ฟังเสียงของลูกสาวเดอะแบก รีวิวงานศพแม่แบบวันเดียวเผา : งานต่อไปคือคุยกับพ่อให้เข้าใจว่าจากนี้ไปต้องทำอย่างไรต่อ

“รีวิวงานศพแบบวันเดียวเผา ใครไม่กล้า กูกล้า!!!”

นี่คือประโยคจั่วหัวบนโพสต์ Facebook ที่ได้รับการแชร์ไปมากกว่า 59,000 ครั้ง เพราะเนื้อหาในโพสต์เป็นการแบ่งปันประสบการณ์การจัดงานศพให้แม่ของตัวเอง โดยใช้เวลาจัดงานเพียง 1 วันเท่านั้น

งานสีดำอย่างงานศพที่เราคุ้นเคย มักเป็นงานที่มีหลายวัน เปิดโอกาสให้ญาติสนิทมิตรสหายของคนเป็นและคนตายแวะเวียนมาเคารพศพ บางงานมีการเลี้ยงอาหารแขกใหญ่โต มีกับข้าวหลายอย่างให้เลือกกิน แถมแขกบางคนก็เอาใส่ถุงกลับไปกินที่บ้าน บางงานก็มีมหรสพ จ้างลิเกมารำหน้าศพ และหากเป็นงานของคนใหญ่คนโต หลายๆ ครั้งก็จะมีฉากหลังให้ถ่ายรูปร่วมกันเป็นสักขีพยานว่าใครมางานศพในครั้งนี้บ้าง

แต่งานศพแม่ของสตางค์-นภัชชา บัวเลิง หญิงสาววัย 34 เจ้าของบัญชี Facebook ที่แชร์เรื่องราวการจัดงานศพวันเดียวนั้น เรียบง่ายและแตกต่างกับงานศพที่เราคุ้นเป็นอย่างมาก

“โพสต์ดังแบบไม่ทันตั้งตัวเหมือนกัน เราก็สงสัยว่าทำไมมันขนาดนั้น เพราะโพสต์ที่แชร์ออกไปตอนแรก มันเริ่มต้นมาจากการรีวิวประกันให้เพื่อน เราเพิ่งได้อนุมัติตัวประกัน แต่ตอนเขียนรีวิวภาพคุณแม่ยังอยู่ในหัว เลยแถมเรื่องนี้เข้าไปด้วย”

สตางค์เล่าให้เราฟังว่า ตอนที่กดโพสต์ออกไป เธอไม่ได้คิดอะไรเลย เพราะโดยปกติแล้วสตางค์ไม่ได้เป็นคนที่อัปเดตอะไรบน Facebook สม่ำเสมอ โปรไฟล์ก็ไม่ได้เปิดเป็นโปรไฟล์สาธารณะ แถมมีเพื่อนใน Facebook เพียง 300 คน แต่ที่แชร์เรื่องราวออกไป สตางค์หวังเพียงว่า เรื่องราวของเธอจะเป็นประโยชน์ให้กับคนอื่นๆ

“เราไม่รู้ว่ามันไปไกลขนาดนั้นได้ยังไง แต่มันอาจจะเป็นเรื่องที่คนอื่นไม่คิดจะทำกัน เรารู้สึกว่า มันทำได้นะ ฉันก็ทำ อยากให้ทุกคนมองเป็นเรื่องธรรมดาที่จะจัดงานวันเดียว นี่ยังแอบคิดว่าเราจะไปขัดผลประโยชน์ใครไหม (หัวเราะ)”

การที่โพสต์โพสต์เดียวโด่งดัง ถูกจับไปทำเป็นข่าวนำเสนอในหลายช่องทาง ย่อมมาพร้อมกับความคิดเห็นของคนบนโลกออนไลน์ ซึ่งสตางค์บอกว่า เธอก็ไปอ่านความคิดเห็นของคนอื่นมาเหมือนกัน และในเมื่อมีคนชื่นชม ก็ต้องมีคนที่ไม่เห็นด้วยเช่นกัน

“บางคนบอกว่า ทำไมงานแต่งยังจัดได้เลย แล้วงานแม่ตายจัดแบบนี้ เขารู้ได้ไงว่าฉันจะจัดงานแต่ง รู้ได้ไงว่าฉันจะจัดงานรื่นเริง เราแค่แชร์ในมุมมองของคนที่ไม่ได้มีงบมากมายในการจัดงานแบบนี้ แต่ก็เข้าใจในมุมมองที่แตกต่างนะคะ เพราะบริบทครอบครัว สิ่งแวดล้อมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ขนาดประวัติการเสิร์ชในยูทูปยังไม่เหมือนกันเลย”

เรียบง่าย รวดเร็ว เรียบร้อย คือ 3 สิ่งสำคัญในการจัดงานศพครั้งนี้

“เอาจริงๆ แทบไม่ได้เตรียมอะไรเรื่องงานเลย”

สตางค์เผยว่า เธอไม่เคยเตรียมอะไรเกี่ยวกับงานศพในครั้งนี้เลย สิ่งที่เตรียมมีเพียงอย่างเดียว คือ การเผื่อใจเกี่ยวกับอาการป่วยของแม่ ซึ่งเป็นผู้ป่วยมะเร็ง

“ตอนคุณแม่ป่วยหนัก เราคิดไว้ 2 อย่าง คือ อยากจัดงานวันเดียว เพราะเรามีข้อจำกัดเรื่องวันหยุด ก่อนหน้านี้เราลางานมาเยี่ยมคุณแม่บ่อย ลองคุยกับญาติตอนนั้นเขาก็เห็นด้วย เพราะไม่กี่ปีก่อนหน้า คุณยายเสีย คุณตาเสีย แล้วเขามีประสบการณ์ว่างานศพใช้งบเยอะ ใช้เวลามาก แต่ถ้าคุณแม่ไม่เป็นอะไร ออกจากโรงพยาบาลได้ จากข้อมูลในรายงานแพทย์ เราก็คิดไปถึงเรื่องเดย์แคร์ (บริการดูแลผู้สูงอายุ)”

หลังจากรับสายจากโรงพยาบาลถึงการสูญเสีย สิ่งแรกที่เธอคิด คือเรื่องเอกสารกับการนำคุณแม่ออกจากโรงพยาบาล โดยสอบถามขอคำแนะนำจากพยาบาล ก่อนจะจัดแจงให้พี่ชายเป็นคนดำเนินการนำศพแม่ออกจากโรงพยาบาล ส่วนสตางค์ก็ไปติดต่อทางวัด ติดต่อญาติ และสั่งเซตอาหารว่างที่ใช้ในวันงานกับเพื่อน

ซึ่งสิ่งที่ยากที่สุดในการจัดเตรียมงานสำหรับสตางค์ ไม่ใช่ความจุกจิกของเอกสารที่ต้องใช้ในโรงพยาบาลและต้องยื่นให้วัด แต่เป็นความลำบากใจเกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนา เพราะไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิดพลาดไหม แถมยังกังวลแทนพระที่มาสวดอภิธรรมอีกว่า พระท่านจะลืมสวดอะไรไหม

“ในนาทีนั้นเราเอาความรู้สึกตัวเองเป็นหลัก สิ่งที่คิด คือ การจัดการเรื่องแม่ให้เรียบร้อย อะไรที่พิจารณาแล้วว่าไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ก็ตัดออก เช่น เรื่องหน้าที่ที่เรารับทำคนเดียว หลายๆ คนคิดด้วยซ้ำว่าเราเป็นลูกคนเดียว แต่จริงๆ มีพี่ชายกับน้องชาย เรามองว่าเราทำเองสะดวกกว่า ง่ายกว่า เร็วกว่า เลยตัดเขาออกไป ส่วนความรู้สึกของคนอื่นจะเป็นยังไงเราก็ไม่ไปแบกรับ”

ลำดับความสำคัญของสตางค์ในการจัดการงานจึงเรียงเป็นลำดับ คือ (1) งานศพแม่ต้องเรียบร้อย (2) ตัวเธอเองต้องได้พักผ่อน เพราะยังไม่ได้นอน (3) ต้องจัดการข้าวของที่เหลืออยู่ของแม่ และ (4) เก็บกระดูกและลอยอังคารให้เรียบร้อย

“แถวบ้านมีความเชื่อให้เขี่ยหาฟัน ถ้าใครเก็บฟันได้พวกฟันกรามที่เป็นส่วนสำคัญ จะถือว่าคนนั้นแม่รักมาก เพิ่งรู้วันนั้นเหมือนกันว่าแบบนี้ด้วยเหรอ ก็เก็บค่ะ แต่ว่าสุดท้ายเอาไปลอยอังคาร ถ้าไม่ติดว่ารูปถ่ายของคุณแม่หน้างานจะเป็นขยะกับแม่น้ำ ก็จะลอยไปด้วยกันหมดเลย คิดว่าจะไม่เก็บอยู่แล้ว”

เพราะที่ผ่านมาตั้งใจอย่างดีที่สุดแล้ว เรื่องถัดไป คือ ขอให้พ่อรักษาสุขภาพตัวเอง

1 ในข้อความที่สะดุดตาเมื่ออ่านโพสต์ของสตางค์ คือประโยคที่ว่า “ทำเต็มที่แล้ว ไม่มีอะไรให้นึกเสียใจ”

“การดูแลพ่อแม่ของเรา เราดูแลเขาแบบที่ไม่ทำให้เขารู้สึกว่าเรารักใครมากกว่า และให้เขาเข้าใจว่า ฉันมีเงินก้อนเท่านี้ ดูแลได้เท่านี้นะ”

สตางค์เล่าว่า ช่วงที่แม่เริ่มล้มป่วย ต้องทำคีโมเพื่อรักษาโรคมะเร็ง เธอก็เปิดหาข้อมูลสำหรับการดูแลรักษาโรคมะเร็ง คุยกับหมอ และจัดแจงให้แม่ว่า อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อะไรกินได้ อะไรเป็นของแสลง แต่แน่นอนว่า ในหลายๆ ครอบครัว พ่อแม่มักไม่เชื่อคำแนะนำจากลูก เชื่อคนอื่นมากกว่า พอสตางค์ไม่ได้อยู่ข้างตัวแม่ 24 ชั่วโมง แม่ก็แอบไปกินส้มตำ ไปกินผลไม้ที่ไม่ควรกิน

“เราเข้าไปเยี่ยมเขาบ่อย เหมือนสุ่มตรวจ แล้วก็ไปจับได้ว่าเขาแอบกิน พอเวลาผ่านไปสักพัก อาการของเขาทรุดลง น่าจะด้วยพฤติกรรมการไม่ดูแลตัวเองของเขาด้วยเท่าที่ทราบ เพราะว่าคนแถวบ้านเขาก็บอกอยู่เหมือนกันว่าคุณแม่ชอบกินอะไรที่มันดูแสลง”

พออาการป่วยหนักขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับแม่ของสตางค์ คือ ความรู้สึกไม่มีเรี่ยวแรง ไม่มีกำลังใจในการลุกมาทำอะไรแม้กระทั่งอาบน้ำ และตอนที่อยู่ในโรงพยาบาล สตางค์พบว่าแม่เขียนระบายความรู้สึกอึดอัดใจในสมุด ไม่ว่าจะเป็น ‘เบื่อ’ ‘อยากตาย’ 

แน่นอนว่าลูกสาวอย่างเธอต้องรู้สึกสะเทือนใจไม่น้อยที่เจอข้อความแบบนั้น แต่สตางค์ก็เข้าใจว่า ทุกอาการป่วยเป็นผลของการกระทำ อาจมาจากการใช้ชีวิตที่โลดโผน ไม่ใส่ใจสุขภาพ เพราะฉะนั้น เพื่อไม่ให้สุขภาพจิตของแม่หม่นหมองและทรุดโทรมกว่าเดิม สิ่งที่เธอทำ คือ การเอนเตอร์เทน ปลุกใจให้แม่ลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งหน้า แม้จริงๆ แล้วใจของตัวเองก็เหี่ยวทุกครั้งเมื่อเห็นผ่านจอว่าแม่โทรมลง

“เราวิดีโอคอลแล้วเห็นว่าแม่โทรมมาก เลยลองถามว่าวันนี้แม่อาบน้ำหรือยัง แม่ก็สารภาพว่า เขาไม่อาบน้ำมา 3 วันแล้ว รู้สึกเหนื่อย เราเลยต้องใช้จิตวิทยาว่า แม่จะป่วยแบบนี้ไม่ได้นะ ถ้าใจป่วย เราก็จะป่วย แต่ถ้าแม่ลุกไปอาบน้ำ แต่งหน้าสวยๆ เลิศๆ ภายใน 10 นาที จะโอนเงินให้ เขาก็ทำ เขามีความสุขกับการที่เราทำอะไรแบบนี้”

มีหลายคนเคยบอกว่า พอเราแก่ตัวไปเป็นผู้สูงอายุ หลายๆ อย่างของเราก็จะกลับกลายไปเหมือนตอนที่เรายังเป็นเด็ก แม่ของสตางค์ก็เช่นกัน เพราะการที่จะให้กำลังใจ ส่งพลังให้แม่ลุกไปอาบน้ำ แต่งตัว หรือทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ก็ต้องมีวิธีการพูด มีของรางวัลให้

“เราขนเครื่องสำอางไปให้ ชมแม่ว่า แม่เลิศ ปากแดงเลิศ แล้วก็บอกเขาว่าเวลาไปตักบาตรแม่จะให้พระเห็นหน้าสดไม่ได้นะ ต้องมีการฉีดยา เชียร์อัพเกิดขึ้น ถึงจะหัวโล้นเพราะคีโม แต่เราก็เฟียส (หัวเราะ) บางทีตอนนี้ก็แอบใจหายเหมือนกันที่ไม่ได้คุยกับเขาแล้ว”

สำหรับสตางค์ในตอนนี้ ยังมีพ่อให้คอยดูแล ซึ่งหลังจากสูญเสียแม่ไป ในสายตาของสตางค์ พ่ออาจจะไม่ได้เสียใจมาก แต่คงเป็นความรู้สึกที่ว่า ไม่นึกเลยว่าจะจากไปตอนนี้

สิ่งที่เธอเลือกจะคุยกับพ่อ จึงเป็นการเปิดอกให้เข้าใจว่า หลังจากวันนี้เป็นต้นไป จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และอยากให้เขาดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองอย่างไร

“เราบอกพ่อว่า เงินที่เคยแบ่งเป็น 2 ส่วนไว้ดูแลพ่อกับแม่ จะกลายเป็นการดูแลพ่อคนเดียว สิ่งที่พ่อต้องทำหลังจากนี้คือต้องดูแลตัวเองให้ดี ไม่ทำอะไรที่สุ่มเสี่ยงต่อสุขภาพตัวเอง ถ้าเกิดป่วยติดเตียงขึ้นมาจะเป็นยังไง อยากให้เขาเข้าใจว่าแม่เสียสละนะ”

การตายดี คือ การตายแบบไม่เจ็บปวด

แม้งานศพจะมีชื่อเขียนบนกระดานหน้างานว่าเป็นงานของใคร แต่ผู้ตายไม่ได้รับรู้ว่าภายในงานเป็นอย่างไร มีใครมาเยี่ยมเยียน มาบอกลา ซึ่งถ้าดูความหมายของบทสวดอภิธรรมที่ใช้ในพิธีกรรมเพื่ออุทิศกุศลให้ผู้ตาย จะพบว่า เป็นการบอกให้ผู้ที่มาร่วมงานเข้าใจความหมายเกี่ยวกับความจริงของชีวิต และการปล่อยวาง

“เราเพิ่งมาเข้าใจตอนโตว่าจริงๆ แล้ว งานศพมีไว้เพื่อคนที่มาร่วมงาน ให้เข้าใจว่าเราก็เป็นแบบนี้ เราก็ต้องเป็นศพกันทุกคน”

ในมุมมองของสตางค์ งานศพคืองานที่ทำให้เข้าใจว่า ทุกๆ อย่างเป็นเรื่องปกติ ถ้าเราเป็นศพที่โชคดีก็จะมีคนเผาให้ แต่ถ้าโชคไม่ดีหน่อยก็อาจเป็นศพไร้ญาติ หรือไม่ก็ไม่มีใครมาเห็นศพเสียด้วยซ้ำ และสำหรับเธอ วันที่เสียชีวิตก็แค่วันธรรมดาวันหนึ่ง ที่บอกให้เรารู้ว่า จะมีคนหนึ่งที่เขาพูดไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

“สำหรับเรา การตายดี คือ การตายแบบรู้ตัว เพราะบางคนเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีก 5 นาทีข้างหน้าตัวเองจะตายแล้ว แล้วการตายก็มีอยู่ไม่กี่รูปแบบ ป่วย อุบัติเหตุ กับโชคดีสุดคือแก่แล้วนั่งตายไป ไม่ทรมาน”

สำหรับคนที่เพิ่งผ่านการจัดงานศพให้แม่แบบหมาดๆ สตางค์ไม่ได้มีคำตอบที่ชัดเจน ไม่ได้วางแผนเป็นภาพชัดว่า อนาคตข้างหน้า หากมีงานศพเป็นของตัวเอง เธออยากให้งานออกมาเป็นรูปแบบไหน เพราะสตางค์มองว่า การตายไม่ใช่เรื่องที่สามารถออกแบบได้ ไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าจะตายเมื่อไหร่ อย่างไร และถ้าเกิดความรู้สึกว่าอยากให้งานศพของตัวเองเป็นอย่างที่หวัง ก็จะเป็นการยึดติดกับทางโลกมากเกินไป

“จริงๆ ไม่ได้มีความต้องการว่างานจะต้องเป็นแบบไหน เผาไปเลยก็ได้ เพราะมันเหมือนการยึดติด สมมติพรุ่งนี้ฉันตาย จะได้งานศพแบบที่ฉันเขียนไว้ในสมุดเบาใจหรือเปล่าวะ ก็เป็นกังวลอีกถ้าไม่ได้ดั่งใจที่เขียนไว้ในสมุด แล้วยังไงทำอะไรได้ไหมนาทีนั้น ก็ไม่ได้ มันเป็นเรื่องของคนเป็นทั้งหมด ไม่เกี่ยวกับคนตายแล้ว เราจะไปแสวงหาคนเห็นผีให้เขามาดีไซน์งานศพให้เรานาทีนั้นก็ไม่ได้ ศพน่าจะเน่าก่อน”

เพราะฉะนั้น หากวันหนึ่งตัวเองไม่หายใจแล้ว และไม่ได้ถูกเลือกให้เป็นอาจารย์ใหญ่ตามที่ได้เขียนบริจาคร่างกายไป สตางค์ขอแค่ให้จัดการศพเธอเหมือนกับนกตัวหนึ่งที่ตายกลางถนน

“เวลาเจอศพนกกลางถนน คนกวาดถนนเขาจะเอาออกไปข้างทาง ใจดีหน่อยก็ฝังให้ ต้องการแค่นี้เลย ให้เป็นการกำจัดศพแบบถูกต้อง ถูกกฎหมาย ไม่ใช่กำจัดแบบอำพรางศพนะ เรายังไงก็ได้ค่ะ สบายๆ เพราะปัจจุบันเราน่าจะทำอะไรอย่างที่ตั้งใจทุกวันอยู่แล้ว”