“คิดซะว่าส้วมที่เรากำลังขัด คือเงินดอลลาร์”
ครูฝึกสอนของโรงเรียนแม่บ้านแห่งหนึ่งในฟิลิปปินส์พูดขึ้น โรงเรียนนี้เต็มไปด้วยเหล่าแม่บ้านที่กำลังเตรียมตัวไปทำงานต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นดูไบ ซาอุดิอาระเบีย ฮ่องกง สิงคโปร์และอีกหลายประเทศ หลายคนที่มาเรียนก็ไม่ใช่มือใหม่ พวกเธอล้วนแต่เป็นแม่บ้านที่มีประสบการณ์มาแล้วทั้งนั้น
ที่ฟิลิปปินส์ แม่บ้านที่จะเดินทางไปต่างประเทศต้องมีใบอนุญาตทำงานที่ออกโดยองค์กร TESDA (Technical Education and Skills Development Authority) หน่วยงานของรัฐบาลที่ดูแลเรื่องการส่งแรงงานไปต่างประเทศโดยตรง กว่าจะได้ใบมาได้ แม่บ้านต้องผ่านการฝึกอบรมครบ 216 ชั่วโมง
“ต่อให้ทำงานเหนื่อยแค่ไหนที่ฟิลิปปินส์ ก็ไม่มีทางได้เงินเท่าไปขัดส้วมที่ต่างประเทศหรอก”
ครูฝึกกล่าว เมื่อหันมาดูสถิติ ในปี 2022 แม่บ้านชาวฟิลิปปินส์ (Overseas Filipinos Workers) นำรายได้เข้าประเทศได้มากถึง 1.9 ล้านล้าน เปโซฟิลิปปินส์ ซึ่งคิดเป็น 8.9% ของ GDP ในประเทศ โรดริโก ดูเตอร์เต (Rodrigo Duterte) อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ถึงกับเคยกล่าวออกทีวีว่า กลุ่มแม่บ้านคือฮีโร่ของประเทศ เพราะพวกเขานำเงินดอลลาร์เข้าประเทศได้อย่างมหาศาล
ขณะเดียวกัน บางคนไม่เคยได้จับเงินที่ดูเตอร์เตว่าเลยด้วยซ้ำ เพราะเมื่อได้เงิน นายจ้างจะโอนเข้าบัญชีที่ฟิลิปปินส์โดยทันที เมอร์ลี่ (Merly) หนึ่งในนักเรียนที่เคยมีประสบการณ์ทำงานเป็นแม่บ้านที่ต่างประเทศมาก่อนเล่าว่า เธอเคยได้เงินเดือนประมาณ 30,000 เปโซ (ราว 16,000 บาท) แต่ไม่เคยเห็นเงินที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของเธอเลย เพราะเงินจะถูกโอนไปให้ครอบครัวที่ฟิลิปปินส์แล้ว ถึงอย่างนั้นพอได้คุยกับลูกแล้วพบว่าลูกได้มีเงินซื้อรองเท้าใหม่ ได้ไปกินจอลลิบี (Jolibee ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดของฟิลิปปินส์) แค่นั้นก็ดีใจแล้ว
นี่คือส่วนหนึ่งจากสารคดี ‘Overseas (2019)’ สารคดีสัญชาติเบลเยี่ยม-ฝรั่งเศส กำกับโดยยุนซองแอ (Yoon Sung-A) ที่ฉายภาพการเดินทางไปเป็นแม่บ้านในต่างประเทศของผู้หญิงฟิลิปปินส์ เส้นทางนี้ประกอบไปด้วยความเหงา ความกลัว และความหวังในฐานะเสาหลักของบ้าน หนังเรื่องนี้กวาดรางวัลมามากถึง 3 รางวัล ทั้ง Amnesty International Award, DOXA สาขาภาพยนต์สารคดียอดเยี่ยม 2020, และ Atlanta Flim Festival ในสาขาภาพยนต์สารคดียอดเยี่ยม 2020 นอกจากนี้ยังได้รับเลือกไปฉายที่เทศกาลหนังบูซานในปี 2019 อีกด้วย

เปิดตำราเรียนฉบับแม่บ้าน
สารคดี ‘Overseas’ ฉายภาพการทุ่มเทของผู้คนให้แก่การเรียนรู้ใน “โรงเรียนแม่บ้าน” ศูนย์ฝึกอาชีพด้านนี้โดยเฉพาะซึ่งมีอยู่อย่างแพร่หลายในฟิลิปปินส์
เปิดเทอมนี้ เหล่าแม่บ้านฝึกหัดมาพร้อมกับตารางเรียนที่แน่นเอี๊ยด ทำให้ต้องตื่นกันตั้งแต่ตี 5 เพื่อมาอาบน้ำและเริ่มเรียน ทุกคนจะได้ใช้เวลาทั้ง 24 ชั่วโมงด้วยกันที่โรงเรียนแห่งนี้ คล้ายๆ กับโรงเรียนประจำของเด็กๆ
คลาสแม่บ้าน 101 มีตั้งแต่สอนวิธีการจัดโต๊ะอาหาร เช่น จานวางห่างจากโต๊ะ 1 นิ้ว ช้อนและมีดห่างจากจาน 1 นิ้ว ต่อมาคือการเรียนเรื่องการเก็บจานเมื่อคุณผู้ชายและคุณผู้หญิงกินอาหารเสร็จ รวมไปถึงการวิธีวางมือระหว่างเก็บและเสิร์ฟอาหารอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีหุ่นจำลองสำหรับแม่บ้านที่จะได้ไปทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุ พวกเธอต้องเปลี่ยนทั้งผ้าปูเตียงและเสื้อผ้าให้กับพวกเขา โดยที่จะต้องระมัดระวังไม่ให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองน่าสงสาร แม่บ้านจะถูกสอนเทคนิคด้วยการพูดว่า “คุณเก่งมากค่ะ” เพื่อให้ผู้ถูกดูแลรู้สึกดีขึ้น
ที่น่าสนใจคือโรงเรียนนี้มีการแสดงจำลองสถานการณ์ในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่จำลองการแจ้งวันลากับเจ้านาย ไปจนถึงการรับมือกับความกดดันในกรณีที่เจ้านายใช้อารมณ์ฉุนเฉียวหรือลวนลามพวกเธอ
เวลา (Wela) นักเรียนที่เข้าคลาสจำลองสถานการณ์ถึงกับน้ำตาไหล เพราะมันคล้ายกับสถานการณ์ที่เธอเคยเจอมาในอดีตไม่มีผิด ในฉากนี้เจ้านายสั่งให้ล้างห้องน้ำ แต่มันยังดูสะอาดไม่พอ เจ้านายจึงใช้ถ้อยคำหยาบคายและดูถูกเธอ รวมถึงลากให้เธอเข้าไปดูร่องรอยในห้องน้ำที่ไม่สะอาด
“ไม่ว่าเจ้านายจะให้สั่งงานเยอะแค่ไหน หรือเขาจะสร้างความยากลำบากให้เราเท่าไหร่ จำไว้เลยว่าห้ามร้องไห้ต่อหน้าเจ้านายเด็ดขาด เพราะการร้องไห้แสดงถึงความอ่อนแอ และคนฟิลิปปินส์ไม่อ่อนแอ”
ครูฝึกกล่าว แม่บ้านต้องหลบไปร้องไห้ในที่ลับ ซึ่งก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีห้องของตัวเองด้วยซ้ำ บางทีมือขวาก็ปาดน้ำตา ส่วนอีกมือก็ขัดส้วมไปด้วยเพื่อกลบเสียงร้องไห้
งานแม่บ้านไม่ใช่แค่ปัดกวาดเช็ดถู
เช้าวันนี้นักเรียน 3 คนเข้าเรียนห้องจำลองสถานการณ์การโดนเจ้านายลวนลาม ถ้าเกิดอะไรแบบนี้ขึ้นพวกเธอสามารถทำอะไรได้บ้าง?
บิดข้อเท้า เอาน้ำหอมฉีดตา เตะที่จุดอ่อนไหว สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างจากหลากหลายวิธีที่เจน (Jane) กับ เอนนี่ (Anne) พอจะนึกออกเพื่อป้องกันตัวเองจากการโดนเจ้านายลวนลาม เมื่อไปอยู่ต่างประเทศแล้ว ไม่มีใครจะปกป้องพวกเธอได้นอกจากตัวเธอเอง แม้กระทั่งการไปแจ้งตำรวจก็อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด ครูฝึกแนะนำว่าให้แจ้งไปที่เอเยนต์ที่ส่งพวกเธอมาเพื่อให้พวกเขาไปคนจัดการให้
“มีครั้งหนึ่งฉันคิดว่าฉันเกือบโดนข่มขืน ฉันบอกกับตัวเองในใจว่า ‘ถ้าฉันผ่านเหตุการณ์ที่โดนสามีนอกใจ มีผู้หญิงคนอื่น แถมยังทำให้ฉันรู้สึกไร้ค่าได้ ครั้งนี้ฉันก็จะผ่านมันไปได้’ ฉันภาวนาต่อพระเจ้าให้มอบความเข้มแข็งให้ฉัน”
เมอร์ลี่เล่าถึงประสบการณ์เมื่อเคยเป็นแม่บ้านในบ้านแห่งหนึ่ง เธอผ่านมาทั้งการถูกลวนลามและเกือบโดนข่มขืน แต่สิ่งที่เธอคิดไว้ตลอดคือไม่ว่ายังไงก็จะอดทนไว้เพื่อครอบครัว
“พอลูกโทรมา ถามว่าฉันเป็นยังไงบ้าง ฉันก็จะตอบว่า ‘สบายดีจ๊ะ แม่ยังสวยปิ๊งเหมือนเดิมเลย’” เมอร์ลี่หัวเราะพร้อมกับร้องไห้ไปด้วย
นอกจากปัญหานี้ การทำงานล่วงเวลาเป็นเรื่องที่เจอกันแทบจะทุกคน เวลา เล่าว่า ก่อนหน้านี้เธอเคยเป็นแม่บ้านในซาอุดิอาราเบีย ซึ่งเป็นบ้านที่ไม่ให้เวลาว่างกับเธอเลย หนึ่งวันของเธอเริ่มตั้งแต่ตี 5 และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดแค่ 1 ทุ่ม หรือ 2 ทุ่ม เวลา บอกว่าบางวันเธอได้นอนตี 2 ตี 3 หรือไม่ก็นอนเช้า และก็ต้องตื่นขึ้นมาเพื่อทำงานต่อ
“ต่อให้คุณยุ่งกับงานที่หนึ่งอยู่ เขาก็จะเรียกให้ไปทำงานที่ 2 ต่อให้คุณกินข้าว เขาก็จะเรียกไปทำงานอยู่ดี”
เพื่อนๆ ที่นั่งฟังก็ต่างพยักหน้าไปพร้อมกัน นี่เป็นประสบการณ์ร่วมที่แม่บ้านหลายๆ คนเคยเจอ การทำงานในบ้านของเจ้านายทำให้พวกเธอถูกเรียกใช้ไม่หยุดไม่หย่อน แม้กระทั่งตอนอยู่ในห้องของตัวเองก็ตาม บางคนไม่มีห้องของตัวเองด้วยซ้ำ แม่บ้านคนหนึ่งแชร์ว่าเมื่อก่อนเธอนอนในห้องใต้ถุนบ้าน มีแค่เปลที่ผูกไว้กับเสา นึกภาพตามแล้วเหมือนรังนกไม่มีผิด
ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง ‘The Help’ คงจะจำฉากที่เจ้าของบ้านห้ามแม่บ้านผิวสีใช้ห้องน้ำร่วมกับเธอและไล่ให้ไปเข้าห้องน้ำข้างนอกบ้านที่อยู่ในสวน เธอเคี่ยวถึงขั้นที่ยอมเขียนเลขไว้บนทิชชูเพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นมาใช้
นั้นคือในหนัง แต่สถานการณ์ในชีวิตจริงก็ไม่ต่างกัน ครูฝึกเล่าประสบการณ์ของตัวเองว่า ครั้งหนึ่ง เธอเคยเจอเจ้าของบ้านแกล้งโดยการไม่ให้อาหาร เจ้าของบ้านจะล็อกตู้เย็น และนับเม็ดองุ่น เพราะกลัวว่าแม่บ้านจะแอบเอาไปกิน
“จำไว้นะ ในสัญญาบอกว่า ‘นายจ้างต้องเป็นผู้ดูแลเรื่องอาหารการกินให้กับลูกจ้าง’ เพราะฉะนั้นถ้าเจอแบบฉัน เธอต้องโทรหาเอเจนซีหรือสถานทูตทันทีเลย”
หลายคนยอมทนต่อความกดดันและขี่มากมายเพียงเพราะว่าอยากทำงานให้เสร็จตามสัญญา ปกติแล้วระยะเวลาสัญญาจะอยู่ที่ 2 ปี ถ้าออกก่อนหรือออกเร็วเกินไป อาจจะส่งผลเสียต่อประวัติการทำงาน ทำให้หางานใหม่ได้ยากขึ้น
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นให้ท่องไว้ว่า เรากำลังทำเพื่อครอบครัว” ครูฝึกกล่าว

ขอให้โชคดี
“ขอให้ฉันโชคดี เจอเจ้านายที่ใจดีด้วยเถอะ”
การจะเจอเจ้านายดีๆ ที่ดูแลเหมือนเป็นมนุษย์คนหนึ่งนั้น ต้องอาศัย ‘โชค’ แม่บ้านหลายคนจึงตัดพ้อบ่อยๆ ว่าเธออยากโชคดีได้เจอเจ้านายดีๆ บ้าง
อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันที่พวกเธอจะได้ไปทำงานตามที่หวังไว้แล้ว ก่อนไปทุกคนจะได้รับการตรวจสุขกายและสุขภาพจิตตามโปรแกรมของแม่บ้านโดยเฉพาะ เมื่อทุกอย่างผ่านก็จะได้ใบรับรองเพื่อเป็นเอกสารยืนยันกับเจ้าของบ้าน
ตอนนี้พวกเธอมาพร้อมกับความรู้ที่พร้อมใช้งาน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการห่างบ้าน ห่างครอบครัว ห่างวัฒนธรรมบ้านเกิด มันทำให้เกิดความกังวลและความกลัวผสมปนเปกันไปหมด
“สงสัยจะดูซีรีส์เกาหลีที่ค้างไว้ไม่จบแน่เลย ฉันคงจะคิดถึงการนอนอ่านนิยายบนโซฟามากๆ ด้วย คิดถึงตอนที่ไม่มีคนคอยเรียก หรือคอยสั่งให้ไปทำนู่นทำนี่”
แม่บ้านคนหนึ่งนั่งตัดพ้อกับตัวเองอยู่เงียบๆ ตรงหน้าบ้าน เวลาเดินทางใกล้เข้ามาทุกที ตอนนี้ทำได้แค่เพียงนึกถึงช่วงเวลาของความสุขที่เคยมีที่บ้าน
ฉากสุดท้ายของสารคดีทำให้เราเห็นถึงหลากหลายอารมณ์ที่ผสมกันอย่างบอกไม่ถูก ทั้งความรู้สึกกลัว ความรู้สึกอ้างว้าง และความรู้สึกมีหวัง ภาพที่เห็นเป็นช่วงเวลาพลบค่ำก่อนที่จะต้องตื่นเช้าเพื่อออกเดินทาง หลายคนเลือกใช้ช่วงเวลาสุดท้ายนี้กับที่บ้านของตัวเอง บางคนเดินออกไปสูดอากาศและชมทุ่งหญ้าหลังบ้านเป็นครั้งสุดท้าย ในขณะที่บางคนนอนกอดลูกไว้ก่อนที่จะไม่ได้เจอกันอีกนาน
ไม่มีใครรู้ว่าว่าหลังจากนี้พวกเธอจะโชคดีแบบที่หวังไว้หรือไม่ ทุกคนต่างแบกความหวังของครอบครัวเอาไว้ พวกเธอตั้งใจว่าจะอดทนให้ถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้
“10 ปีแรกทำเพื่อครอบครัว 10 ปีต่อมาค่อยดูแลตัวเอง”
นี่คือสิ่งที่กลุ่มแม่บ้านพูดกันระหว่างล้างจาน หลายคนมีความฝันที่อยากทำ แต่ยังทำตอนนี้ไม่ได้ บางคนเล่าว่าหลังจากเก็บเงินเสร็จ เธอจะเปิดร้านอาหารเพราะเป็นคนชอบทำกับข้าว บางคนเล่าว่าจะเก็บเงินเพื่อเรียนเป็นสถาปนิกเพราะมันคือความฝันของเธอตั้งแต่เด็ก
ในวันนี้ความฝันก็ไม่สำคัญเท่าปากท้องของครอบครัว แม่บ้านเหล่านี้คือฮีโร่ที่ไม่ได้สวมผ้าคลุมไหล่ แต่ใส่ผ้ากันเปื้อน พลังพิเศษของพวกเธอคือการทำให้ชีวิตของครอบครัวนั้นดีขึ้น

