‘สีเขียวคือสีแดง’ โลกในสายตาของมอส – นภัส ตั้งโชติสกุล กราฟิกดีไซเนอร์ผู้มีภาวะตาบอดสี

1 ล้านสี

เป็นจำนวนสีที่ดวงตาของมนุษย์คนหนึ่งสามารถมองเห็นได้จากการสำรวจโดยนักวิทยาศาสตร์ เพราะเซลล์ที่ทำหน้าที่รับสีของมนุษย์ หรือเซลล์รูปกรวย (Cone Cell) จะแบ่งออกเป็น 3 เซลล์ด้วยกัน คือ เซลล์รูปกรวยสีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน ทำหมดนี้ช่วยกันทำงานจนทำให้เราสามารถมองเห็นสีต่างๆ ที่มีบนโลกนี้ได้ 

แล้วในทางกลับกัน หากเซลล์ใดทำงานผิดปกติไปก็อาจมีผลต่อการรับสีอย่างเช่นคนที่มีภาวะตาบอดสี (Color Blindness) 

“ตามอสเหมือนมีฟิลเตอร์สีครอบตาไว้ ทำให้สีทั้งหมดที่มอสเห็นมันอาจตุ่นมากกว่าความเป็นจริง”

มอส – นภัส ตั้งโชติสกุล เป็นหนึ่งคนที่มีภาวะตาบอดสีประเภทที่เรียกว่า ตาบอดสีแดง – เขียว (Red-green Color Blindness) ทำให้มีความยากในการแยกระหว่างสีแดงกับสีเขียวออกจากกัน 

ภาวะนี้สำหรับมอสมันไม่ได้รบกวนการใช้ชีวิต เขาเพียงแค่มองสีหรือโลกแตกต่างจากสายตาคนอื่นๆ มองเห็น

มอส – นภัส ตั้งโชติสกุล

“คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดว่า ตาบอดสี คือ มองไม่เห็นสีนั้น แบบมองทะลุไปเลย หรือเห็นเป็นสีอื่น ถ้าให้มอสอธิบายอย่างเข้าใจง่ายๆ ตามอสเหมือนมีฟิลเตอร์สีครอบตาไว้ ทำให้สีทั้งหมดที่มอสเห็นมันอาจตุ่นมากกว่าความเป็นจริง แล้วเรื่องของสีมีความเป็น myth มากนะ สัตว์ในแต่ละชนิดก็มองเห็นสีไม่เท่ากัน คนมักจะบอกว่าหมาตาบอดสี แต่จริงๆ สเปกตรัมในการมองสีของหมาไม่เยอะเท่าคนแค่นั้นเอง หรือคนเองอาจมีสเปกตรัมการมองสีน้อยกว่าสัตว์บางชนิด”

แต่ในการทำงานกราฟฟิก ตาบอดสีก็ค่อนข้างมีผลกระทบกับมอส หลายๆ ครั้งที่เขาเลือกใช้สีในการทำงานแล้วได้รับคอมเมนต์ที่ทำให้รู้สึกว่า ตัวเองอาจจะไม่เหมาะกับที่ตรงนี้

“บางชิ้นเป็นงานที่เรารู้สึกมั่นใจมากๆ เรามองว่ามันสวย แต่กลายเป็นว่าคนมองไม่สวยเยอะมาก มอสก็เครียดนะ เกิดความรู้สึกว่ามันเป็นเพราะตัวเราไหม ทุกอย่างที่ไม่ดีเป็นเพราะสายตาเรา หรือจริงๆ เราไม่เหมาะกับสิ่งนี้ตั้งแต่แรก แต่เราดันทุรังที่จะทำมัน เกิดความคิดหลายๆ อย่างที่ทำร้ายตัวเอง”

การเป็นตาบอดสีอาจไม่ได้สร้างความยากให้ชีวิตมอส เท่ากับการใช้ชีวิตแล้วทำให้คนอื่นๆ เข้าใจในสภาวะที่เขาเป็น เพราะสำหรับมอสไม่ว่าเราจะมองเห็นสีหรือโลกแบบไหน มันก็เป็นสิ่งที่เรามองเห็น และเป็นความสวยงามในแบบที่เรารู้สึก ที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

“ทุกครั้งที่เราบอกว่าเราตาบอดสี ชอบมีคนบอกว่า เฮ้ย สีความจริงมันสวยมากนะ หรือถ้ามึงเห็นสีที่แท้จริง ทุกอย่างจะดีงามมากๆ ซึ่งเราก็ไม่เคยเข้าใจ เพราะสิ่งที่เราเห็นไม่ใช่ว่ามันไม่สวย มันแค่มีฟิลเตอร์ เรารู้สึกว่าแล้วมันทำไมเหรอ มันก็แค่เพราะเราเห็นแบบนี้ สิ่งที่เราคิดว่าสวย ใครจะไปรู้ถ้าเราเห็นแบบคนปกติ เราอาจจะคิดว่ามันไม่สวยก็ได้”

มอสรู้ตั้งแต่เมื่อไรว่าตัวเองมีภาวะตาบอดสี

ตอนเด็กๆ เราไปเที่ยวจีนกับที่บ้าน มอสเป็นเด็กที่เลือกกินมาก (เน้นเสียง) ไม่ค่อยกินผัก ทีนี้ตอนกินข้าวจะมีข้าวผัดจานหนึ่งที่ใส่ถั่วลันเตา แต่เราคิดว่าสิ่งนี้เป็นกุนเชียง เพราะเห็นออกสีแดงๆ เหมือนกุนเชียงเลยซึ่งเป็นสิ่งที่เราชอบกินมาก ก็กินเข้าไปแล้วพบว่าไม่ใช่กุนเชียง มันไม่อร่อยเลย ด้วยความเป็นเด็กเรื่องมาก เราบอกแม่ว่าเอาอันแดงๆ นี้ออกให้หน่อย แม่ก็หยิบแครอท หยิบของที่เป็นสีโทนร้อนออก เราก็บอกว่าไม่ใช่ๆ หยิบอันนี้ให้ดู แม่บอกว่าอันนั้นสีเขียวเป็นถั่วลันเตา

หลังจากนั้นที่บ้านก็ test ตาบอดสีกับมอส มีแบบทดสอบมาหลอกให้ทำ สรุปเราตอบผิดหมดเลย ตอบทางฝั่งคนที่เป็นตาบอดสีเขียว – แดง ทางฝั่งคุณแม่จะมีน้องชายที่เป็นตาบอดสีเหมือนกัน ทำให้คุณแม่สามารถเป็นพาหะ ตั้งแต่นั้นที่บ้านเรารู้กันว่า โอเค มอสตาบอดสีนะ 

ตาบอดสีเขียว-แดง หมายความว่ามอสจะมองไม่เห็น 2 สีนี้ไหม เห็นเป็นสีอื่นแทน? 

คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดว่า ตาบอดสี คือ มองไม่เห็นสีนั้น แบบมองทะลุไปเลย หรือเห็นเป็นสีอื่น ถ้าให้มอสอธิบายอย่างเข้าใจง่ายๆ ตามอสเหมือนมีฟิลเตอร์สีครอบตาไว้ ทำให้สีทั้งหมดที่มอสเห็นมันอาจตุ่นมากกว่าความเป็นจริง แล้วเรื่องของสีมีความเป็น myth มากนะ สัตว์ในแต่ละชนิดก็มองเห็นสีไม่เท่ากัน คนมักจะบอกว่าหมาตาบอดสี แต่จริงๆ สเปกตรัมในการมองสีของหมาไม่เยอะเท่าคนแค่นั้นเอง หรือคนเองอาจมีสเปกตรัมการมองสีน้อยกว่าสัตว์บางชนิด เราก็อาจกลายเป็นคนที่ตาบอดสีถ้ามองผ่านสเปกตรัมของสัตว์ชนิดนั้น

สมัยเรียนมหา’ลัย มอสจะชอบใช้สีประหลาดในการทำงาน มอสเคยวาดรูป landscape ตอนนั้นเราใช้สีเทาระบายเป็นสีต้นไม้ โดยที่เราเข้าใจว่าเป็นสีเขียว เพื่อนเห็นก็ทักว่างานมึงเท่มากเลย ใช้สีเทาระบายต้นไม้ ส่วนเราก็เฮ้ย…นี่คือสีเทาเหรอ? ทำให้เพื่อนรู้ว่าเราเป็นตาบอดสี เขาก็สนใจช่วยกันหาข้อมูลอย่างจริงจังว่า ตาบอดสีเป็นยังไง แต่ก่อนเราไม่เคยหาสิ่งนี้เลย เจอแบบทดสอบหนึ่งที่เขาจะมีภาพเดียวกันมาให้ดูว่า ถ้าคนตาปกติจะเห็นสีแบบนี้ ส่วนของมอสที่ตาบอดสีจะเห็นอีกแบบหนึ่ง ตอนนั้นเพื่อนก็ได้ทำความเข้าใจว่าภาพที่มอสมองเห็นเป็นยังไง

แสดงว่าตั้งแต่ตอนเด็กๆ ที่มอสรู้ตัวว่าเป็นตาบอดสีจนถึงเข้ามหา’ลัย เราไม่รู้สึกว่าสิ่งนี้มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของเรา จนถึงขั้นต้องหาวิธีศึกษาเพื่ออยู่กับมัน

ถ้าตอนที่เป็นเด็กเลย เอาจริงๆ เราไม่ได้รู้สึกอะไรขนาดนั้น ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม เราไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นปมด้อย เพราะเราก็เห็นแบบนี้มาตั้งแต่เกิด เราไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่คนอื่นเห็นเป็นไง หรือว่าสิ่งที่แท้จริงของจริงๆ แล้วเป็นยังไงกันแน่

ทุกครั้งที่เราบอกว่าเราตาบอดสี ชอบมีคนบอกว่า เฮ้ย สีความจริงมันสวยมากนะ หรือถ้ามึงเห็นสีที่แท้จริง ทุกอย่างจะดีงามมากๆ ซึ่งเราก็ไม่เคยเข้าใจ เพราะสิ่งที่เราเห็นไม่ใช่ว่ามันไม่สวย มันแค่มีฟิลเตอร์ เรารู้สึกว่าแล้วมันทำไมเหรอ มันก็แค่เพราะเราเห็นแบบนี้ สิ่งที่เราคิดว่าสวย ใครจะไปรู้ถ้าเราเห็นแบบคนปกติ เราอาจจะคิดว่ามันไม่สวยก็ได้

แล้วการเป็นตาบอดสีก็ไม่ได้มีผลกับการเลือกเรียนสายกราฟฟิกของมอส 

ความจริงมันก็มีผลนะ เพราะสายกราฟฟิกต้องทำงานกับสีค่อนข้างเยอะ กลายเป็นว่าสีที่เราเห็นไม่ได้ตรงกับคนส่วนใหญ่ เวลาทำงานในหลายๆ ครั้ง สีที่เรามองว่าสวย บางทีอาจไม่ได้สวยในสายตาคนทั่วไป ทำให้การทำงานของเราค่อนข้างยาก 

เราเคยเข้าใจว่าสีแดงกับสีเขียวเป็นสีที่ใกล้เคียงกัน ใช้คู่กันได้ แต่ความจริงมันเป็นสีตรงกันข้าม ใช้คู่กันแล้วจะฉูดฉาดมาก ทำให้เวลาคนอื่นเลือกสีจะมีอารมณ์ความรู้สึกมาร่วมค่อนข้างเยอะ เช่น มองแล้วรู้สึกว่า 2 สีนี้เข้ากันนะ สามารถใช้สายตาตัวเองในการ judge ได้เลย แต่ของมอสจะใช้ตรรกะในการทำงานมากขึ้น ดูวงจรสีว่าเราควรใช้สีโซนๆ นี้ถึงจะเข้ากัน ถ้าใช้สีฝั่งตรงข้ามควรใช้กี่เปอร์เซนต์ เป็นต้น

ที่คนอื่นสามารถใช้อารมณ์หรือสายตาตัวเองในการเลือกสีได้เลย แต่ตัวเราต้องใช้ตรรกะ ทฤษฎีมาซัพพอร์ตสิ่งนี้ มอสรู้สึกยังไง

เราไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นเพราะรสนิยมความชอบของเรา หรือเพราะสายตาเรา หรือเพราะอะไรกันแน่ แต่ก็ทำให้เรารู้สึกมีปมเล็กๆ ว่าสิ่งที่เรารู้สึกว่ามันสวย จริงๆ มันไม่สวยหรือเปล่า กลายเป็นว่าเรากลับมาโทษตัวเอง ความผิดอยู่ที่เราไหม แล้วมันทำให้เรารู้สึก down ในการทำงานอยู่ในวงการนี้ โดยเฉพาะเวลาเราทำงานที่ใช้สีค่อนข้างมาก

สไตล์การทำงานมอสเป็นแบบไหน?

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเราตาบอดสีด้วยไหม งานส่วนใหญ่ที่เราทำจะเป็นงานขาวดำ เวลาวาดรูปก็วาดเส้นขาวดำไปเลย เรารู้สึกว่ามันทำงานง่าย ตอนเด็กๆ เราชอบอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น มันจะเป็นหนังสือที่ปรินท์ขาวดำ งานวาดเป็นหมึกดำล้วน สิ่งเหล่านี้ผสมๆ กันเลยทำให้เรารู้สึกว่าสีนี้เป็นเซฟโซนของเรา แล้วเราก็ชอบความคอนทราสของมันด้วย

แต่ช่วงเรียนมหา’ลัย เรารู้สึกว่างานขาวดำบางทีแอบน่าเบื่อ เลยพยายามเพิ่มสีเข้ามา คือ สีเหลือง งานของเราก็จะเป็นขาวดำ ดำเหลือง หรือขาวเหลือง เป็นพาเลตสีประจำตัวเรา จนทุกวันนี้คนเข้าใจว่าเราชอบสีเหลือง (หัวเราะ) มอสรู้สึกว่าเราควรจะมีสีประจำตัวเหมือนอาร์ติสท์ชื่อดังหลายๆ คนที่เขาจะมีสีประจำตัว เรารู้สึกถูกโฉลกกับสีเหลือง ณ เวลานั้น เพราะสีที่เราบอดคือสีเขียวกับแดง มันเป็นสีที่ไม่ชัดเจนสำหรับเรา เลยทำให้สีเหลืองเป็นอีกสีที่เราชอบ

งานมอสจะเน้นความคอนทราส ดำจัด ขาวจัด หรือบางทีอาจจะไม่ต้องดำมากก็ได้ เป็นน้ำตาลเข้มๆ หรือเหลืองอ่อนๆ ที่ไปโทนเกือบขาวแล้ว บวกกับสีสดๆ อีกสีหนึ่ง เพราะความคอนทราสมันทำให้เราเห็นชัดเจน ทำงานง่ายมากขึ้น ถ้าสีใกล้เคียงมากๆ มอสจะทำงานยาก

ความรู้สึกต่างๆ ที่มอสเผชิญตลอดที่อยู่ในวงการนี้ มันส่งผลอะไรกับเราบ้าง

มอสเคยไปหาหมอแล้วพบว่าตัวเองเป็นซึมเศร้า มันอาจจะมีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดสิ่งนี้ มอสคิดว่านี่ก็อาจเป็นสาเหตุหลักๆ ด้วย เริ่มตั้งแต่สมัยเรียนเลย เราจะเป็นคนที่อาจารย์หรือใครก็ตามเวลาเห็นงาน เขาจะชอบพูดประมาณว่าทุกอย่างดีหมดเลย แต่มันไม่สวย ทำให้กลายเป็นปมอยู่ในใจเรา บางชิ้นเป็นงานที่เรารู้สึกมั่นใจมากๆ เรามองว่ามันสวย แต่กลายเป็นว่าคนมองไม่สวยเยอะมาก มอสก็เครียดนะ เกิดความรู้สึกว่ามันเป็นเพราะตัวเราไหมทุกอย่างที่ไม่ดี เป็นเพราะสายตาเรา หรือจริงๆ เราไม่เหมาะกับสิ่งนี้ตั้งแต่แรก แต่เราดันทุรังที่จะทำมัน เกิดความคิดหลายๆ อย่างที่ทำร้ายตัวเอง

จนถึงทุกวันนี้ที่ทำงานเราก็ยังรู้สึกถึงมันอยู่ จนถึงจุดหนึ่งที่เรารู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว เลยตัดสินใจไปเรียนทำขนมแทน แต่ในหัวเราไม่ได้รู้สึกว่าอยากทิ้งงานกราฟฟิกไปเลย เพราะมันเป็นสิ่งที่เราชอบ เราชอบการ reseach หาข้อมูล แล้วทำออกมาเป็น visual ซึ่งจริงๆ แล้ว visual ไม่จำเป็นต้องออกมาเป็นการวาดรูปเท่านั้น มันจะเป็นอะไรก็ได้ แล้วการทำขนมก็เป็นงานอาร์ตอย่างหนึ่ง เราเลยคิดว่าอาจจะเอาสองสิ่งนี้มาผสมกันได้ ซึ่งอาจจะมีเราคนเดียวที่ทำได้ก็ได้ 

ไปเรียนทำขนมมาเป็นยังไงบ้าง 

มอสไปเรียนเป็น French Pastries ทำเค้กเลเยอร์เยอะๆ ที่แต่ละชั้นแตกต่างกัน ทำขนมมาเดอลีน (Madeleine) คาเนเล่ (Canelé) ฟรุ๊ตเค้ก มีทำ Wedding cake ด้วย ที่เราเรียนจะประมาณนี้ 

ตอนนั้นมอสไม่คิดว่าการที่เราตาบอดสีมันจะเอฟเฟกต์กับการเรียนทำขนมด้วย แต่พอเรียนไปก็มีหลายๆ ครั้งที่มันเอฟเฟกต์อยู่ดี เพราะการทำขนมเป็นงานอาร์ตชิ้นหนึ่ง บางครั้งที่เราจำเป็นต้องใช้สีผสมอาหารในการทำขนม เราก็จะมีความไม่มั่นใจ ด้วยความที่เราตาบอดสี สีที่เห็นไม่ได้เข้มเท่าคนอื่น เราจะผสมสีเข้มกว่าปกติ กลายเป็นมีบางคนที่ชอบ เขาบอกชอบที่เค้กสีสดดี เราก็ดีใจขึ้นมานิดหนึ่งนะ สีที่เราทำแล้วมีความประหลาด อาจกลายเป็นสิ่งที่คนอื่นชอบก็ได้ อาจมีสเปกตรัมบางอย่างที่เรายังไม่ได้เข้าไปเทค เป็นสิ่งที่เราทำได้และอาจเป็นเราคนเดียวที่ทำได้

พอมีเพื่อนคอมเมนต์ว่าชอบขนมเราที่สีสด กลายเป็นว่าเราอยากลองทำขนมที่สีประหลาดๆ ดู คราวนี้มีสอบ Final Exam ขนมที่เราทำมันคงออกมาประหลาดไปจนเชฟบอกว่า out of this world (หัวเราะ) เขาบอกว่ามันแปลกเกินไป ตอนนั้นเราก็มีความ down นิดหนึ่งที่มันไม่ได้เป็นแบบที่เราคิด แต่ไม่ได้ถึงขนาดท้อเหมือนตอนที่เราหยุดทำงานกราฟฟิก เพราะยังมีคนที่ชมเราอยู่ ทำให้เรายังมี good feeling กับสิ่งนี้

ตอนที่สอบมอสทำขนมอะไรบ้าง

เราทำขนม 3 ชิ้น เป็นขนมชิ้นเล็ก ชิ้นหนึ่งมอสทำเป็นทาร์ตแท่นยาวๆ เอาสีเขียวสดๆ ผสมกับเกลซ (เป็นวิธีการเคลือบอาหารหรือขนม) ทาข้างนอก เหมือนเป็นต้นไม้ มีมะม่วงวางข้างบน ขนมจะเป็นสีเหลืองกับเขียวที่สีสดมากๆ ซึ่งที่จริงโจทย์ทำขนมที่เราได้รับ คือ Wedding cake แต่ทุกคนบอกว่าขนมของมอสดูเป็นฮาโลวีน (หัวเราะ) แต่ชิ้นนี้มอสว่าประหลาดน้อยที่สุดนะ

จะมีอีกชิ้นที่มอสทำเป็นสปันจ์เค้ก (เนื้อเค้กประเภทหนึ่ง) จะมีเลเยอร์ที่เรียกว่า Cigarette butter เป็นแป้งบางๆ ที่วางบนสปันจ์เค้ก เราสามารถทาสีข้างบนได้ ตอนนั้นเรา inspire ขนมชิ้นนี้มาจาก Claude Monet เพราะว่าเจ้าสาวเขาอยู่ในพื้นที่ที่ Monet ทำงาน เราอยากเอาความ research ที่เราชอบทำมาใส่ในขนมแต่ละชิ้น เราทำขนมเป็นสีน้ำเงินกับสีม่วง inspire มาจากงานดอกบัวของ Monet สีค่อนข้างสดหน้าตาเลยออกจะดูน่ากลัวนิดหนึ่ง 

ส่วนชิ้นสุดท้ายมันแย่ขนาดที่เชฟบอกว่า I’m not gonna eat that ฉันจะไม่กินแน่นอน มันหลุดโลกเลย เป็นขนมฝั่งเจ้าบ่าว เขาอยู่ในพื้นที่ที่ Vincent van Gogh ทำงาน เราก็อยากให้ขนมเป็นสีแบบงาน The Starry Night เราเลยใช้สีน้ำเงินเข้มหยดลงไป แต่เราไม่ได้ผสมให้มันเข้ากัน เพราะงานภาพชิ้นนั้นจะมีเลเยอร์หลายๆ สี ขนมเราเลยมีจุดที่น้ำเงินเข้มอ่อนกระจาย มีความเป็น Marble เชฟบอกว่า pigment สีเยอะมากจนเขาไม่กล้ากิน กลัวกินแล้วอาจจะมีปัญหา 

ตอนนั้นเราเองก็อาจจะ went too far จริงๆ แต่เราก็อยากจะลองดูว่า เราสามารถเอากราฟฟิกมาผสมกับขนมแล้วมันจะออกมาเป็นอะไรได้

ความรู้สึกของมอสตอนที่เห็นขนม 3 ชิ้นนั้นเป็นอย่างไร

ถ้าในสายตาของเรา เรารู้สึกว่าชอบทั้ง 3 ชิ้นนั้นมากๆ เรารู้สึกว่าตัวเราหาข้อมูลมาค่อนข้างเยอะ ทุกอย่างสามารถเป็นเหตุผลซัพพอร์ตเราได้ว่า ทำไมเราถึงเลือกทำสิ่งนี้ ทำไมขนมถึงออกมาหน้าตาแบบนี้ ทุกอย่างเป็นเหตุและผลกัน เราพยายามสร้างเรื่องราวให้หลุดจากกรอบโจทย์ของเชฟด้วย บวกกับเรารู้สึกไม่อยากทำขนมเหมือนขนมปกติทั่วไป เราอยากสร้างเอกลักษณ์ของมัน

แล้วเราก็รู้สึกว่าสิ่งที่ทำในตอนนั้นมันตอบโจทย์ในสิ่งที่เราอยากทำ ตอบโจทย์หลายๆ อย่างตั้งแต่สิ่งที่เราคิดตอนแรกก่อนมาเรียน เราอยากเอาขนมมาผสมกราฟฟิก เพราะสิ่งที่เราทำได้ไม่จำเป็นต้องหยุดอยู่แค่งานกราฟฟิก มันอาจจะมีได้มากกว่าที่เราคิด ที่สำคัญมัน fulfill ความรู้สึกบางอย่างของเรา

สิ่งนี้ fulfill มอสยังไงบ้าง

ตอนที่เราทำงานกราฟฟิก เรารู้สึกว่าตัวเอง lost ไม่มีตัวตน งานของเรามันดูไร้ความหมาย บางงานเราต้องใช้ตรรกะมาครอบมันไว้ เอาหลายๆ อย่างที่ไม่ได้เป็นตัวเองมาใส่ หรือแม้กระทั่งตอนที่เสร็จแล้วเราไม่ได้มองว่ามันสวยงาม แต่คนอื่นมองว่าสวย กลายเป็นว่าเราต้องทนทำสิ่งที่ไม่ชอบ เราไม่ได้รู้สึกภูมิใจกับมัน 

การทำขนมมันทำให้เรารู้สึกภูมิใจ ถึงคนอื่นไม่ได้มองว่านี่เป็นสิ่งที่ประสบความสำเร็จ สำหรับเรามองว่าเป็นก้าวแรกของเรา เป็นสิ่งที่เราตามหา มันน่าจะต่อยอดไปได้อีก มัน fulfill ความรู้สึกในแง่ที่เราทำได้นะ สิ่งที่เราทำมันแปลกได้นะ ถึงแม้ว่าตอนนี้คนอาจจะยังไม่ชอบ แต่นี่เป็นก้าวแรกของเรา มันสามารถต่อยอดไปได้อีก

ตอนนี้มอสก็กลับมาทำงานกราฟฟิก ควบคู่ไปกับการทำขนม อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้เรากลับมาทำงานจุดนี้ได้ 

เรามองว่างานเราอาจไปอยู่กับ target group ที่ไม่ถูกต้องเฉยๆ ความชอบคนไม่ได้เหมือนกัน เรายังแค่หากลุ่มคนที่ชอบงานเราไม่เจอ ความจริงยังมีคนที่ชอบงานของเราอยู่ เป็นเหมือน feeling ให้กำลังใจตัวเองเล็กๆ นะ 

ถ้างานไหนที่เราทำแล้วรู้สึกไม่ชอบ แต่คนอื่นชอบ เราก็จะคิดว่าไม่เป็นไร มันอาจเป็นแค่งานนี้งานเดียว เดี๋ยวงานหน้าๆ เราน่าจะได้ทำสิ่งที่ชอบ แล้วคนอื่นอาจจะชอบด้วยก็ได้ 

แล้วความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นกับมอส จนทำให้เราตัดสินใจลาจากมันไปพักหนึ่ง สเตตัสตอนนี้เป็นยังไง มอสก้าวข้ามไปได้แล้ว หรือว่าอยู่ในช่วงทำงานกับมัน

เรารู้สึกว่าตัวเองยังไม่ได้ก้าวข้าม 100% เพราะทุกๆ ครั้งที่เราทำงานที่จำเป็นต้องใช้สี เราจะมีความไม่มั่นใจ ไม่ค่อยกล้าเลือกด้วยตัวเอง ใน Google จะมีเว็บที่เขาทำ colour palette ทำเป็นเซ็ตสีมาให้เราเลือกใช้ เราก็จะเลือกจากเซ็ตเหล่านี้ บวกกับต้องมีคนอื่นช่วยดูด้วย เราจะลองวางสีแล้วให้คนตาปกติที่ใกล้ชิดเราดู ถามว่าเขาคิดยังไง บางทีคำตอบของคนใกล้ตัวเราจะมีบอกว่าอันนี้โอเคนะ หรือมีการเอาความชอบส่วนตัวมาใช้ตัดสินด้วย เหมือนมีเส้นบางๆ กั้นไว้ ซึ่งงานอาร์ตหรือสีเป็นอะไรที่ตัดสินยากมาก ยิ่งเรามองไม่เห็นด้วย แล้วคนที่ช่วยดูอาจไม่เข้าใจถึงสิ่งที่เราต้องการจะทำให้เกิดในงาน 

อาร์ติสท์ หรือดีไซเนอร์บางคน เขาจะมีสีประจำของเขา ตัวมอสเองก็จะมีคู่สีที่ใช้แล้วรู้สึกสบายใจ เพราะเคยใช้แล้วคนบอกว่ามันโอเค ทำให้เราพยายามจำไว้ว่าสีประมาณนี้ แต่เราจะไม่ได้จำหน้าตาของสีนะ เราจะจำเป็นตำแหน่งสี เช่น เวลาทำ ai (Adobe Illustrator โปรแกรมหนึ่งที่ใช้สำหรับวาดภาพ) จะมีพาเลตให้เราเลือกสี เราก็จะจำตำแหน่งของสีว่า อยู่โซนประมาณนี้นะ

บางทีเราอยากเอาความเป็นตัวเราใส่ในงาน แต่ในเรื่องของสีเราไม่สามารถเอาความเป็นตัวเองขึ้นนำได้มาก เพราะเราไม่รู้ว่ามันแย่ขนาดไหนในสายตาคนทั่วไป ก็มีความน้อยใจเล็กๆ นะ ทำไมเราถึงไม่สามารถเลือกสีในแบบที่เราชอบได้

สิ่งหนึ่งที่มอสเผชิญมาตลอดจนทำให้เกิดคำถามว่าเราเหมาะกับงานกราฟฟิกไหม คือ เรื่องความสวยงามของงาน ถ้าถามความสวยในมุมของมอสมันคืออะไร

สำหรับมอสมันนามธรรมมากๆ ถ้าเป็นในแง่ Aesthetic มอสชอบอะไรที่ดูไม่ค่อย perfect เราชอบหาความหมายบางอย่างในภาพนั้นๆ แล้วเราสามารถ connect กับมันได้ สำหรับเรานี่คือความสวยงาม

แต่ความสวยงามในมุมที่มอสไม่รู้ว่าจะตรงกับคนอื่นไหม จะเป็นเรื่องของสี visual เพราะสิ่งที่เรามองเห็นไม่ตรงกัน มอสไม่รู้ว่าฟิลเตอร์ที่มอสมีทำให้สิ่งที่เรามองเห็นแตกต่างกับคนอื่นมากไหม ตอนนี้เหมือนมอสมองโลก 2 ใบ ฟิลเตอร์ทำให้เกิดความสวยงามที่แตกต่างกัน สิ่งที่เรามองว่าสวยงามไม่สวยงาม เกิดจากภาะวตาบอดสีหรือรสนิยมกันแน่

การใช้ชีวิตเป็นคนตาบอดสีในสังคมนี้ มอสคิดว่ามีอะไรที่ควรเกิดขึ้นเพื่อให้เราใช้ชีวิตง่ายไหม?

ถ้าในแง่ที่ทำให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้น ปัญหาหลักๆ ที่เจอจากการเป็นคนตาบอดสี คือ บางสถานที่ หรือบางกิจกรรม จะใช้สีเป็นสัญลักษณ์บางอย่าง แต่ตัวเราไม่สามารถแยกออกได้ มอสเคยไปปีนผาที่หนึ่ง เขาใช้สีเป็นตัวแบ่งความยากง่าย จะมีสีเหลือง เขียว แดง ส้ม สำหรับเราสีเขียวกับแดงมันใกล้กันมากๆ ก็จะแยกยาก ต้องค่อยถามเพื่อนว่าอันนี้สีอะไร 

บางพื้นที่ใช้สีในการจำแนกประเภท หรือสื่อสารแล้วทำให้คนใช้งานง่ายมากขึ้น แต่เขาอาจไม่ได้คำนึงว่าการแบ่งนั้นสำหรับคนตาบอดสีมันง่ายด้วยไหม จากที่ควรจะทำให้คนใช้งานง่ายขึ้น แต่กับคนกลุ่มเรามันอาจยาก อาจใช้วิธีเขียนบอกไปเลย หรือทำเป็นสัญลักษณ์บางอย่างที่ไม่ต้องใช้สีก็ได้ 

ส่วนในแง่การสื่อสารให้คนเข้าใจคนตาบอดสีมากขึ้น มอสไม่รู้ว่าเพราะคำว่า ‘ตาบอดสี’ หรือ ‘Color blindness’ เลยทำให้คนเข้าใจว่าตาบอดสีเขียวแดง แปลว่ามองไม่เห็นสองสีนี้เลย หรือมองทะลุของที่สีนี้ไปเลย แต่จริงๆ คนตาบอดสีเราแค่มีฟิลเตอร์เคลือบตาเฉยๆ นะ

โรคตาบอดสี (Color Blindness) เป็นภาวะที่เกิดจากความบกพร่องของเซลล์รับรู้การเห็นสี (Photoreceptor) ภายในดวงตา ทำให้สีที่เห็นเพี้ยนไปจากความเป็นจริง ซึ่งตาบอดสีมีอยู่ 3 ประเภทด้วยกัน
ตาบอดสีแดง – เขียว (Red-green Color Blindness) จะมีความยากในการแยกระหว่างสีแดงกับสีเขียวออกจากกัน
ตาบอดสีน้ำเงิน – เหลือง (Blue-yellow Color Blindness) จะแยกสีน้ำเงินกับสีเขียว และสีเหลืองกับสีแดง ได้ยาก
ตาบอดสีทั้งหมด (Complete Color Blindness) จะมองเห็นสีเป็นโทนสีเทาทั้งหมด และสีของภาพอาจมีการมองเห็นสลับสีกัน เช่น ระหว่างสีเขียวกับสีน้ำเงิน สีแดงกับสีดำ สีเหลืองกับสีขาว เป็นต้น 
อ้างอิง
samitivejchinatown
pantone