หนิง พันพัสสา ธูปเทียน

ฉากนู้ดที่ดี นักแสดงต้องมีพื้นที่ในการจัดการตัวเอง : ครูหนิง – พันพัสสา ธูปเทียน แอคติ้งโค้ชที่สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับนักแสดง

“แอบเสียดายที่คนไม่ค่อยโฟกัสการแสดงเท่าไหร่ แต่ก็ธรรมชาติเนอะ มีคนหลากหลายความคิด เราทำหน้าที่นักแสดงให้เต็มที่ก็พอ” 

ข้อความของ มาย — ธนภรณ์ รัตนศศิวิมล นักแสดงที่รับบทเป็น ‘จิ๋ม’ ในตลก 69 เดอะซีรีส์ ออกมาโพสต์บนโซเชียลแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) ถึงคนดูบางกลุ่ม ที่ให้ความสนใจกับร่างกายของเธอ มากกว่าทักษะการแสดง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ความสนใจของผู้ชมจะไปอยู่ที่ร่างกายของนักแสดงมากกว่าเนื้อเรื่อง เมื่อปีที่ผ่านมามีภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง ‘ร่างทรง’ ที่นักแสดงหลักของเรื่อง ‘ญดา นริลญา’ ได้รับรางวัลสุพรรณหงส์ แต่ฝีมือการแสดงของเธอกลับได้รับความสนใจน้อยกว่าฉากที่ร่างกายของเธอมีเสื้อผ้าน้อยชิ้น  แม้ว่าจะปรากฎเพียงไม่กี่นาทีก็ตาม 

เสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิ่งที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิบนร่างกายของนักแสดงในการถ่ายทำซีนเหล่านี้  ไปจนถึงความจำเป็นและความเหมาะสมของการใส่ฉากโป๊เปลือยเข้ามา

“บางทีตัวละครไม่ได้พูดทั้งหมดที่คิด ดังนั้น เราจะดูพวกเขาได้จากพฤติกรรมด้วยเช่นกัน นั่นก็คือธรรมชาติมนุษย์”

ในโลกจอเงิน-จอแก้ว ฉากเหล่านี้ยังคงสำคัญต่อการเล่าเรื่องที่สมบูรณ์ มุมมองจาก ครูหนิง — พันพัสสา ธูปเทียน ผู้กำกับ คนเขียนบท และแอคติ้งโค้ช ผู้ร่วมเขียนบทและทำแอคติ้งโค้ชให้กับนักแสดงเรื่อง คินน์พอร์ชเดอะซีรีส์ ที่มีฉากเลิฟซีนในระดับเข้มข้นรวมอยู่ด้วย

เมื่อความโป๊เปลือยเต็มไปด้วยข้อควรระวังมากมาย ตำแหน่ง ‘แอคติ้งโค้ช’ ที่ใกล้ชิดกับนักแสดงมากที่สุด จึงเป็นตำแหน่งสำคัญที่นอกจากจะช่วยชี้แนะการแสดง ยังคอยช่วยรับรองความปลอดภัย และดูแลจิตใจของนักแสดงในทุกขั้นตอนของการทำงาน 

ชื่อของครูหนิงหลายคนอาจจะไม่คุ้นหู แต่ถ้าเป็นคนที่อยู่ในวงการบันเทิง หรือทำงานเบื้องหลัง ต้องเคยได้ยินชื่อเธอผ่านหู จากประสบการณ์เป็นคนไทยที่ได้เข้าไปเป็นสมาชิกของ The Actors Studio สตูดิโอสอนการแสดงสาย Method Acting ชื่อดังในสหรัฐอเมริกา และปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำภาควิชากลุ่มสาขาจิตกรรมและศิลปกรรม หลักสูตรสื่อและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาลัยนานาชาติ 

Mutual ชวนคุยกับครูหนิง ถึงการมีอยู่ของฉากนู้ดต่อการทำงานสร้างสรรค์ พร้อมๆ กับการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้คนหน้างาน

ในฐานะแอคติ้งโค้ช งานของครูหนิงมีอะไรบ้าง

เราจะรับบรีฟจากผู้กำกับก่อนว่าเขาอยากนำเสนอออกมาแบบไหน ดูควบคู่ไปกับบท ซึ่งช่วงนี้ต้องถกเถียงกับผู้กำกับค่อนข้างเยอะ เพื่อให้แน่ใจว่าเราตีโจทย์การแสดงได้ใกล้เคียงกับที่เขาอยากได้ เสร็จแล้วเราจะเอามาดีไซน์กระบวนการในช่วงเวิร์กชอป เพื่อช่วยให้นักแสดงเข้าถึงบทที่เขาได้รับให้มากที่สุด

ครูหนิง-พันพัสสา ธูปเทียน

ตอนถ่ายทำแอคติ้งโค้ชต้องไปอยู่ด้วยไหม

จริงๆ ขึ้นอยู่กับสไตล์การทำงานของผู้กำกับและตัวแอคติ้งโค้ชเองด้วย ถ้าโดยส่วนตัวเราจะไม่เข้าไปยุ่งเลย แม้กระทั่งตอนที่เราทำงานเป็นผู้กำกับ เพราะรู้สึกว่าเราต้องให้เกียรตินักแสดง จริงๆ แอคติ้งโค้ชกับนักแสดงทำงานกันไปเสร็จแล้วตั้งแต่ตอนเวิร์กชอป หลังจากนั้นมันเป็นงานของนักแสดงที่จะจัดการกับตัวเอง เพื่อเข้าไปสู่แต่ละฉาก 

แต่เราในฐานะแอคติ้งโค้ชก็จะอยู่ในเซ็ตด้วย เพื่อให้แน่ใจว่านักแสดงเขาโอเค หรือถ้าเขาต้องการความช่วยเหลือใดๆ 

สำหรับฉากโป๊เปลือย หรือมีเพศสัมพันธ์ การทำงานของแอคติ้งโค้ชจะเหมือน หรือแตกต่างจากการทำงานฉากอื่นๆ ไหม

เหมือนกัน จริงๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้ทำงานกับฉากที่นักแสดงถอดหมดเลย  หน้าที่ของเราคือต้องทำให้แน่ใจว่าสิ่งที่นักแสดงถ่ายทอดออกมา มันเป็นไปตามภาพที่ผู้กำกับคิดไว้ มันมีความรักผสมกันนะ ไม่ใช่แค่เรื่องตัณหาเท่านั้น 

ในต่างประเทศจะมีตำแหน่งคนดูแลนักแสดงที่เล่นฉากนู้ด (Intimacy Coordinator) โดยเฉพาะ กองถ่ายในไทยมีไหม

เท่าที่เราทำงานมายังไม่เคยเจอนะ จริงๆ แอคติ้งโค้ชก็คล้ายๆ ทำหน้าที่นี้ด้วยแหละ ด้วยความที่ซีรีส์ที่เราไปทำงานด้วยส่วนใหญ่จะเป็นนักแสดงผู้ชาย เขาจะจัดการกับตัวเองได้ประมาณหนึ่ง งานของเราจะไปช่วยเรื่องการเข้าถึงตัวละครที่เขาเล่น หรือว่าเล่นเสร็จแล้ว เขาเอาอารมณ์ตัวละครออกไปไม่ได้ เราก็จะช่วยเขา 

มันก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนด้วยนะว่า เขาต้องการความช่วยเหลืออะไรจากเรา อย่างในคินน์พอร์ชจะมีบางคนที่เขาต้องการความช่วยเหลือจากเรา ในการเคลียร์ความรู้สึกตัวเองหลังเล่นเสร็จ เพราะเขายังมีประสบการณ์ไม่มากกัน 

ครูหนิงช่วยเขายังไงบ้าง?

ถ้าเป็นตอนเตรียมตัวก่อนเข้าฉากเราก็จะไปอยู่กับเขา ถามเขาว่าเป็นยังไงบ้าง โอเคไหม ถ้าเขาต้องการอะไรจากเราก็จะบอกมา เช่น ครูช่วยพูดอะไรที่ทำให้เขาเข้าถึงอารมณ์ของตัวละครในฉากนั้นๆ พอเล่นเสร็จ เราก็จะปล่อยให้เขามีเวลาและพื้นที่ในการจัดการตัวเอง ซึ่งมันสำคัญมากๆ เพราะไม่แปลกที่นักแสดงจะยังมีอะไรที่ติดค้าง เพราะเขาต้องเข้าไปสวมบทบาทเป็นตัวละคร

ต้องค่อยๆ ให้เวลากับตัวเองแล้วลองหาวิธีจัดการดู สักพักเขาก็จะกลับมาได้แหละ เราก็เช็กว่าเขาเป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นไหม คือนักแสดงต้องหาวิธีจัดการให้เจอนะ เพราะมันเป็นอาชีพเขา แต่ถ้าเขาหาไม่เจอจริงๆ เราก็จะแนะนำว่าลองไปฟังเพลงไหม หรือไปเดินเล่น ท้ายที่สุดเป็นเรื่องทัศนคติที่เขาต้องเข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำมันคือจินตนาการ เป็นการแสดง ไม่ใช่เรื่องจริง

ในกองถ่ายมีวิธีรับรองความปลอดภัยของนักแสดงในการถ่ายทำฉากเลิฟซีนยังไงบ้าง

ก่อนถ่ายจะมีการเซ็นสัญญา เนื้อหาก็จะมีระบุว่าเขาต้องแสดงฉากอะไรบ้าง เป็นการให้ข้อมูลกับเขาตั้งแต่แรก นักแสดงทุกคนจะต้องอ่านนิยายมาก่อน เขาจะรู้พล็อตเรื่องคร่าวๆ ก่อนเขียนบทซีรีส์มีโครงเรื่องออกมาก่อน ทีมงานจะเช็คกับนักแสดงว่าเขาคิดเห็นยังไง โอเคไหม จนทำเป็นบทซีรีส์แล้วเข้าสู่การถ่ายทำจริง

ช่วงที่ต้องทำงานกับฉากนี้ เราเองก็ต้องการความคิดเห็นจากนักแสดงนะ เพราะเขาอยู่กับตัวละครเยอะกว่าเรา เขาจะแชร์ได้ว่าตัวละครน่าจะแสดงออกแบบนี้ วิธีที่เขาไปกอดตัวละครอีกคนควรทำแบบนี้นะ หลายๆ สิ่งที่เกิดขึ้นในซีนมาจากความคิดนักแสดงค่อนข้างเยอะ

ส่วนวิธีเซฟ ทีมงานก็เซฟทั้งนักแสดงและเรานะ (ยิ้ม) เพราะเราเป็นผู้หญิงด้วย ก่อนเราจะเข้าไปหานักแสดงในฉากก็จะมีการตะโกนบอกก่อนว่าเราจะเข้ามานะ ให้เขาเตรียมตัว จริงๆ เขาจะไม่ให้ใครอยู่หน้าเซ็ตเลยยกเว้นตากล้อง แล้วก็ที่หน้ามอนิเตอร์จะมีแค่เรากับผู้กำกับอีก 2 คน คือ พี่ปอนด์ (กฤษดา วิทยาขจรเดช) แล้วก็พี่โขม (ก้องเกียรติ โขมศิริ) ที่เหลือคือเคลียร์คนที่ไม่เกี่ยวข้องให้ออกไปให้หมด

สำหรับนักแสดงหญิงจะใช้วิธีการเดียวกันด้วยไหม 

ก็ต่างอยู่นิดหนึ่ง พูดในมุมที่เราเคยเจอนะ จะมีการพูดคุยกันว่าเขาสะดวกใจจะเล่นได้ระดับไหน มีอะไรที่ขอไม่ทำ หรือจับร่างกายส่วนไหนได้ หรือ ไม่ได้  ส่วนนี้จะจริงจังนิดนึง เพราะความเป็นผู้หญิงในสังคมไทย พอต้องมาเล่นบทแบบนี้มันก็มีความเปราะบาง อาจจะโดนวิพากษ์วิจารณ์เยอะกว่า เราต้องเซฟเขา ให้เขาเล่นเท่าที่จำเป็นและต้องแน่ใจว่าเขาโอเค

เมื่อเทียบฉากโป๊เปลือยกับฉากอื่นๆ มันมีความยาก-ง่ายในการโค้ชนักแสดงยังไงบ้าง

มันเป็นเรื่องสิทธิของเขาที่เราจะต้องปกป้อง เขาต้องรู้ตั้งแต่ต้นว่ามันจะมีฉากโป๊นะ หรือจะมีซีนที่ต้องใกล้ชิดกับตัวละครอื่นๆ ขนาดไหน นักแสดงสะดวกใจจะเล่นไหม บอกตั้งแต่ก่อนที่เขาจะเซ็นสัญญาเล่นเรื่องนี้ เราคิดว่ามันเป็นมาตรฐานในการทำงาน

ในวันที่เซ็นสัญญาก็ถือว่านักแสดงตกลงแล้ว หลังจากนั้นเป็นหน้าที่ของนักแสดงที่ต้องทำตามที่บทกำหนดไว้

หลังจากนักแสดงเล่นฉากแบบนี้เสร็จ ต้องมีการดูแลเฉพาะเลยไหม หรือเหมือนฉากอื่นๆ 

ก็จะชื่นชมเขาว่าเก่งมาก จริงๆ มีประโยคหนึ่งของนิโคลัส เคจ (Nicolas Cage) ที่เราชอบ เขาบอกว่า การแสดง คือ To be naked on stage and turn around slowly มันเจ๋งมากเลยสำหรับเรา naked ในที่นี้ไม่ใช่ในเชิงถอดเสื้อผ้าจริงๆ นะ แต่หมายถึงการที่นักแสดงอนุญาตให้ตัวเองเข้าไปเป็นตัวละคร ยอมเปิดให้คนเห็นทุกอย่างที่เป็นเรา แม้ว่ามันจะเป็นมุมที่บางทีในชีวิตจริง เราไม่อยากให้ใครมาเห็นว่าเรามีมิตินี้ ดังนั้น ถ้าเขาทำแบบนั้นได้ เราก็จะชื่นชมเขา

แล้วก็ต้องเช็กว่าเขารู้สึกโอเคกับการแสดงฉากนี้ เมื่อเสร็จงานแล้วเขาจะไม่ได้รู้สึกลดทอนคุณค่าของตัวเองว่าฉันทำอะไรไป ต้องให้เขามองซีนพวกนี้เป็นพาร์ทหนึ่งของการทำงาน ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับบทด้วยว่าถ้าบทมันสมเหตุสมผล นักแสดงก็จะทำความเข้าใจได้ว่าทำไมตัวละครต้องทำอย่างนี้ แต่ถ้าบทมันไม่สมเหตุสมผลก็อีกเรื่องหนึ่ง 

หลังจากที่งานถูกปล่อยออกไปให้คนดู อาจมีฟีดแบคบางอย่างจากคนดูที่กระทบกับนักแสดง ในฐานะคนเบื้องหลัง เรามีวิธีดูแลนักแสดงอย่างไร

ส่วนใหญ่เราจะพยายามถามเขาว่าเป็นยังไงบ้าง มีอะไรที่เขารู้สึกกังวลใจไหม ถ้าไม่มีก็โอเคไป แต่ถ้ามีก็จะพูดคุยกันเพื่อช่วยเขา 

อย่างที่เราบอกไปว่าเมื่องานเสร็จแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นมันนอกเหนือจากหน้าที่ของเขาแล้ว ที่จะควบคุมความรู้สึกของคนดู มันเป็นเรื่องของรสนิยม เป็นเรื่องของมุมมอง บางคนก็ชอบ บางคนก็ไม่ชอบ สำหรับนักแสดงใหม่ถ้าเขามีประสบการณ์ไปอีกสักหน่อย เขาก็จะเริ่มรู้แล้วว่า โห ดูเรื่องเดียวกันปะเนี่ย ดูซีนเดียวกันจริงไหม ทำไมฟีดแบ็กมันคนละขั้วเลย มันนานาจิตตัง ยังไงเราก็ยังต้องทำงานของเราต่อ ดังนั้น เราก็ต้องยอมรับกับสิ่งที่เราเลือก มันย้อนกลับไปไม่ได้ เพราะงั้นก็เรียนรู้แล้วไปต่อ

การที่ครูหนิงเป็นผู้หญิง มันมีผลต่อการทำงานโค้ชนักแสดงไหม อย่างในเรื่องที่ผ่านมาส่วนใหญ่ตัวละครจะเป็นเพศที่ต่างกับเรา

ก็อาจมีส่วนนะ เราก็มีแชร์ความคิดเห็นบางอย่าง เช่น การแสดงออกระดับไหนที่จะทำให้คนดูสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของตัวละคร ที่ไม่ใช่แค่ความต้องการทางเพศอย่างเดียว การทำงานของเราก็จะมีความระวังมากๆ แอคชันนี้ควรปรับไหม ทำให้นักแสดงรู้สึกสบายใจที่จะเล่น 

ในมุมมองคนเบื้องหลัง ซีนโป๊เปลือยมีหน้าที่ทำอะไร

มันบอกเยอะนะ บางทีพฤติกรรมของตัวละครไม่สามารถสื่อสารได้ด้วยการพูดอย่างเดียว บทที่ดี ตัวละครจะไม่ได้พูดทั้งหมดที่คิด หรือพูดความจริงทั้งหมดอยู่แล้ว ดังนั้น เราจะดูจากพฤติกรรมของตัวละครมากกว่า นั่นคือธรรมชาติของมนุษย์ ฉากเลิฟซีนพวกนี้ก็เหมือนกัน มันก็เล่าความสัมพันธ์ของมนุษย์คู่หนึ่งได้ว่า จุดที่เขารู้สึกใกล้ชิดขนาดนี้สาเหตุมันคืออะไร แล้วหลังจากนี้มันก็จะเป็นจุดเปลี่ยนเสมอ

มีเพื่อนนักแสดงคนหนึ่งเคยพูดประโยคหนึ่งแล้วเรารู้สึกชอบ คือ การมีเซ็กส์กับใครสักคน มันเหมือนเรามีรอยสักบนร่างกาย ซึ่งต่อให้มันเป็นแค่ครั้งเดียวกับคนๆ นั้น แต่รอยสักนั้นมันจะอยู่ตลอดไป เพราะมันคือการมีปฏิสัมพันธ์ที่มีผลกับความรู้สึกข้างในของเรา 

ดังนั้น ถ้าซีนนี้ถูกวางไว้ถูกที่ถูกทาง มันก็จะสามารถทำให้คนดูเห็นถึงความสัมพันธ์ของตัวละคร แล้วก็เป็นจุดเปลี่ยนของเรื่องราวอยู่เสมอ

จะมีความคิดที่มองว่านักแสดงที่กล้าเปลือยร่างกาย คือ นักแสดงที่มีความเป็นมืออาชีพ ครูหนิงคิดยังไงกับเรื่องนี้

ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ มันไม่สามารถใช้เรื่องนี้เป็นตัววัดได้ว่านักแสดงคนนี้มืออาชีพหรือไม่ สำหรับเรา ซีนที่เล่นยากมากๆ คือ ซีนที่ไม่มีบทแล้วก็อยู่นิ่งๆ ด้วยซ้ำ เพราะนักแสดงไม่รู้จะเล่นอะไร (หัวเราะ) บางทีอะไรที่เรียบง่ายแค่นั้น นักแสดงกลับต้องใช้ความกล้ามาก ที่จะยอมธรรมดาและผ่อนคลายที่สุด โดยที่ไม่ได้พยายามทำให้มันน่าสนใจ

ดังนั้น ความเป็นมืออาชีพของนักแสดง มันคือความกล้าที่นักแสดงกล้ายอมรับบท ยอมรับสถานการณ์ และเข้าไปสวมบทบาทตัวละครได้มากที่สุด ไม่ใช่การโป๊เปลือย

แล้วคนเบื้องหลังมีความกลัวไหมว่า คนดูจะมองว่าเรานำเสนอซีนนี้เพื่อขาย มากกว่ามองว่าเราตั้งใจใช้มันเล่าเรื่องของตัวละคร 

ต้องระวังมากๆ ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมสังคมนั้นๆ ด้วย เราในฐานะคนเล่าเรื่องพยายามนำเสนอออกมาให้ดีที่สุด เพราะเราเองต้องการให้คนดูอยู่กับเนื้อเรื่องเนอะ เมื่อไหร่ก็ตามที่คนดูถอยออกมา ไม่สนใจเนื้อเรื่อง แล้วไปโฟกัสจุดอื่นแทน แสดงว่าซีนนั้นอาจมีปัญหาแล้ว 

เราเคยทำงานที่แปลบทละครของต่างประเทศ ซีนพวกนี้เราจะตัดทิ้ง เพราะเรารู้สึกว่าบ้านเราคนดูไม่ได้เข้าใจมันอย่างที่ต่างชาติเข้าใจ แล้วมันทำให้คนดูหลุดโฟกัส ความสวยงามของเรื่องก็หายไป ดังนั้น เรื่องวัฒนธรรมคนดูสำคัญ

ครูหนิงมีวิธีทำงานอย่างไร เมื่อเราอยู่ในสังคมที่มีบริบทแบบนี้ 

ดูตามความเหมาะสมของเนื้อหา ถ้ามันสมเหตุสมผลพอ ซีนพวกนี้ก็จำเป็นต้องมี แต่มันไม่ควรจะเอามายเซ็ตส่วนตัวมาตัดสินงานว่าเหมาะหรือไม่เหมาะสม แต่แน่นอนว่าเมื่อตัวคนสร้างงานอยู่ในประเทศที่มีวัฒนธรรมที่ไม่ได้คุ้นชินกับสิ่งนี้ ก็อาจต้องระมัดระวังในการสื่อสารออกไป 

เป็นเรื่องของการประนีประนอมไหม เพื่อทำให้คนเปิดใจกับงานเราด้วย

ส่วนตัวเราคิดว่า ถ้าบทมันสมเหตุสมผลว่าจำเป็นต้องมีฉากเลิฟซีน เราไม่จำเป็นต้องประนีประนอมอะไร เพราะมันไม่ใช่หน้าที่เรา หน้าที่เราคือทำยังไงก็ได้ให้งานออกมาสมเหตุสมผลที่สุด แต่แน่นอนว่าเราก็ต้องพิจารณาอย่างที่บอกแหละ ว่าออกมาแล้วมันดีที่สุดไหม ถ้าออกมาแล้วมันทำให้คนช็อคแล้วหลุดจากเนื้อเรื่องไปเลย อันนี้ก็อาจจะต้องปรับ

เราก็จะพอเห็นฟีดแบ็กจากคนดูที่มีต่อฉากเหล่านี้ ฝั่งครูหนิงรู้สึกยังไงต่อสิ่งที่เกิดขึ้น 

เราคิดว่าเป็นเรื่องปกติ เวลาที่เราทำงานสร้างสรรค์มันไม่มีสูตรตายตัวว่า 1+1 = 2 ดังนั้น พอเราทำงานเสร็จ เราต้องตั้งรับ ความคิดเห็นมันจะหลากหลายมากๆ มีทั้งส่วนที่บั่นทอนเรา และส่วนที่เป็นประโยชน์กับเรา 

เป็นทักษะหนึ่งของคนทำงานสร้างสรรค์ ไม่ใช่แค่นักแสดง ที่จะต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองให้ได้ แล้วเราไม่ควรหยุดที่จะรับรู้ด้วย เพราะบางทีฟีดแบ็กพวกนี้ก็ดีกับเราในการทำงาน แต่เราก็ต้องตั้งสติในการรับแล้วทำความเข้าใจกับมัน เพราะคนดูแต่ละคนมีมุมมองไม่เหมือนกัน

แล้วมุมมองคนดูมีโอกาสที่จะส่งผลต่อมายด์เซ็ตในการทำงานของนักแสดงด้วยไหม เช่นเขาอาจจะไม่อยากเล่นฉากโป๊เปลือย 

เราคิดว่าน่าจะแล้วแต่คนนะ อย่างเคสล่าสุดที่นักแสดง (มาย จากตลก 69 เดอะซีรีส์) ออกมาพูด เราคิดว่าเป็นสิทธิของเขาที่จะยกประเด็นนี้ขึ้นมา ส่วนตัวเราก็เชียร์ให้พูดกันนะ มีการกระตุกกันบ้าง หรือออกมาแสดงจุดยืนของตัวเองในฐานะนักแสดงว่าจริงๆ แล้วเขาเล่นฉากนี้ไปเพราะอะไร เขาไม่ได้ต้องการโชว์ร่างกายเพื่อให้ตัวเองดัง แต่เขาได้สวมบทบาทเป็นตัวละครที่เลือกแล้วว่าจะทำแบบนั้น เรารู้สึกชื่นชมเขาที่กล้าลุกขึ้นมาพูดอะไรแบบนี้ 

แล้วการทำงานเบื้องหลังในฐานะผู้หญิงเป็นยังไงบ้าง 

จริงๆ เราจบกำกับมานะ แต่จะถูกเรียกให้ไปทำอย่างอื่นอยู่ตลอด โดยเฉพาะตำแหน่งแอคติ้งโค้ช ทั้งที่เรารู้สึกว่าเฮ้ย เราก็ทำงานกำกับได้นะ แต่เราก็จะถูกกันไปทำงานพาร์ทอื่นเสมอ หรือให้ไปทำละครเวทีไปเลย

ครูหนิงมีวิธีรับมือกับมันยังไง เพื่อที่จะทำงานอยู่ในวงการนี้

ก็ empathy เราพยายามทำความเข้าใจคนอื่น (หัวเราะ) 

เราอาจจะโชคดีที่เคยไปเรียนเมืองนอก เราก็จะรู้ว่าคนเก่งจริงๆ เป็นยังไง สภาพแวดล้อมในการทำงานที่มันควรจะเป็นจริงๆ เป็นยังไง ดังนั้น เราจะไม่สงสัยว่าตัวเราไม่ดีพอจริงๆ หรอ หรือว่าจริงๆ แล้ว ผู้ชายทำงานได้ดีกว่าผู้หญิง เพราะเมืองนอกเขาไม่ได้มีประเด็นนี้ 

เราก็หวังว่าเมืองไทยจะค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงนะ มันไม่ใช่แค่ฉันสนิทกับใคร หรือฉันจบสถาบันไหน แต่มันคือการทำงาน  สิ่งนี้ไม่ควรเป็นข้อจำกัด

เราก็รู้สึกว่าโชคดีที่มีคนให้โอกาส ทีมงานก็พยายามเปิดใจ มันก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องพิสูจน์ตัวเองแล้วเปลี่ยนมายด์เซ็ตของเขาให้ได้ แล้วก็หวังว่ามันก็จะเป็นสัญญาณที่ดี ที่จะทำให้เขาเปิดใจให้กับผู้กำกับผู้หญิงคนอื่นๆ อีกต่อไป 

แต่ก็เหนื่อยนะ (หัวเราะ)