว่า ‘notsoprivate’ ที่เล่าถึงการเติบโตโดยไม่ต้องบอกให้ใครรู้ ทำอย่างเดียว ไม่ต้องพูด หรือเรียกง่ายๆ ว่า ‘Moving in Silence’ ซึ่งเป็นประเด็นที่โลกออนไลน์ให้ความสนใจกันสักพัก

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่ว่า เราอาจจะกำลังจะสมัครงานตำแหน่งที่สูงกว่าเดิม บริษัทที่ใหญ่กว่าเดิม ซึ่งมีการแข่งขันที่สูงขึ้นด้วย ถ้าอยากจะเติบโตแบบเงียบๆ เราจะไม่บอกใครกว่าเรากำลังจะไปสมัครงานใหม่ที่ไหน ตำแหน่งอะไร หรือเงินเดือนเท่าไหร่ ไม่บอกแม้กระทั่งว่าเราต้องใช้การเตรียมตัวอย่างไร เอาง่ายๆ ว่ากว่าคนรอบตัวจะรู้อีกที ก็ตอนที่ได้เป็นพนักงานในบริษัทนั้นแล้ว

คล้ายกันกับการที่เพื่อนไม่บอกว่ากำลังมีคนคุย หรือมีคนมาจีบ เพราะกลัวว่าถ้าบอกไปแล้ว ความรักครั้งนี้จะไม่สำเร็จ คิดว่าหลายคนคงเคยเจอสถานการณ์ที่อยู่ดีๆ ก็เห็นเพื่อนมีแฟน โดยที่ไม่มีใครรู้มาก่อนว่าเขาคนนั้นเป็นใคร มาจากไหน หรือไปรักกันตอนไหน

มีอินฟลูเอนเซอร์หลายคนออกมาพูดถึงประเด็นนี้เป็นเสียงเดียวกันว่าการเติบโตแบบเงียบๆ ส่งผลดีต่อพวกเขาอย่างไร แอลลี่ เฉิน (Allie Chen) จากช่องติ๊กต็อก @Alliechen เปิดเผยว่าเธอได้เรียนรู้พลังของการเติบโตแบบเงียบๆ เธอมีการวางแพลนและมีเป้าหมายแต่ก็เก็บสิ่งนั้นไว้กับตัวเองแล้วไม่เคยบอกใคร เพราะเชื่อว่า ถ้าถึงเวลาที่เหมาะสม ความสำเร็จจะเปล่งประกายและตะโกนออกมาเอง

แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะกับวิธีนี้ บางส่วนเชื่อว่าการบอกคนอื่นว่าเราทำอะไรคือการเอาคำพูดตัวเองเป็นตัวประกันว่า เราจำเป็นต้องทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ แถมการบอกคนอื่นยังเป็นการได้รับกำลังใจ และพลังดีๆ จากคนรอบตัว ช่วยให้เราใกล้ความสำเร็จได้มากขึ้นอีกด้วย

ในโลกที่ใครๆ ก็ชอบแชร์ (Oversharing) แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนที่ไม่อยากจะแชร์อะไรเลยเหมือนกัน มีความเชื่อมากมายเบื้องหลังการบอกหรือไม่บอก นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่นำประเด็นนี้ไปศึกษาต่อ

พลังลบที่คอยทำลายความสำเร็จ

ความเชื่ออย่างหนึ่งที่ทำให้คนหันมาสนใจการเติบโตอย่างเงียบๆ คือความเชื่อที่ว่า ทุกครั้งที่เราเปิดเผยเส้นทางของตัวเอง จะมี ‘สายตา’ บางอย่างจ้องมองอยู่

‘Evil Eyes’ หรือ นัยน์ตาปีศาจ คือความเชื่อจากประเทศในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ที่เชื่อว่านัยน์ตาปีศาจนี้คือสายตาของความอิจฉา ซึ่งถ้าใครโดนจ้องก็อาจจะเกิดเหตุร้ายและมีเหตุที่ทำให้สิ่งที่หวังไว้จะไม่สำเร็จ

เรามักเจอคำว่านัยน์ตาปีศาจในการพูดถึงการเติบโตอย่างเงียบๆ บางส่วนเชื่อว่า การที่เราพูดหรือบอกอะไรกับใคร บางทีอาจจะมีพลังลบที่คอยขัดขวางอยู่ หรือแม้กระทั่งคนที่เราบอก เขาอาจจะไม่ได้หวังดีกับเราเสมอไป ไม่แน่ว่าเขาอาจจะอิจฉา และไม่อยากเห็นเราสำเร็จก็ได้

“ต่อให้คุณบอกความสำเร็จกับคนรอบตัว ไม่ใช่ว่าทุกคนจะยินดีไปกับคุณ”

คอมเมนต์จากผู้ใช้ติ๊กต็อกรายหนึ่งที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ บางคอมเมนต์เปิดเผยว่าแม้แต่คนที่คิดว่าไว้ใจได้ที่สุดอย่างครอบครัว หรือเพื่อนสนิท ก็มีคนที่อาจจะไม่ได้หวังดีกับเราเสมอไปเหมือนกัน

จริงๆ แล้วความเชื่อที่ว่า อย่าไปบอกใครถ้ายังไม่สำเร็จ ไม่ได้เกิดขึ้นในต่างประเทศ แต่ในประเทศไทยก็มีเช่นเดียวกัน แม่ๆ หลายคนมีความเชื่อว่าห้ามบอกใครว่าท้องในช่วง 3 เดือน ไม่เช่นนั้นอาจจะแท้ง หรือลูกออกมาไม่ปกติก็ได้ คล้ายๆ กันกับการไม่ซื้อเสื้อผ้าให้ลูกก่อนลูกจะคลอดเพราะเชื่อว่าเป็นลางไม่ดี และทำให้อาจจะไม่ได้เจอลูกได้

แต่ความเชื่อเหล่านี้ก็มีที่มาที่ไป อย่างกรณีไม่บอกใครว่าท้องในช่วง 3 เดือนแรก เพราะใน 3 เดือนแรกเป็นช่วงเวลาที่เสี่ยงต่อการแท้งได้สูงกว่าช่วงอื่นๆ ทั้งนี้ไม่ว่าจะบอกหรือไม่บอกก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกันทั้งนั้น

ส่วนเรื่องเสื้อผ้าที่ห้ามซื้อไว้ก่อน เป็นเพราะว่ากว่าลูกจะคลอดมาก็ใช้เวลาหลายเดือน การซื้อเสื้อล่วงหน้าไว้นานๆ ทำให้เสื้อมีฝุ่นสกปรก มีเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งส่งผลต่อเด็กในอนาคตได้ ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่าให้ซื้อเสื้อผ้าสำหรับเด็กได้ก่อนคลอดประมาณ 7-8 เดือน

นอกจากความเชื่อแล้ว ยังมีงานวิจัยที่ชี้ว่าบางทีการที่เราไม่บอกใครว่าเรากำลังทำอะไร อาจจะช่วยให้เราสำเร็จขึ้นก็ได้

การกระทำสำคัญกว่าคำพูด

ปีเตอร์ กอล์วิทเซอร์ (Peter Gollwitzer) นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็นคนที่บอกเป้าหมายและไม่บอกเป้าหมาย โดยจะมีเวลา 45 นาทีให้กับทุกคน เมื่อรู้ว่าเป้าหมายของตัวเองคืออะไร ก็ใช้ 45 นาทีนี่ทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ ผลออกมาว่ากลุ่มที่ไม่บอกเป้าหมายใช้เวลา 45 นาทีเต็มๆ ซึ่งในบางรายเป้าหมายก็ยังไม่สำเร็จ แต่ในกลุ่มที่บอกเป้าหมายใช้เวลาเฉลี่ยแค่ 33 นาทีเท่านั้น แต่สิ่งที่ทำก็คืบหน้าไปแค่ 25% บางส่วนให้เหตุผลว่าพวกเขาไม่อยากทำต่อ เพราะรู้สึกว่าการบอกคนอื่นก็คือความสำเร็จแล้ว

ปีเตอร์สรุปว่าการบอกคนอื่นก่อนว่าเรากำลังอะไร เรามีเป้าหมายอะไร ทำให้เรารับรู้ถึง ‘ความรู้สึกสำเร็จล่วงหน้า’ แค่การพูดถึงความสำเร็จทำให้เห็นภาพมากขึ้น แม้จะยังไม่ลงมือทำก็ตาม สมองจะนึกถึงภาพตอนเราทำสิ่งนั้นสำเร็จแล้ว ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการกระทำในภายหลัง

เป็นไปได้ว่าพอได้บอกออกไป เราเลยยิ่งมั่นใจว่ายังไงเราก็ทำสำเร็จแน่ๆ จนทำให้การลงมือทำนั้นน้อยลงกว่าเดิม เนื่องจากเรามองว่ายังไงมันก็สำเร็จ

แต่ไม่ใช่ว่าแค่ไม่บอกใคร เป้าหมายของเราก็จะสำเร็จได้ง่ายๆ ปีเตอร์ย้ำว่าการที่จะสำเร็จได้ ต้องมาจากคนที่โหยหาและต้องการสิ่งนั้นจริงๆ ไม่ใช่ว่าอยู่เฉยๆ เงียบๆ แล้วจะสำเร็จได้เลย

ดร.มัรวา อาซาบ (Marwa Azab) อาจารย์ด้านจิตวิทยาเปิดเผยในเว็บไซต์ Psychology Today ว่า ทุกครั้งที่คนเราเปิดเผยเป้าหมายของตัวเอง และมีคนรอบข้างให้กำลังใจหรือส่งเสียงเชียร์ นี่ส่งผลให้โดพามีน (สารสื่อประสาทที่มีส่งผลในอารมณ์ แรงจูงใจ และความสุข มักถูกปล่อยออกมาในตอนที่พึงพอใจ) ถูกปล่อยออกมาอยู่เรื่อยๆ ยิ่งมีคนชื่นชมมาก โดพามีนยิ่งสูงมาก และยิ่งมีแนวโน้มว่าเราจะสนใจสิ่งที่ควรทำเพื่อเป้าหมายนั้นน้อยลง

หรือเราแค่กลัวล้ม?

“หรือจริงๆ แล้วเราแค่กลัวว่าทำไม่ได้แล้วจะอายคนอื่น”

มีชาวเน็ตหลายคนตั้งทำถามกับการทำอะไรแล้วไม่บอกใคร โดยมีสมมติฐานว่า ที่ไม่บอกไม่ใช่เพราะกลัวนัยน์ตาปีศาจ หรือกลัวเรื่องโดพามีนอะไรนั้นหรอก แต่ท้ายที่สุดแล้วเราแค่กลัวว่าจะเป็น ‘ตัวตลก’ ในสายตาคนอื่นถ้าทำไม่สำเร็จเท่านั้นแหละ

กลุ่มคนที่เชื่อการบอกเป้าหมายจะช่วยให้เข้าถึงความสำเร็จได้ใกล้ขึ้น มองว่าการบอกช่วยให้เรามั่นใจในตัวเอง แถมยังได้รับพลังดีๆ จากคนรอบตัวในการเอาใจช่วย ซึ่งในบางกรณีคนอื่นก็ยื่นมาช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายได้ง่ายขึ้น

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยรัฐโอไฮโอ (Ohio State University) ระบุว่า การบอกเป้าหมายกับคนอื่นไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดี แถมมันยังทำให้เป้าหมายของเราเป็นไปได้มากขึ้น ถ้านำไปบอกกับคนที่ควรบอก โดยผู้วิจัยเสนอว่าเราควรบอกเป้าหมายกับคนที่มีศักดิ์ที่สูงกว่า หรือคนที่เราเคารพ ให้ความนับถือ

“คุณไม่อยากให้คนที่คุณนับถือมองว่าไม่เอาไหนจากการที่คุณทำไม่สำเร็จ”

โฮวาร์ด ไคลน์ (Howard Klein) ผู้วิจัยในงานชิ้นนี้กล่าว เป็นไปได้ว่าการบอกกับคนที่เราให้ความสำเร็จ จะทำให้เราไม่อยากให้คนๆ นั้นผิดหวัง เราจึงต้องพยายามให้มากขึ้นนั่นเอง

ท้ายที่สุด มันเป็นเรื่องที่แล้วแต่ความชอบและความเชื่อของแต่ละคน ไม่ว่าจะบอกหรือไม่บอก ก็ไม่มีอะไรการันตีความสำเร็จของเราได้ทั้งนั้น เพราะการบอกหรือไม่บอกไม่สำคัญเท่ากับทำหรือไม่ทำ แต่ในขณะเดียวกัน ไม่ทำอะไรเลยแล้วสำเร็จก็มี ส่วนทำแทบตายแต่ไม่ได้อะไรกลับมาเลยก็มีเหมือนกัน

อ้างอิง

Cnbc.com
Fullfocus.co
Lifehacker.com
news.osu.edu
Psychologytoday.com
Upworthy.com