ตามวัฒนธรรมของชาวมุสลิม ผู้ชายมักจะเป็นคนที่ออกจากบ้าน ทั้งออกไปทำงาน ไปกรุงเทพฯ หรือไปจังหวัดอื่นๆ ส่วนฝ่ายหญิงจะมีหน้าที่คอยดูแลบ้าน และดูแลลูก น้อยคนที่จะออกไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในจังหวัดอื่นๆ ด้วยตัวเอง
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฝ่ายชายมักจะเป็นคนทำงานซึ่งมีเงินมากกว่า แต่ฝ่ายหญิงถ้าเป็นแม่บ้านอยู่บ้านก็อาจจะทำให้ไม่มีเงินเก็บมากนักจึงทำให้ไม่สามารถย้ายถิ่นฐานไปที่อื่นได้ แถมบางที่ก็ไม่ได้เป็นจังหวัดที่มีชุมชนมุสลิมเยอะขนาดนั้นทำให้อาจจะต้องมีการปรับตัวมากยิ่งขึ้น
งานวิจัย เมื่อโลกไม่เคารพคุณ : การ ‘เคลื่อน’ ย้ายของผู้หญิงมุสลิมกับความท้าทาย โดย ดร.ดวงยิหวา อุตรสินธุ์ เมื่อปี 2566 ได้ทำการศึกษาเรื่องการย้ายถิ่นของหญิงมุสลิมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ผ่านการลงพื้นที่สัมภาษณ์ โดยพบว่า ผู้หญิงมุสลิมย้ายออกจากพื้นที่เพราะหางานทำ หาโอกาสทางการศึกษา และย้ายตามครอบครัว
สิ่งที่น่าสนใจจากงานวิจัยชิ้นนี้คือ การย้ายออกไปไกลจากพื้นที่ชุมชนมุสลิม ไม่ได้ทำให้พวกเธอศรัทธาต่อศาสนาอิสลามน้อยลง แต่กลับไปเพิ่มความใกล้ชิดกับศาสนามากยิ่งขึ้น
อะไรส่งผลให้เป็นเช่นนี้?
เพราะเป็น ‘ผู้หญิง’ จึงถูกเลือกปฏิบัติ
เป็นไปได้ที่คนเราจะเลือกเป็นมุสลิมเพราะคนรอบตัว แต่ในขณะเดียวกันมนุษย์ก็มีความเชื่อและความศรัทธาเป็นของตัวเอง เพราะมันคงเป็นเรื่องยาก ถ้าหากเราต้องใช้ชีวิตตามสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เชื่อ
“รู้สึกว่าไม่ได้มีโอกาสได้เห็นสิ่งที่อัลเลาะห์สร้าง ถ้าไม่ได้ไปที่อื่น”
มาเรียม (นามสมมติ) ในวัย 29 ปีกล่าว เธอคือหนึ่งในผู้สัมภาษณ์ในงานวิจัยชิ้นนี้ มาเรียมเป็นคนปัตตานีที่ย้ายตามครอบครัวไปที่จังหวัดขอนแก่น ก่อนหน้านี้เธอเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ชีวิตของเธอจึงวนเวียนอยู่ในจังหวัดนี้ จริงๆ แล้วมาเรียมเองก็อยากลองไปเปิดหูเปิดตาที่อื่นบ้าง แต่เพราะคุณแม่อยากให้อยู่ใกล้ๆ เธอจึงไม่ได้ย้ายไปไหน
เวลาผ่านไปจนกระทั่งมาเรียมมีแต่งงาน สามีของมาเรียมไม่ใช่คนในพื้นที่ ซึ่งเธอก็พอใจกับข้อนี้เพราะมาเรียมมองว่าผู้ชายในพื้นที่มีพฤติกรรมที่ไม่ค่อยดีกับผู้หญิง แถมมีโต๊ะครู (หมายถึง ครูอิสลามที่สอนอยู่ในโรงเรียนสอนศาสนา) มาแนะนำให้สามีของเธอมีภรรยาเพิ่ม แม้จะยังอยู่ในหลักศาสนา แต่มาเรียมในฐานะภรรยาไม่ได้รู้สึกสบายใจที่จะให้สามีทำแบบนั้น
สามีและมาเรียมมีความจำเป็นต้องย้ายไปจังหวัดขอนแก่น เธอเชื่อว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นสิ่งที่พระเจ้ากำหนด แถมยังมองว่า ‘ฮิจเราะห์’ (หมายถึง การเดินทาง) คือสิ่งที่ดีที่สุด
“เมื่อเราฮิจเราะห์มากขึ้น เราจะได้เห็นอะไรที่หลากหลายมากขึ้น และเมื่อเราเห็นอะไรที่หลากหลายมากขึ้น เราก็จะได้เรียนรู้มากขึ้น”
นี่คือความหมายของการเดินทางในความคิดของมาเรียม การเดินทางออกจากบ้านครั้งนี้กลับทำให้เธอรู้สึกใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้น ทั้งๆ ที่จังหวัดขอนแก่นเองก็ไม่ใช่พื้นที่ที่มีคนนับถือศาสนาอิสลามเยอะเมื่อเปรียบเทียบกับปัตตานี
เพราะที่ขอนแก่นมาเรียมสามารถเป็นตัวเองได้ เธอเล่าว่าเมื่อตอนที่อยู่พื้นที่เดิม เธอมักจะโดนตำหนิจากคนแถวบ้านบ้างว่าแต่งกายไม่เรียบร้อย ปัญหานี้ทำให้เธอไม่สามารถเป็นครูสอนเด็กๆ อ่านอัลกุอาห์นได้ เนื่องจากอุสตาซ (หมายถึง ครูสอนศาสนาที่เป็นผู้ชาย ใช้เรียกครูที่จบการศึกษาจากต่างประเทศ หรือจบปริญญาตรีทางศาสนา) มองว่าเธอแต่งกายไม่เหมาะสม ทั้งๆ ที่มาเรียมเองก็แต่งตัวมิดชิด สวมฮิญาบเรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้เธอยังเจอกับปัญหาที่ว่า คนแถวบ้านมักจะบอกว่าเธอโชคดีที่มีสามีดี ฟังเผินๆ ก็เหมือนจะเป็นเรื่องดี แต่เธอกลับไม่เคยได้รับคำชมจากคนใกล้ตัวบ้างเลย มันจึงเหมือนกับว่าถ้าเธออยู่คนเดียวคงไม่รอด แต่ที่อยู่ได้ก็เพราะมีสามียังไงยังงั้น แม้กระทั่งการสอนลูกละหมาดที่ชาวบ้านชมสามีเธอเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่จริงแล้วเธอเป็นคนสอนลูก
ใครอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับคนถูกมองข้ามเพียงเพราะเป็นผู้หญิงบ่อยๆ อย่างมาเรียม ก็มีบ้างที่รู้สึกว่ากำลังถูกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม
แต่พอย้ายมาอยู่ที่ใหม่ แม้จะต่างถิ่นแต่เธอกลับรู้สึกสบายใจยิ่งขึ้น อย่างน้อยๆ ก็ไม่มีคนคอยเปรียบเทียบเธอกับสามี หรือคนที่คอยบอกว่าเธอควรทำอะไร หรือไม่ทำอะไร
มาเรียมมองว่าการอยู่ไกลจากบ้าน ได้ออกมาอยู่ในสถานที่ใหม่ๆ ทำให้เธอรู้สึกเข้าหาพระเจ้ามากขึ้น อย่างที่เธอเคยบอกว่าการเดินทางคือการเรียนรู้ ทุกครั้งที่มีอุปสรรคเธอจะนึกถึงพระเจ้าและถ้าเธอผ่านมันมาได้ เธอก็ยิ่งเชื่อในอัลเลาะห์มากยิ่งขึ้น
ที่สำคัญคือเธอได้เป็นมุสลิมในแบบที่เธอสบายใจที่จะเป็นได้อย่างอิสระ โดยที่ไม่มีใครมากำกับ

ฮิญาบกับการตั้งคำถามจากคนนอกศาสนา
คำว่า ‘ฮิญาบ’ แปลว่า การปกปิด หรือ การปิดกั้น ตามหลักศาสนาอิสลามผู้หญิงจะต้องสวมฮิญาบเพื่อปกป้องความอันตรายจากเพศตรงข้าม อีกทั้งฮิญาบยังเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อว่าผู้สวมใส่มีความศรัทธาต่อคำสั่งของพระเจ้าและเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นมุสลิมของตัวเอง
ปัจจุบันฮิญาบอาจจะไม่ได้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องใส่เสมอไป ผู้หญิงมุสลิมหลายคนก็พอใจที่จะไม่ใส่ฮิญาบเนื่องจากอาจจะมีเหตุผลในการใช้ชีวิตที่ทำให้รู้สึกว่าสะดวกที่จะไม่ใส่มากกว่า และในขณะเดียวก็มีบางคนที่พอใจจะใส่ เพราะรู้สึกว่าการใส่ทำให้รู้สึก ‘ปลอดภัย’
ยกตัวอย่างกรณีจากงานวิจัยที่ผู้วิจัยลงพื้นที่สัมภาษณ์ ‘ส้ม’ นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ย้ายมาจากจังหวัดยะลา เธอเล่าว่าการมาอยู่ที่เชียงใหม่ทำให้เธอเป็นคนกล้าแสดงออกมากขึ้นเมื่อเทียบกับตอนอยู่ที่บ้านเกิด
การออกจากพื้นที่เดิมเป็นความตั้งใจของส้มอยู่แล้ว เธอตั้งใจที่จะไม่เรียนต่อมหาวิทยาลัยในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะว่าเธออยากเห็นโลกภายนอก ส้มมองว่าพื้นที่เดิมนั้นขาดเรื่องสิทธิส่วนบุคคลจนทำให้เธอรู้สึกอึดอัด และเมื่อเรียบจบจากคณะจิตวิทยาอุตสาหกรรมแล้ว เธอจะหางานต่อที่เชียงใหม่เพราะที่สามจังหวัดชายแดนบ้านเกิดหางานตรงสายค่อนข้างยาก
ถึงแม้ส้มจะอยู่ไกลบ้านเกิด แต่เธอก็ไม่ได้ทิ้งศาสนาไป ช่วงแรกๆ ที่มาเชียงใหม่เธอเลือกที่จะไม่ใส่ฮิญาบ แต่ยังคงเป็นมุสลิมเหมือนเดิม การกระทำนี้ให้ส้มรู้สึกตัดสินใจผิดเพราะเธอมักจะเจอคำถามจากคนรอบข้างว่า ทำไมต้องไปละหมาด ทำไมไม่กินหมู ทำไมถึงทำอะไรต่างๆ นานาไม่ได้
เราคาดเดาว่า การใส่ฮิญาบเหมือนเป็นเครื่องยืนยันว่าบุคคลนั้นคือมุสลิมตามความเข้าใจของคนนอกศาสนา เพราะฉะนั้นการกระทำอื่นๆ ที่ต่างไปอย่างเช่น การไม่กินหมู การไปละหมาด จึงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่พอไม่ได้ใส่ฮิญาบแล้วก็เหมือนกับว่าคนนั้นๆ ไม่ได้ยึดโยงตัวเองไว้กับศาสนาอิสลามตั้งแต่แรก ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำตามหลักศาสนาอิสลามก็ได้
แต่สำหรับส้ม การไม่ใส่ฮิญาบไม่ได้หมายความว่าเธอไม่นับถือศาสนาอิสลาม ส้มมองว่าเธอสามารถเชื่อในพระเจ้าได้และในขณะเดียวกันก็เป็นตัวเองได้โดยไม่ต้องใส่ฮิญาบ แต่เพราะเจอคำถามเหล่านี้บ่อยเกินไป ท้ายที่สุดส้มกลับไปใส่ฮิญาบเพื่อที่จะได้ไม่ต้องตอบคำถามใครอีก ซึ่งมันก็ได้ผล ถึงมีถามบ้างแต่ก็น้อยกว่าตอนที่ไม่ใส่
ปฏิกิริยาจากคนภายนอกศาสนาเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ยังมีหลายคนมองว่าศาสนาอิสลามคือศาสนาที่มีแต่การบังคับ ไม่ว่าจะเป็นการกิน การแต่งกาย หรือการใช้ชีวิตประจำวัน บางคนมองว่ามุสลิมคือคนที่กำลังถูกกดขี่จากศาสนา แต่ในความเป็นจริงชาวมุสลิมใช้ชีวิตด้วยความศรัทธา นั่นหมายความว่าพวกเขาพอใจและยินยอมที่จะใช้ชีวิตตามหลักศาสนาอิสลาม
ในขณะเดียวกันแต่ละคนก็มีขอบเขตในการปฏิบัติตามหลักศาสนาไม่เหมือนกัน อย่างมาเรียมที่แต่งกายมิดชิดแล้ว แต่คนในชุมชนกลับมองว่ายังไม่พอ หรืออย่างส้มที่เลือกที่จะไม่สวมฮิญาบในตอนแรกๆ เพราะเธอสบายใจแบบนั้นมากกว่า เราจะเห็นว่าอิสระในการเลือกเองของพวกเธอไม่ได้ทำให้เธอห่างไกลจากศาสนาไปเลย แต่กลับทำให้พวกเธอรู้สึกใกล้ชิดมากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะทั้งหมดนี้มันคือความศรัทธาที่พวกเธอเลือกเอง

