สิ่งที่ได้ไปต่อในปี 2026 คือ…. : New Year Resolutions ไม่จำเป็นต้องเป็นการเริ่มต้นใหม่ แค่ตัดเรื่องไม่ดีทิ้งไปและเดินหน้าต่อกับสิ่งดีๆ ได้ก็โอเค !

พอใกล้ปีใหม่ สิ่งที่เรามักได้ยินบ่อยๆ คืออะไร?

“ขอให้ปีใหม่เจอแต่สิ่งที่ดีๆ “

“ปีใหม่ คนใหม่ เริ่มต้นใหม่”

“ส่วนอะไรที่ไม่ดี ขอทิ้งไว้ในปีเก่า

เทรนด์ ‘สิ่งที่ได้ไปต่อในปี 2026’ และ ‘สิ่งที่ไม่ได้ไปต่อในปี 2026’ จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะช่วงเวลาท้ายปีแบบนี้ จะเป็นช่วงเวลาที่คนเรามักใช้ไตร่ตรองถึงชีวิตของตัวเองทั้งปีที่ผ่านมา เพื่อสำรวจว่ามีเรื่องดีและไม่ดีอะไรบ้างที่เกิดในชีวิต หลายแอปพลิเคชันที่สำรวจพฤติกรรมของผู้ใช้จึงพากันออกฟีเจอร์ Wrapped ไม่ว่าจะเป็น Spotify Wrapped ที่สรุปว่าเราชอบฟังเพลงแนวไหน หรือจะฟีเจอร์ 10 อันดับนักช็อปของ Shopee ที่คำนวณให้เราเลยว่าเสียเงินกับอะไรมากที่สุด

พอไถหน้าฟีดในตอนนี้ เราเลยเห็นใครต่อใครพิมพ์บอกกันว่า อะไรจะเป็นสิ่งที่พวกเขาจะทิ้งไว้ในปีนี้ อะไรจะเป็นสิ่งที่ได้ไปต่อ ของบางคนก็เป็นโพสต์ขำๆ ฮาๆ อย่าง “สิ่งที่ได้ไปต่อในปี 2026 คือ หนี้ SPayLater” ของบางคนก็เป็นเรื่องจริงจังอย่าง “สิ่งที่ไม่ได้ไปต่อในปี 2026 คือ ความสัมพันธ์ที่ท็อกซิก (Toxic)”

ซึ่งบางคนอาจคิดว่าการทิ้งบางอย่างไว้ในปีเก่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ และไม่ได้ส่งผลอะไรกับชีวิตมากนัก แต่จริงๆ แล้ว ‘การปล่อยบางอย่างไป’ ส่งผลต่อชีวิตเรามากกว่าที่คิด

Letting Go : การปล่อยมันทิ้งไป คือ สัญญะของการเติบโต

สำหรับบางคน การตัดเรื่องบางเรื่องไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนเราจะยึดติดกับอะไรบางอย่าง ซึ่งคลินิกจิตวิทยาชิคาโก (Chicago Psychology Services) ก็ย้ำว่า การปล่อยวางและการตัดสิ่งที่ไม่ดีออกจากชีวิตนั้นเป็นเรื่องที่พูดง่ายกว่าทำ และมี 4 เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการยึดติดของแต่ละคนเช่นกัน คือ

  1. กลัวการสูญเสีย (Loss Aversion) : คลินิกจิตวิทยาชิคาโกชี้ว่า ตามหลักพฤติกรรมศาสตร์ มนุษย์ทุกคนถูกกำหนดมาให้มีปฏิกิริยาต่อต้านการสูญเสีย ซึ่งการตัดบางอย่างทิ้งไป หรือแม้กระทั่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง ก็ทำให้เรารู้สึกเหมือน ‘สูญเสีย’ ส่วนหนึ่งของชีวิต แม้ว่ามันจะไม่ได้มีประโยชน์กับเรา หรือไม่ใช่ของของเราตั้งแต่แรกก็ตาม
  2. ความผูกพันทางอารมณ์ (Emotional Attachment) : ยิ่งเราทุ่มเทตัวเองลงไปในสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเท่าไหร่ ยิ่งสร้างความผูกพันทางจิตใจมากขึ้นเท่านั้น พอจะตัดอะไรบางอย่างจึงทำให้เราคิดในทำนองว่า “ก็เสียเวลาไปตั้งขนาดนี้แล้ว” “ก็เสียเงินไปแล้ว” จึงไม่กล้าที่จะตัดสิ่งที่ไม่ดีออกไป
  3. สบายใจกับความคุ้นเคยมากกว่า (The Comfort of Familiarity) : มนุษย์โดยทั่วไปแล้วสบายใจเมื่อได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย ได้ทำอะไรเดิมๆ ที่เคยทำ แม้จะเจ็บปวด แต่ก็สบายใจกว่าต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง
  4. ความผูกพันกับอัตลักษณ์ (Identity Ties) : บางครั้งสิ่งที่เราควรตัดออกเพราะส่งผลเสียกับชีวิตเรากลายเป็นส่วนหนึ่งกับตัวเราไปแล้ว เช่น การเป็นเจ้าแม่แฟชั่นที่มาพร้อมกับการต้องวิ่งตามเทรนด์และเสียเงินมากมาย พอจะต้องปล่อยวาง จึงทำให้รู้สึกราวกับว่าอัตลักษณ์ในตัวเรากำลังจะพังทลาย

แม้จะเป็นเรื่องยากที่จะปล่อยวาง แต่ถ้าเรามีความตั้งใจก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ซึ่งคลินิกจิตวิทยาชิคาโกแนะนำว่า เราสามารถฝึกการปล่อยวางได้ด้วยการลองคิดทบทวนถึงผลดีผลเสียของสิ่งที่เรายึดติด เพื่อทบทวนทำความเข้าใจกับตัวเองว่าจะต้องตัดอะไรออกจากชีวิต และจะทำให้เรารู้เท่าทันความคิดและอารมณ์ ซึ่งจะนำไปสู่การปล่อยวางที่ง่ายขึ้น

หากให้เปรียบเทียบการข้ามปีเป็นการเดินทาง การที่เราไม่ยอมตัดสิ่งไม่ดีออกจากชีวิตก็ไม่ต่างอะไรกับการยัดเสื้อผ้าที่ใส่ไม่ได้แล้วลงในกระเป๋าเดินทางใบโต ที่นอกจากจะหนักและกินที่แล้ว ยังทำให้เราไม่สามารถรับเอาสิ่งดีๆ ใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตได้เลย การฝึกฝนที่จะปล่อยวางจึงเป็นเหมือนการเลือกเส้นทางที่จะไปสู่อนาคตข้างหน้าที่เริ่มได้ด้วยตัวเรา

ตัดอะไรบ้างดีในปีนี้?

เราอาจคิดว่า สิ่งที่ไม่ได้ไปต่อในปีต่อไปของเรา จะต้องเป็นเรื่องใหญ่เท่านั้น เช่น ตัดขาดความสัมพันธ์ แต่หากเราไปไล่ดูตามหน้าฟีดโซเชียลมีเดียต่างๆ เรื่องที่หลายๆ คนตัดออกไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่เสมอไป

เช่น “สิ่งที่ไม่ได้ไปต่อในปี 2026 คือ สกินแคร์แบรนด์ X ที่อินฟลูอวย เพราะใช้แล้วไม่ถูกกับหน้า” 

ประโยคนี้สำหรับบางคนอาจมองไม่เห็นว่าสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเจ้าของความตั้งใจนี้อย่างไร แต่หากเราลองคิดดูดีๆ นี่อาจจะเป็นก้าวแรกของเจ้าของประโยคที่จะไม่ใช้ผลิตภัณฑ์อะไรสุ่มสี่สุ่มห้าเพียงเพราะคนดังแนะนำให้ใช้ ซึ่งอาจทำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมการบริโภคของเขาก็ได้

เพราะฉะนั้น หากเรายังไม่กล้าพอที่จะตัดเรื่องใหญ่ๆ ในชีวิต ก็ลองเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ก่อน เช่น ถ้าไม่กล้าตัดขาดความสัมพันธ์กับเพื่อนที่เอาเปรียบเรามาโดยตลอด ก็ลองเริ่มสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยการไม่ให้นิสัยยอมคนของเราได้ไปต่อในปี 2026 เพื่อให้อย่างน้อยๆ เราก็พอสู้กลับกับนิสัยของเพื่อนคนนั้นได้บ้าง

แต่การเป็นคนใหม่ในปีใหม่ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องทิ้งทุกอย่างในชีวิตเพื่อเริ่มต้นใหม่เท่านั้น หากมีอะไรดีๆ เช่น เพลงที่ชอบ กัลยาณมิตรที่คบหากันมานาน หรือกิจกรรมที่ทำแล้วสบายใจ ก็เก็บไว้ให้เป็น ‘สิ่งที่ได้ไปต่อในปี 2026’ ของเราได้เช่นกัน

อ้างอิง