Not Available แต่ถ้าอ่านออกเชิญด้านในจ้า : จากปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง ชาตินิยมกลับมา สู่การหันขวาของคนรุ่นใหม่

ใครๆ ก็อยากไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น บางคนถึงกับใฝ่ฝันว่าอยากเห็นภูเขาไฟฟูจิด้วยตาเนื้อสักครั้ง พอค่าเงินเยนอ่อนตัว ก็น่าไปยิ่งกว่าเดิม แต่พอเหยียบประเทศญี่ปุ่นเข้าจริงๆ กลับเจอแต่นักท่องเที่ยวเต็มไปหมด

ภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง (Overtourism) เป็นปัญหาที่ถูกกล่าวถึงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ภาคการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นเริ่มฟื้นตัวหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกทั้งเงินเยนก็อ่อนค่าลง ทำให้จากเดิมที่ญี่ปุ่นเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว จำนวนนักท่องเที่ยวที่อยากมาเที่ยวประเทศเกาะแห่งนี้ก็มากขึ้นทวีคูณ ซึ่งในปี 2567 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเยือนญี่ปุ่นสูงถึงประมาณ 36.87 ล้านคน ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้น 47.1% จากปี 2566

นักท่องเที่ยวที่มากขึ้นมาพร้อมกับเม็ดเงินจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง เสียงร้องเรียนของคนญี่ปุ่นก็ดังขึ้นเช่นกัน เพราะนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยแสดงพฤติกรรมที่ไม่เคารพทางวัฒนธรรมและกฎหมายของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น การยืนออถ่ายรูปขวางทางสัญจร การขีดเขียนหรือทำลายสาธารณสมบัติ พูดคุยเสียงดังเมื่อโดยสารรถสาธารณะ อีกทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวที่ล้นเมืองยังกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่อีกด้วย 

แน่นอนว่าทางรัฐบาลและหน่วยงานท่องเที่ยวเองก็ออกมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมผลกระทบจากภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง เช่น การติดตั้งสิ่งกีดขวางในบางจุดเพื่อลดความแออัดของนักท่องเที่ยว ตลอดจนการออกแคมเปญ “Mind Your Manners” เพื่อเตือนให้นักท่องเที่ยวรักษามารยาท แต่ปัญหานี้กลับไม่ได้ลดลง เราจึงมักเห็นภาพการรับมือของคนในพื้นที่ด้วยการ “ปฏิเสธที่จะให้บริการนักท่องเที่ยวต่างชาติ” ด้วยการติดป้ายเป็นภาษาอังกฤษหน้าร้านว่า “ไม่มีโต๊ะว่าง” แต่กลับเขียนภาษาญี่ปุ่นกำกับว่า “ถ้าอ่านออก เชิญด้านใน”

เวลาพูดถึงป้ายที่บ่งบอกว่าไม่ต้อนรับชาวต่างชาติ บางคนอาจนึกถึงป้ายหน้าอุทยานหรือป้ายตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของไทยที่ระบุราคาเข้าชมของคนไทยด้วยเลขไทย ส่วนของต่างชาติใช้เลขอารบิก ซึ่งราคาของคนไทยจะถูกกว่าต่างชาติ หรือป้ายหน้าวัดพระแก้วที่เขียนว่า “คนไทยเข้าฟรี” แต่ “Buy Ticket Here” ที่คนมักหยิบมาเล่นมุกว่า ทำไมไม่ผวนเป็น “คนทรีเข้าไฟ” ชาวต่างชาติจะได้ใช้แอปพลิเคชันแปลภาษาไม่ได้

แต่เหตุผลของป้ายเหล่านี้ไม่ได้มาจากการกีดกันนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพราะที่จริงแล้ว คนไทยก็เสียเงินเข้าใช้บริการเช่นกัน โดยที่เราจ่ายในรูปแบบของ ‘ภาษี’

ต่างกับป้ายหน้าร้านหลายๆ แห่งในญี่ปุ่นที่มักเป็นกระแสเสมอด้วยการเขียนภาษาอังกฤษอย่างหนึ่ง เขียนภาษาญี่ปุ่นอีกอย่างหนึ่ง หรืออย่างล่าสุดก็มีร้านยากิโทริแห่งหนึ่งในเมืองโอซาก้ากลายเป็นประเด็นร้อนระหว่างประเทศ เมื่อร้านเขียนป้ายประกาศไว้ว่าไม่ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีน เพราะเจอนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มารยาทไม่ดีจำนวนมาก

ซึ่งไม่ใช่แค่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้น เพราะยังมีอีกหลายประเทศ เช่น อิตาลี อินโดนีเซีย หรือแม้กระทั่งประเทศไทยเองที่ตกอยู่ในภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง จนคนพื้นที่เริ่มไม่อยากอ้าแขนรับนักท่องเที่ยว บ้างก็คิดว่าหากเลือก ‘เกรด’ เลือก ‘สัญชาติ’ นักท่องเที่ยวได้คงดีกว่า แม้ว่าประเทศของตนจะมีจุดแข็งเป็นเมืองท่องเที่ยวก็ตาม

แก้ปัญหาตรงจุด หรือจริงๆ เราแค่กลับมาชาตินิยมเพราะเหยียดกัน?

เมื่อไหร่ที่มีประเด็นการเลือกปฏิบัติกับนักท่องเที่ยวต่างชาติเกิดขึ้น ความคิดเห็นจะแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการเหมารวมว่านักท่องเที่ยวทุกคนจะมารยาทไม่ดี กับฝ่ายที่มองว่าเป็นสิทธิของทางร้านในการบริหารจัดการ

แต่ท่ามกลางความคิดเห็นมากมาย มีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดเห็นตรงว่า ไม่ใช่เรื่องแย่อะไรที่จะ ‘เลือกปฏิบัติ’ จากเชื้อชาติ และไม่ผิดอะไรที่จะเหยียดใครสักคนจากการเหมารวมว่า คนที่มีเชื้อชาตินี้นิสัยไม่ดี

ไม่ใช่แค่ญี่ปุ่นที่ชาตินิยมจ๋าจึงมีปัญหานี้ เพราะหลายประเทศมีปัญหาการเหยียดเชื้อชาติ (Racism) และรังเกียจคนต่างชาติ (Xenophobia) ต่างกันตรงบางประเทศเห็นได้ชัดจากการโดนเหยียดโดยตรงในชีวิตประจำวัน อย่างการโดนจามใส่ ล้อเลียนว่าเป็นต้นตอโควิด เพราะหน้าตาเอเชียจ๋า คล้ายคนจีน ทั้งๆ ที่เป็นคนไทยแท้ ส่วนบางประเทศก็เหยียดกันผ่านนโยบายบางอย่าง เช่น กรณีของการติดตม.ประเทศเกาหลีของคนไทย ที่ต่อให้เตรียมตัวดีอย่างไร ก็แพ้คำถามหน้าโรงแรมมีต้นไม้กี่ต้นอยู่ดี

โลกหันขวา กับกระแส Anti-Woke

หากย้อนกลับไปดูสนามการเมืองโลก เราจะพบปรากฏการณ์ที่น่าแปลกใจ คือ หลายๆ ประเทศหันขวาพร้อมกันราวกับนัดกันมา ตั้งแต่การที่ฝ่ายขวาของอังกฤษลงประชามติ Brexit สำเร็จ สงครามยูเครนกับรัสเซียที่กินเวลามานานหลายปี ผลการเลือกตั้งสภายุโรปที่หวยออกว่าพรรคการเมืองขวาจัดได้ที่นั่งเพิ่มขึ้น ส่วนขวากลางก็ได้ที่นั่งมากที่สุดไป หรือการกลับมาคว้าชัยชนะอีกครั้งในการแย่งชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีของโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) 

ผลที่ตามมาจากการที่ฝ่ายขวาได้รับชัยชนะอย่างเห็นได้ชัด คือ รูปแบบของนโยบายที่จะเปลี่ยนแปลงไป อย่างกรณีของอเมริกาที่ทรัมป์ประกาศว่าจะดำเนินการเนรเทศคน 1 ล้านคน และตัดสิทธิเด็กของผู้อพยพผิดกฎหมายไม่ให้ได้รับสัญชาติ แม้จะเห็นได้ชัดว่าเป็นการเลือกปฏิบัติจากเชื้อชาติ และมีอุปสรรคด้านข้อกฎหมายก็ตาม

แต่การที่แต่ละประเทศหันขวาไม่ได้เกิดจากการที่แกนโลกพลิก แต่มาจากคนอย่างเราๆ หลายคนที่เผชิญปัจจัยหลายอย่างในชีวิตจนรู้สึกว่า นโยบายของฝั่งขวาก็ไม่แย่นะ เพราะในอดีตก็มีหลายครั้งที่ฝ่ายซ้ายเป็นภัยกับผู้คน อาทิ ยุคปฏิวัติวัฒนธรรมของจีนที่มีการฆาตกรรมและสังหารหมู่ เพียงเพราะต้องการกำจัดคนที่ปฏิปักษ์ต่ออุดมการณ์พรรคคอมนิวนิสต์จีน

อย่างกรณีของผู้อพยพที่หลายประเทศในยุโรปมองว่าเป็นปัญหาใหญ่ และรู้สึกสิ้นเปลืองงบประมาณที่จะต้องใช้ไปกับคนกลุ่มนี้ หากมีนโยบายกีดกัน ก็อาจทำให้ ‘พวกเรา’ เจ้าของประเทศ มีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องไปแบ่งทรัพยากรกับคนที่อาจจะเป็นแนวร่วมกลุ่มก่อการร้ายที่ลี้ภัยมา คนจึงเริ่มเทใจไปหาพรรคที่เสนอนโยบายที่ตรงใจ แทนที่พรรคฝ่ายซ้ายที่พยายามจะโอบรับทุกคน

ท่ามกลางกระแสหันขวานี้ สิ่งที่น่าสนใจ คือ การที่ ‘คนรุ่นใหม่’ ในยุคนี้ก็หันขวา (Young conservative) ต่างจากภาพจำเดิมๆ ของคนในสังคมที่มองว่า วัยหนุ่มสาวที่รักอิสระมีแนวคิดอนุรักษนิยมที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจนเป็นของแสลง

แต่ขวาของ Gen Z ไม่เหมือนขวาของเจนเนอเรชันอื่นๆ ผลสำรวจเยาวชนของ คิด for คิดส์ 2025 ของศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว ระบุว่า เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่หันขวาจริงแต่จะแตกต่างจากฝ่ายขวาในยุคก่อน เพราะแนวคิดของเด็กยุคนี้ไม่ได้ถูกหล่อหลอมขึ้นมาด้วยตำราเรียนที่สั่งสอนแบบยัดเยียด ไม่ได้เจอโฆษณาชวนเชื่อเหมือนในยุคสงครามเย็น แต่มาจากการแพร่กระจายของเนื้อหาในยุคดิจิตัลที่นับวันยิ่งเร็วแต่ก็ไม่ได้หมายความเนื้อหานั้นจะดีหรือถูกต้อง 100%

ในผลสำรวจระบุว่า เด็กและเยาวชนในยุคนี้มองตัวเองเป็นคนไทยมากกว่าเป็นพลเมืองโลก ทั้งๆ ที่เรากำลังอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) และมองว่าชาติของตนดีกว่าชาติอื่นจากการเสพเนื้อหาออนไลน์ที่บ้างก็เป็นเรื่องจริง บ้างก็เป็นแค่ความคิดเห็นของคนไม่กี่คนที่ถูกตีฟูให้เป็นเรื่องใหญ่ บ้างก็เป็นข่าวเท็จ

อย่างกรณีของกัมพูชาที่คนไทยหลายคนมองว่าเป็นชาติ ‘นักเคลม’ อ้างว่าหลายอย่างในไทยเป็นของตัวเอง ทำให้เกิดความไม่พอใจ (ทั้งที่หลายๆ ครั้งเจ้าของโพสต์นักเคลมที่อ้างว่าเป็นคนกัมพูชา เป็นคนไทยแฝงตัวมาปลุกปั่นเสียด้วยซ้ำ) นำไปสู่การไม่เข้าใจกันและความพยายามเอาชนะในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบอีกว่า คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มจะให้ความสำคัญกับความหลากหลายและความเสมอภาคลดลง โดยเฉพาะความเสมอภาคทางเพศ (Gender Equality) และความหลากหลายทางอัตลักษณ์ (Identity Diversity) โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากกระแสต่อต้านแนวคิด ‘Woke (การตื่นรู้)’ และ DEI (Diversity, Equity, and Inclusion) ในสื่อบันเทิง

เนื่องจากในหลายๆ ครั้ง ผู้ผลิตพยายามสร้างค่านิยมใหม่ผ่านสื่อที่ตัวเองเป็นผู้สร้าง แต่ขาดความเข้าใจ หรือไม่ก็ไม่ได้พยายามทำความเข้าใจตั้งแต่แรก ต้องการใส่มาเพื่อสร้างจุดขาย ดึงกลุ่มลูกค้าที่ตื่นรู้ประเด็นสังคมให้หันมาสนใจ ทำให้เกิดความล้มเหลวในการนำเสนอ หลายๆ คนจึงแปะป้ายไปเลยว่า Woke = สิ่งที่ไม่ดีและน่ารำคาญใจ ทำให้สิ่งที่พวกเขารักแปดเปื้อน อย่างในกรณีของ The little Mermaid Live Action นำไปสู่ความเกลียดชังเหยียดหยามสื่อที่พยายามใส่ประเด็นความหลากหลายเข้าไป ตลอดจนเกลียดชังความหลากหลายในสังคมจริง

ในวันนี้ เราอาจจะยังไม่เห็นผลของการที่โลกเริ่มหันขวา แต่ในอนาคตอีกไม่เกิด 5 ปีข้างหน้า ภาพผลที่ตามมาอาจจะชัดขึ้น และเมื่อถึงเวลานั้น ลูกศรของโลกก็อาจจะพลิกด้านอีกครั้ง

อ้างอิง