“ฉันไม่ขอให้เพศของฉันมีสิทธิพิเศษ ฉันแค่ขอให้พี่น้องเรา เลิกเหยียบหัวพวกเราเสียที” — รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก
*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาภาพยนตร์สารคดี RBG : อาร์บีจี สตรีก้องโลก*
เวลาพูดถึงคนที่เป็นสัญลักษณ์ของอะไรสักอย่าง จะมีสักกี่คนที่นึกถึงผู้หญิงตัวเล็กวัย 80 ปี เพราะคนส่วนใหญ่มักมองด้วยอคติทางเพศว่า ผู้หญิงในวัยนี้แก่เกินไป ไม่ได้เจ๋งเหมือนคนหนุ่มสาว หรือเหมือนกับผู้ชายในวัยเดียวกัน
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับ รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก (Ruth Bader Ginsburg) ผู้หญิงที่สร้างตำนานการต่อสู้เพื่อสิทธิความเท่าเทียมทางเพศมาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นไอคอนแห่งยุคสมัย ที่ไปที่ไหนก็มีแต่คนต้อนรับ ขอลายเซ็น ใช้สินค้าที่เป็นรูปเธอ หรือแม้กระทั่งสักรูปของรูธไว้บนตัว
เพราะรูธ คือ โนทอเรียส อาร์บีจี (Notorious RBG) ซูเปอร์ฮีโร่ที่เปลี่ยนโลกทั้งใบของผู้หญิงอเมริกัน ด้วยการเปลี่ยนแปลงความคิดของคนในสังคม ตลอดจนผู้มีอำนาจในศาลซึ่งเป็นผู้ชายคนขาว ด้วยความสามารถทางด้านกฎหมายของตัวเอง
ผู้หญิงเป็นได้มากกว่าแม่และเมีย
“ฉันขึ้นมาเป็นผู้พิพากษาในยุคที่ผู้หญิงไม่เป็นที่ต้องการของวงการกฎหมาย”
รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก ก้าวขึ้นมาเป็นผู้พิพากษาศาลสูงสุด (Supreme Court) เพศหญิงคนที่ 2 ถัดจากแซนดรา เดย์ โอคอนเนอร์ (Sandra Day O’Connor) ในยุคสมัยของประธานาธิบดีบิล คลินตัน (Bill Clinton) จากพรรคเดโมแครต ผู้ต้องการผู้พิพากษาที่มีแนวคิดแบบกลางซ้าย ไม่สุดโต่ง และเป็นผู้หญิง ซึ่งรูธตรงคุณสมบัติทุกระเบียบนิ้ว
ทว่าเส้นทางการขึ้นมาเป็นผู้พิพากษาของรูธไม่ได้ง่ายดายเพียงเพราะประธานาธิบดีที่เป็น ‘ผู้ชาย’ มอบตำแหน่งให้ แต่เป็นเพราะปณิธานที่จะทำลายอคติทางเพศในสังคมที่ทำให้เพศหญิงกลายเป็นพลเมืองชั้นสองของสหรัฐฯ ต่างหาก

รูธสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล (Cornell University) ซึ่งในยุคของเธอมีคำพูดติดตลกว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นสถาบันที่พ่อแม่ของลูกสาวหลายคนอยากส่งพวกเธอเข้ามาเรียน เพราะสัดส่วนนักศึกษาหญิงต่อนักศึกษาชายคิดเป็น 1 : 4 คน นั่นแปลว่า หากลูกสาวของครอบครัวไหนมาเรียนที่นี่แล้วไม่ได้แต่งงาน แปลว่าพวกเธอ ‘จบเห่’ สะท้อนแนวคิดที่กำหนดให้ผู้หญิงต้องเป็นภรรยาและตั้งท้องลูกของใครสักคนเท่านั้นถึงจะประสบความสำเร็จ แม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเธอจะได้รับการศึกษาเท่ากับผู้ชายก็ตาม
ถึงแม้รูธจะพบรักกับมาร์ติน กินส์เบิร์ก (Martin Ginsburg) ในรั้วคอร์เนลและแต่งงานกันทันทีหลังจากเรียนจบ และมีลูกคนแรกด้วยกันหลังจากแต่งานเพียง 1 ปี ไม่ได้หมายความว่าเธอจะใช้ชีวิตตามขนบที่สังคมสร้างกรอบเอาไว้ให้
ในปี 2499 รูธได้รับเลือกให้เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ในหลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต โดยเธอเป็น 1 ใน 9 ของนักศึกษาหญิงที่ได้รับเลือกให้เข้าเรียนท่ามกลางผู้ชายเกือบ 500 คน ต่างกับรุ่นหลานของรูธที่มีสัดส่วนหญิงชายเท่ากันอย่างพอดี จนทำให้ทั้งคู่คุยกันอย่างติดตลกระหว่างดูภาพถ่ายว่า “ฮาร์วาร์ดต้องใช้เวลา 200 ปีเลยเหรอ”
ต่อให้รูธและผู้หญิงอีก 8 คนจะถูกรับเลือกเข้ามา ก็ไม่วายที่จะโดนเลือกปฏิบัติจากอาจารย์ในคลาส ตลอดจนอธิการบดีที่ตั้งคำถามกับพวกเธอว่า “คิดยังไงถึงมาแย่งที่ของผู้ชาย” ซึ่งรูธตอบกลับคำถามนั้นด้วยการได้ร่วมงานกับวารสารกฎหมายของมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อว่า ‘ต้องเจ๋งสุดๆ ’ ถึงจะมีหน้าอยู่ในนั้น

หลังจากเรียนที่ฮาวาร์ดได้ 2 ปี รูธโอนย้ายมาเรียนที่วิทยาลัยกฎหมายของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia Law School) เพราะสามีได้งานเป็นนักกฎหมายด้านภาษีในนิวยอร์ก ต่อให้เธอจะมีบทบาทภรรยาและบทบาทแม่ แต่เธอก็ยังคงทำบทบาทของนักศึกษาวิชากฎหมายได้เป็นอย่างดี ผลตอบแทนที่เธอได้รับจึงเป็นการได้ทำงานร่วมกับวารสารกฎหมายของมหาวิทยาลัย เธอจึงเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้ทำงานร่วมกับวารสารกฎหมายถึง 2 แห่งด้วยกัน
“ทั้งนครนิวยอร์ก ไม่มีบริษัทกฎหมายรับฉันเข้าทำงานเลยแม้แต่แห่งเดียว”
ถึงจะเรียนดีแค่ไหน แต่ไม่มีสำนักงานกฎหมายใดรับเธอเข้าทำงาน แม้กระทั่งสำนักงานที่เพื่อนของรูธเข้าไปขอร้องหัวหน้า โดยบอกว่าเธอมีผลงานดีสมัยเรียน แต่เมื่อหัวหน้าได้ยินสรรพนาม ‘เธอ (she/her)’ คำขอของเขาถูกปัดตกทันที พร้อมให้เหตุผลว่า “ดูเหมือนคุณจะไม่เข้าใจเรื่องนี้นะ”
รูธจึงทราบว่า ปัญหาที่เธอมีไม่ใช่ความสามารถ แต่เป็นเพราะเธอเป็นผู้หญิงและเป็นแม่คน
กรอบการแบ่งสองเพศ คือ กรงที่มองไม่เห็น
“เส้นแบ่งของเพศ ไม่ได้ยกผู้หญิงขึ้นหิ้ง แต่ขังไว้ในกรง ”
การที่สังคมระบุว่าอะไรที่ผู้ชายทำได้ ผู้หญิงทำไม่ได้ และผู้หญิงควรทำอะไร คือการเลือกปฏิบัติที่ทำให้ผู้หญิงเจ็บปวดอย่างไม่มีทางเลือก และเป็นการซุกอคติทางเพศไว้ใต้พรมแทนที่จะมองว่าความเจ็บปวดนั้นมีต้นตอมาจากอะไร


รูธเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่เจ็บปวดกับการเลือกปฏิบัติ เธอจึงรับทำคดีที่เกี่ยวกับความอยุติธรรมทางเพศ โดย 1 ในคดีที่มีชื่อเสียงของรูธ เป็นคดีระหว่าง สหรัฐฯ กับ รัฐเวอร์จิเนีย เกี่ยวกับนโยบายการรับนักศึกษาของสถาบันการทหารเวอร์จิเนีย (Virginia Military Institute) ซึ่งทำให้นโยบายการรับนักศึกษาของสถาบันเปลี่ยนไป
สถาบันการทหารเวอร์จิเนียในยุคนั้นรับสมัครเฉพาะผู้ชายเท่านั้น ต่อให้ผู้หญิงจะมีผลการทดสอบเทียบเท่าหรือดีกว่าผู้ชาย ใบสมัครของพวกเธอจะไร้ค่าโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ซึ่งฝั่งสถาบันอธิบายว่า เวอร์จิเนียมีสถานศึกษามากมายให้ผู้หญิงเข้าเรียนเท่าผู้ชาย และดีกับผู้หญิงมากกว่า
แน่นอนว่ารูธไม่เห็นด้วย เพราะการขีดเส้นแบ่งนี้ด้วยคำว่าดีกับผู้หญิงมากกว่าเป็นการคุ้มครองที่ไม่เท่าเทียม เพราะเพิกเฉยต่ออคติทางเพศที่ลิดรอนสิทธิของผู้หญิง
“ดีกับผู้หญิงมากกว่า” เป็นมุมมองของสถาบันที่แฝงไปด้วยอคติทางเพศ เพราะพวกเขามองว่าการเรียนการสอนเพื่อขัดเกลาเด็กหนุ่มวัยฮอร์โมน ให้เติบโตเป็นทหารที่มีคุณภาพของประเทศนั้น ไม่เหมาะสมกับผู้หญิง ซึ่งสะท้อนได้อีกแง่มุมว่า มันคืออคติที่มองว่าผู้หญิงมีความสามารถไม่เท่าผู้ชาย
แม้จะผ่านมาหลายสิบปี แต่มุมมองแบบสถาบันการทหารยังคงมีอยู่ในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะแวดวงอาชีพที่เรียกกันว่า ‘พื้นที่ของเพศชาย’ อย่างอาชีพทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศหรือระดับย่อยอย่างชุมชนก็ตาม
ศ.ดร. ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่า ระบบเพศแบบสองขั้ว (Gender binary) ที่จำแนกประเภทคนออกเป็นชาย-หญิง เป็นต้นเหตุของปัญหาความไม่เท่าเทียมและอคติทางเพศ การที่ผู้หญิงในการเมืองไทยมีแค่ 20% เท่านั้นเป็นเพราะกรอบเพศบอกว่า บทบาทผู้หญิงคือการเป็นแม่เป็นเมีย ไม่ใช่บทบาทผู้นำ ผู้หญิงจึงถูกขังไว้ในพื้นที่ครัวกว่า 4,000 ปี

และระบบเพศแบบสองขั้ว ยังส่งผลต่อความคิดของผู้หญิงอีกด้วย ทำให้พวกเธอเหล่านั้นมองเพศของตัวเองอย่างอคติ และไร้ความทะเยอทะยานทางการเมือง (Political Ambition) เกิดแรงเฉื่อยในการเปลี่ยนแปลงเพื่อสิทธิของตัวเอง ซึ่งอาจารย์ชลิดาภรณ์เสริมว่า จากข้อมูลของ WEF ไทยจะต้องใช้เวลาอีก 169 ปีในการทำให้ผู้หญิง-ผู้ชายเท่าเทียมกัน เราทุกคนจึงควรทบทวนและตั้งคำถามเกี่ยวกับระบบเพศสองขั้วนี้ แทนที่จะใช้กฎหมายบังคับเพิ่มผู้หญิงเข้าไปในพื้นที่การเมือง เพราะมันไม่ได้ช่วยอะไร หากความคิดของคนยังเป็นเช่นเดิม
การเปลี่ยนแปลงต้องใช้ความร่วมมือที่หลากหลายจากทุกคน
จากสถานการณ์โลกปัจจุบัน ฮั้ว-ณชเล บุญญาภิสมภาร รองประธานมูลนิธิเอเชียแปซิฟิกทรานส์เจนเดอร์เน็ตเวิร์ก ชี้ว่า การส่งเสริมและต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศในปัจจุบันไม่สามารถทำเพียงลำพังได้ สิ่งที่เราต้องมีคือพันธมิตร อย่างการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิสตรีในประวัติศาสตร์ไทยไม่ได้มีเพียงเพศกำเนิดหญิงเท่านั้น แต่ยังมีเพศหลากหลาย รวมไปถึงเพศชายอีกด้วย

อาจารย์ชลิดาภรณ์แนะนำว่า อย่าติดกับดักตัวเลข เพราะการมีสัดส่วนของผู้หญิงเยอะในพื้นที่การเมือง โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางความคิด ไม่ส่งผลดีต่อความเท่าเทียมทางเพศ อย่างในศาลสูงของอเมริกาในปัจจุบัน ที่ต่อให้มีถึง 4 คนด้วยกัน แต่ในหลายรัฐไม่สามารถให้สิทธิกับผู้หญิงในการทำแท้งเสรีได้
สำหรับรูธในยุคสมัยที่ความเท่าเทียมทางเพศยังอยู่ในบาร์ที่ต่ำกว่าทุกวันนี้ ต้องยอมรับว่า ถ้าเธอไม่มีสามี ครอบครัว และเพื่อนที่ดี รูธคงไม่ได้ยืนอยู่บนเส้นทางนี้เพื่อเรียกร้องสิทธิให้กับผู้หญิงทุกคน
“ฉันจะไม่มีทางได้มาอยู่ตรงนี้ในวันนี้ ถ้าปราศจากความทุ่มเท ของเหล่าชายและหญิงผู้ทำให้ฝันไม่เคยดับสูญ”

มาร์ติน กินส์เบิร์ก สามีของรูธ เป็นหนึ่งในลมใต้ปีกที่พาเธอบินขึ้นมาได้สูงจนมีอิทธิพลต่อสังคมอเมริกา ซึ่งเธอรู้สึกประทับใจเขาตั้งแต่เพิ่งได้รู้จักกัน เพราะมาร์ตินทำให้รูธรู้สึกว่า ‘เธอมีสมอง’
ชีวิตคู่ของทั้งคู่ เป็นตัวอย่างของความเท่าเทียมทางเพศที่เกิดขึ้นก่อนยุคหญิงชายเท่ากันจะมาถึง เพราะต่อให้รูธจะเป็นแม่ บทบาทที่ถูกกำหนดให้เลี้ยงลูกและจัดการงานบ้าน แต่สำหรับครอบครัวนี้ ทั้งคู่ต่างช่วยกันเลี้ยงลูกและทำงานบ้าน มิหนำซ้ำ พื้นที่ครัวยังเป็นพื้นที่ต้องห้ามสำหรับรูธ เพราะสามีและลูกบอกว่ามื้ออาหารจากเธอคือฝันร้าย
“ผมรู้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของการแต่งงานแล้วว่ารูธทำอาหารไม่ค่อยเก่ง และการที่เธอไม่ชอบทำอาหาร ฝีมือของเธอก็คงจะไม่พัฒนาขึ้น”
ในวันที่รูธไม่มีงานทำ มาร์ตินและเพื่อนก็ต่างช่วยกันหางานให้กับรูธ และเมื่อรูธมีงานการที่มั่นคง เคร่งเครียด จนแทบไม่มีเวลาว่าง เขาสนับสนุนให้เธอเต็มที่กับการทำงาน จนมีเพื่อนออกปากแซวว่าเขาสบายใจกับการที่จะเป็น ‘ช้างเท้าหลัง’


ซึ่งการได้รับตำแหน่งผู้พิพากษาสูงสุดของรูธ มาร์ตินเองก็เป็นส่วนหนึ่งกับความสำเร็จนี้ โดยเข้าวิ่งเต้นโน้มน้าวผู้คนมากมายผ่านคอนเนคชันที่เขามี เพื่อให้ชื่อของรูธติดอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ที่มีโอกาสได้รับการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ในปี 1993 จนท้ายที่สุดแล้ว รูธก็ได้รับตำแหน่งนี้หลังจากเธอเข้าไปสัมภาษณ์กับประธานาธิบดี
มาร์ตินจึงเปรียบเสมือนไฟสปอตไลท์ที่ทำให้ผู้คนที่มีอคติทางเพศมองเห็นว่า รูธคือผู้หญิงที่มีความสามารถ
และเขายังเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า การมีพันธมิตรในการขับเคลื่อนสังคม สำคัญแค่ไหน
ภาพ : UNDP Thailand
