‘นนนี่’ เมธาวี ชลวิไล วัยรุ่นยุคคอนเทนต์:  เพราะคอมเมนท์ทำให้เจ็บปวด คนใจร้ายทำให้เติบโต สู่การเป็นผู้ใหญ่อย่างที่ใจต้องการ

เมื่อได้รับคำเชิญจาก Mutual ให้ไปฟังเยาวชนขึ้นมาเล่าเรื่องของตนเองบนเวที TEDxBangkok Youth 2024: Home Coming วันที่ 17 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ในฐานะคนที่สนใจและทำงานด้านเยาวชนอย่างเราย่อมมองว่า เป็นโอกาสดีสุดๆ ที่จะได้ฟังเรื่องราวที่หลากหลายของเด็กๆ โดยตรง

หนึ่งในนั้นคือ นนนี่เมธาวี ชลวิไล ผู้ก่อตั้งช่อง Nonny.com ซึ่งได้นำประสบการณ์ 10 ปีทั้งด้านมืดและสว่างในวงการคอนเทนต์ครีเอเตอร์มาเล่าให้ฟัง

สำหรับนนนี่ การเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ตั้งแต่ 9 ขวบ หมายถึงการต้องขวนขวายเรียนรู้ที่จะสร้างสมดุลบนจุดตัดของโลกจริงและเสมือนจริงอย่างต่อเนื่องยาวนาน เส้นทางนี้เริ่มต้นแบบทุลักทุเล คนดูไม่ถึงสิบ จนมาถึงวันนี้ที่ยอดคน subscribe กว่า 1.7 ล้าน นนนี่ยังยืนยันด้วยประโยคว่า “มันไม่ได้ราบรื่นเสมอไป”  จึงเป็นที่มาของหัวข้อ  “ความท้าทายบนเส้นทางการเติบโต” ของเธอ

นนนี่-เมธาวี ชลวิไล (ภาพ: TEDxBangkok Youth)

เมื่อพูดถึงเส้นทางการเติบโตของเด็กๆ การเล่นคือส่วนสำคัญ

เราคงเคยได้ยินนักการศึกษาพูดกันมาหลายครั้งแล้วว่า การเล่นเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกทักษะและหัดรับมือปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งการเล่นของเด็กๆ ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เกมที่มีกติกาเท่านั้น แต่ยังรวมไปการลองทำสิ่งต่างๆ อย่างที่ได้เห็นผู้คนรอบตัวทำกันด้วย ไม่ว่าจะเป็นทำงานบ้าน เล่นบทบาทสมมติ หรือกระทั่ง “ทำคอนเทนต์” อย่างเดียวกับที่นนนี่และเด็กหลายคนได้ทำมาแล้ว

“ถ้าพูดถึงจุดเริ่มต้นของการเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์หลายคนอาจจะคิดว่า ‘คอนเทนต์ครีเอเตอร์’ คือคนที่สร้างสรรค์ผลงานลงบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอภาพถ่ายหรือบทความ แต่คอนเทนต์ครีเอเตอร์ในความหมายของนนนี่ คือ คนที่ส่งต่อหรือว่าถ่ายทอดสิ่งดีๆ ให้กับคนดู ไม่ว่าจะเป็นความรู้ เทคนิคเสียงหัวเราะ หรือว่ารอยยิ้ม ความคิดนี้มันน่าจะเริ่มมาจากสิ่งนี้…”

“สกุชชี่ (Squishy) คือของเล่นฟองน้ำที่สามารถบีบแล้วก็ค่อยๆ [ฟูกลับ] ขึ้นมาแบบนี้ สมัยนั้นฮิตมากๆ ทุกวันนนนี่จะนั่งดูยูทูปของพี่ๆ คนอื่นรีวิวสกุชชี่ ตาก็จะลุกวาวเป็นประกายเลยค่ะ จนคิดว่าทำไมเราไม่ลองทำบ้างละ เราก็มีสกุชชี่เหมือนกัน อยากจะส่งต่อความสนุกนี้ให้กับคนดู นั่น เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นนนี่หยิบไอแพดของคุณแม่ขึ้นมา แล้วก็ตั้งกล้องถ่ายคลิปแรกของช่องยูทูป รีวิวสกุชชี่ทั้งหมดที่นนนี่มี … ซึ่งลงไปโดยที่ไม่รู้เลยว่าคลิปนั้นจะเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เราก้าวขาเข้ามาสู่โลกของยูทูป”

ทว่าไม่นานเธอก็พบว่าการขยันลงคลิปรีวิวทุกวัน ไม่ได้แปลว่าจะมีคนดูเสมอไป ยอดวิวที่ไม่สอดคล้องกับจำนวนคลิปนับร้อยพาให้ใจของเด็กคนหนึ่งห่อเหี่ยว แต่นนนี่ยังไม่ยอมแพ้ เธอทดลองเปลี่ยนแนวคอนเทนต์ มาแบ่งปันสิ่งอื่นๆ ที่ตัวเองชอบ เช่น ทำคลิปไลฟ์สไตล์และรีวิวของเล่นชนิดอื่นๆ ดูบ้าง จนในที่สุดยอดวิวก็เริ่มเพิ่มขึ้น

“เราเริ่มคิดกับตัวเองว่าหรือสิ่งที่เราทำอยู่เราเพ้อเจ้ออยู่คนเดียวหรือเปล่านะ… แต่ก็พยายามมองว่า นี่เป็นความท้าทายที่เราจะต้องก้าวข้ามผ่านมันไปได้ … อยากให้ทุกคนลองเปลี่ยนมุมมองดู จากเรื่องที่เราท้อ ลองมองมันเป็นความท้าทายที่จะทำให้เรามีกำลังใจในการแก้ปัญหาและเดินหน้าตามความฝันของเราต่อไป”[2] 

ในวันที่คนส่วนมากมีสมาร์ตโฟน (98.5% ของประชากรไทย) เล่นโซเชียลมีเดีย (50 ล้านคนหรือ 71.5% ของประชากรไทย) ไปจนถึงสร้างคอนเทนต์ลงสังคมออนไลน์ (ไทยมีผู้ที่มีรายได้จากการทำคอนเทนต์ถึง 9 ล้านคน) ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไปที่เด็กๆ จะหยิบมือถือขึ้นมาเล่น เข้าโซเชียลมีเดีย และโพสต์เรื่องที่เขากำลังสนใจอยู่บ้าง โดยผลสำรวจปี 65 พบว่า เยาวชนไทยอายุ 6-24 ปี 98.2% ใช้มือถือ และ เด็กไทยอายุ 9-18 ปี 81% มีแท็บเล็ตหรือสมาร์ตโฟนเป็นของตัวเอง โดยกว่า 85% ใช้โซเชียลมีเดียเกือบทุกวัน

แต่โลกออนไลน์ก็เหมือนกับโลกความจริงที่มีทั้งคำพูดให้กำลังใจและคำพูดที่บั่นทอนจิตใจ การถูกคนแปลกหน้าเข้าถึงข้อมูลและตัวตนได้ง่ายๆ ทุกที่ทุกเวลา ยังทำให้มันกลายมาเป็นพื้นที่ที่สร้างปัญหาสุขภาพจิตอันดับต้นๆ อีกด้วย ถึงขั้นมีรายงานว่า เยาวชนที่ใช้โซเชียลมีเดียมากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน เสี่ยงมีปัญหาต่างๆ ด้านสุขภาพจิต เช่น กังวลและซึมเศร้า ได้มากเป็นสองเท่า สอดคล้องกับสถิติการรังแกไซเบอร์ (cyberbullying) จากหลายประเทศทั่วโลก ที่พบว่าเด็กๆ 6-10 ปีเกือบครึ่ง และเด็ก 11-19 ปี เกินครึ่ง เคยถูกรังแกบนโซเชียลมีเดียมาแล้ว ขณะที่ประเทศไทยเองก็มีสถิติอยู่ในย่านเดียวกัน และถ้านับการถูกรังแกที่โรงเรียนด้วย จะมีเด็กไทยถึง 80% ที่เคยเจอประสบการณ์แบบนี้

นนนี่ก็คือหนึ่งในนั้น

“คลิปนี้ก็สั่นไปนะคะน้อง ทำไมต้องอวดด้วยอะ ไม่เห็นจะสวยเลย บางอันเราอ่านแล้วก็รู้สึกเศร้าดิ่งไปเลย มีคนไม่รู้จักเป็นสิบ เป็นร้อยคนมาพูดถึงเรา บางคำก็เป็นคำที่ไม่สุภาพ บางคำก็ทำร้ายจิตใจ บางคำก็พูดถึงรูปลักษณ์ภายนอกที่เราแก้ไขอะไรไม่ได้” นนนี่เล่าถึงคอมเมนต์แง่ลบหลายข้อความที่เธอได้รับขณะที่ยอดผู้ชมคลิปของเธอเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนแตะหลักแสนในเวลา 3 ปีหลังจากทำช่อง

เราสังเกตว่าเสียงของเธอสั่นเล็กน้อยเมื่ออ่านข้อความบนจอ

“ตอนนั้นก็รู้สึกช็อกว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมคนอื่นถึงคิดกับเราแบบนี้ … เราไปทำอะไรผิด เด็กวัย 12 ปีนั่งหาคำตอบกับตัวเองว่าจริงๆ แล้วปัญหามันคืออะไร แต่คิดไปเท่าไหร่ ก็หาคำตอบไม่เจอ นนนี่เลยเปลี่ยนวิธีมาเป็นการค้นหาคำตอบแทน เสิร์ชไปในช่องยูทูปตามภาษาเด็กเลยว่า ทำไมต้องมีคนมาพูดไม่ดีกับเราด้วย”

“หลังจากที่ดูไปหลายๆ คลิปก็เริ่มเข้าใจว่า จริงๆ แล้วก็ยังมีคนที่คอยซัพพอร์ตเรา คนที่คอยพูดดีกับเราอีกตั้งมากมาย อยู่ที่ว่าเราจะไปโฟกัสตรงไหน นี่ก็เป็นอีกความท้าทายหนึ่งที่นนนี่จะต้องก้าวข้ามผ่านคอมเมนต์ ที่ทำร้ายจิตใจเหล่านั้นไปให้ได้ และไม่ให้มันมาหยุดเป้าหมายกับความชอบของเรา”

เมื่อได้เล่นอย่างเต็มที่แล้ว การรู้จักรับผิดชอบชีวิตของตัวเองให้ทุกด้านสมดุลกันดี ก็ถือเป็นงานสำคัญของเด็กๆ เช่นกัน

สำหรับนนนี่ เธอได้เรียนรู้เรื่องนี้ผ่านประสบการณ์ที่น่าเจ็บใจมากทีเดียว

“พูดถึงเรื่องการทำคอนเทนต์ในวัยเรียน … คนที่ติดตามนนนี่อาจจะมองว่า เราเป็นไอดอลทางด้านการศึกษา เพราะนนนี่ชอบทำคลิปติวสอบ แต่จริงๆ แล้วนนนี่ก็มีความผิดพลาดครั้งใหญ่ในวัยเรียนเหมือนกันค่ะ จุดเปลี่ยนของชีวิตเลย คือ เราสอบไม่ติดม. 1”

นนนี่เล่าว่า ก่อนหน้านั้น เธอมักใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนเล่นกับเพื่อนและทำคอนเทนต์ กิจกรรมสนุกสนานเหล่านี้ประกอบกับการเป็นเด็กเรียนดีมาตลอด ทำให้เธอไม่ได้จัดสรรเวลาเตรียมสอบให้ดีพอ และพบกับความผิดหวังในที่สุดเมื่อไม่เห็นชื่อตัวเองในวันประกาศผลสอบ

“จากความตื่นเต้น ความท้าทายที่เราจะได้เข้าโรงเรียนใหม่ โรงเรียนในฝัน กลับกลายเป็นความว่างเปล่า ความผิดหวังในตัวเองที่ไม่สามารถทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ… [เรื่องนี้] ทำให้นนนี่ได้เรียนรู้ว่า ถ้าเรายังพอมีเวลา เราก็ควรพยายามทำมันให้เต็มที่ ตัวเราเองในอนาคตจะได้ไม่รู้สึกผิดหวังกับสิ่งที่เราทำในตอนนี้”

นนนี่เก็บบทเรียนครั้งนั้นไว้เตือนใจในการสอบเข้าม. ปลาย ซึ่งเธอบอกว่าตั้งใจติวสอบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนในที่สุดก็สอบติดสมใจ จากที่เคยเล่นถ่ายวิดีโอสนุกๆ ตอนนี้เด็กคนนั้นก็ได้โตมาเป็นคนที่รู้จักจัดสรรเวลา และยังวางแผนนำความชอบมาเลี้ยงตัวเองได้ตั้งแต่ในวัยเรียน ความที่ครอบครัวไว้ใจให้ดูแลรายรับรายจ่ายต่างๆ นนนี่จึงได้เรียนรู้วิธีบริหารจัดการรายได้ ไปพร้อมกับวางแผนการศึกษาและการประกอบอาชีพในอนาคตด้วย

“นนนี่มีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นค่าเทอม ค่าอาหาร หรือค่าหอพัก จากที่ทำคอนเทนต์เป็นงานอดิเรกก็เปลี่ยนมาเป็นการทำงานเพื่อหารายได้มากขึ้น มีการรับสปอนเซอร์เพื่อแลกกับรายได้ที่มาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ตอนแรกนนนี่ก็คิดว่าจะทำคอนเทนต์ไปเป็นอีก 10-20 ปี เพราะว่ารายได้ค่อนข้างดี แต่พอได้ไปศึกษาทำความเข้าใจอาชีพนี้แล้ว … ถ้าปักหลักเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์อย่างเดียว มันก็อาจจะมีความเสี่ยง … ด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้นและความอยากพัฒนาตัวเองในด้านอื่นๆ นนนี่เลยเริ่มทำธุรกิจเป็นของตัวเอง”

“เส้นทางการเติบโตของเรามันไม่ได้ราบเรียบเสมอไป แต่ทุกอุปสรรค ทุกความล้มเหลว ทุกความท้าทายที่นนนี่ได้พบเจอ มันทำให้นนนี่ได้เป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้นเรื่อยๆ … ความสำเร็จมันอาจจะไม่ใช่การไปถึงจุดหมายปลายทาง แต่มันคือการเรียนรู้ทุกย่างก้าวที่เราก้าวไป… สำหรับนนนี่ นั่นคือนิยามของคำว่า ประสบความสำเร็จ ที่มากกว่าแค่ยอดฟอลโลเวอร์”

ระหว่างเดินทางสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่ฉลาดใช้สื่อสังคมออนไลน์ นนนี่และเยาวชนที่เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์หลายคนอาจต้องเจอความท้าทายต่างกันไป แต่สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่เราเห็นได้จากเรื่องราวของเธอและของคอนเทนต์ครีเอเตอร์เด็กคนอื่นๆ ที่เคยสังเกตมา ก็คือ ครอบครัวมีส่วนอย่างมากที่จะช่วยเด็กๆ ข้ามผ่านเรื่องท้าทายและได้ลองเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างที่ใจต้องการ

ในโลกออนไลน์ที่คลาคล่ำไปด้วยสรรพเสียงของคนแปลกหน้าและภัยที่อาจแฝงมากับความสนใจซึ่งหลายคนปรารถนา เด็กไทยกำลังเสี่ยงกับอันตรายหลายอย่าง (หรือไม่ก็ได้เจอเข้าแล้ว) ทั้งการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม การถูกเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ถูกติดตาม รังควาน คุกคาม และหลอกลวง หรือล่อลวงให้ออกไปพบคนแปลกหน้า ที่น่ากังวลคือ จาก รายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัว 2022 ของทีมวิจัยคิด for คิดส์ ระบุว่า เยาวชนอายุ 15-25 ปีประเมินตัวเองไว้ว่า “มีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องมือดิจิทัลอยู่ที่ระดับคะแนนเฉลี่ยเพียง 3.23 เต็ม 5 และมีทักษะการประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลอยู่ที่ 3.27 เต็ม 5 เท่านั้น” แถมผู้ใหญ่ในสังคม (อายุ 31 ปีขึ้นไป) ยังมีทักษะรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล (media, information, and digital literacy, MIDL) น้อยกว่าเด็กและเยาวชนอายุ 11-30 ปีเสียอีก

แล้วเราจะทำอย่างไรดี

หนังสือและสื่อต่างๆ เป็นอีกเครื่องมือที่ช่วยให้พ่อแม่ ครู หรือผู้ใหญ่ที่กำลังดูแลเด็กๆ อยู่ได้เรียนรู้และเปิดประเด็นพูดคุยเรื่องโลกโซเชียลกับเด็กๆ ได้อย่างละมุนละม่อม  มากกว่าการใช้มาตรการเข้มอย่าง ‘กำหนดเวลาดูหน้าจอ’ หรือกฎเหล็ก ‘ห้ามใช้มือถือโดยเด็ดขาด’ การทำการบ้านมาก่อนเองบ้างอาจทำให้ผู้ใหญ่รู้ใจเด็กยิ่งขึ้นว่า พวกเขาสนใจอะไร กำลังดู กำลังทำอะไร หากเด็กๆ มีคนที่เขาสามารถเล่าถึงความท้าทายต่างๆ ที่เจอมาได้อย่างสบายใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในโลกเสมือนหรือโลกความจริง นอกจากที่เขาจะไม่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยวจากการเผชิญปัญหาเพียงลำพังแล้ว ก็มีแนวโน้มว่าเด็กๆ จะได้สะท้อนคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้านกว่าเดิม เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกและความต้องการของตนเองมากขึ้น และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โดยปลอดภัยจากความเสี่ยงนานัปการที่อาจบ่อนทำลายสุขภาพกายและใจของเขาในระยะยาว

หนังสือและสื่อที่น่าสนใจ

  • It’s Complicated เข้าใจโลกใหม่ของวัยรุ่นยุควุ่นเน็ต – หนังสือคู่มือช่วยทำความเข้าใจชีวิตโซเชียลของวัยรุ่น (ไม่ฟรีและไม่ได้ค่าโฆษณา)
  • DQ platformเกม DQ World จากสิงคโปร์ที่ถูกนำไปใช้ฝึกทักษะความฉลาดทางดิจิทัลให้เด็กประถมในหลายประเทศมาแล้วกว่า 10 ปี รวมถึงไทยด้วย (เล่นฟรี)
  • Hook Online คอร์ส Digital Parenting | คู่มือเลี้ยงลูกยุคดิจิทัล – คอร์สออนไลน์บนแพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับผู้ดูแลเด็กๆ ทุกคน (เรียนฟรี)

หนังสือเด็กที่จุดประเด็นพูดคุยเรื่องการใช้มือถือและการรังแกได้

  • รีวิวหนังสือเรื่อง คุณจอมจิ้มจอ (Hr. Tryk På) – ยังไม่มีตีพิมพ์ในไทย แต่อ่านรีวิวเพื่อเป็นแนวทางเลือกหนังสือได้ เกี่ยวกับคุณจอมจิ้มจอผู้รู้สึกไร้เสียง ไร้ตัวตน บนโลกออนไลน์อันแสนกว้างใหญ่และอึกทึก
  • That’s Nice, Love – หนังสือน่ารักภาพสวยที่ยังไม่มีตีพิมพ์ในไทย แต่สั่งซื้อได้จากลิงก์ เกี่ยวกับผู้ปกครองที่อาจจะจ้องจอบ่อยไปหน่อย จนอดร่วมสนุกไปกับจินตนาการของเด็กๆ
  • เป็ดน้อยบัดดี้ ติดจอไม่ยอมเลิก – หนังสือนิทานและคลิปอ่านออกเสียง เกี่ยวกับผลด้านสุขภาพจากการดูจอนานเกินไป
  • อลิซในวันมหัศจรรย์ – หนังสือนิทานและคลิปอ่านออกเสียง เกี่ยวกับการทำกิจกรรมสนุกสนานอื่นๆ แทนการเล่นมือถือ เล่าผ่านเนื้อเรื่องแฟนตาซี
  • If You Give A Mouse an iPhone – หนังสือนิทานและคลิปอ่านออกเสียง สะท้อนสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นเวลาผู้ใหญ่ยื่นมือถือให้เด็ก เพื่อให้เด็กง่วนอยู่กับจอระหว่างผู้ใหญ่ไปทำธุระ เล่มภาษาไทยชื่อ ถ้าเอาไอโฟนให้เจ้าหนูน้อยจะเกิดอะไรขึ้นนะ
  • หนังสือชุด ทำอย่างไรเมื่อโดนกลั่นแกล้ง – หนึ่งชุดมีสี่เล่ม พูดถึงการรังแกสี่แบบ ได้แก่ การแหย่ การตะโกนเรียกชื่อและดูถูก การกลั่นแกล้งทางกาย เช่น ผลัก ทุบ ตบ หรือทำให้สะดุด ไปจนถึงการเล่นมุกตลกล้อเลียนที่คนถูกล้อไม่ขำไปด้วย
  • แก๊งปลา 11 ตัว – หนังสือแปลจากสเปน ที่พูดถึงการค้นพบความกล้าที่จะ “ปฏิเสธ” และ “หยุด” การรังแก

ติดตาม หนังสือและนิทานภาพมากกว่านี้ ได้ที่ เทศกาลหนังสือภาพสําหรับเด็ก กรุงเทพฯ Children’s Picture Book Festival เปิดให้เข้าชมตั้งแตวันที่ 30 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2567 ที่ห้องแกลเลอรี่ศูนย์สร้างสรรค์

งานออกแบบ Thailand Creative & Design Center(TCDC) เวลา 10.30 – 19.00 น. (หยุดวันจันทร์) เข้าชมฟรีไม่มีคาใช้จ่าย

อ้างอิง

ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้โซเชียลมีเดียติดตามคอนเทนต์ของคนไทย

ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กไทย

ข้อมูลเกี่ยวกับการถูกรังแกออนไลน์ของเด็กไทย