นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ รัฐสวัสดิการ WeFair

“เราไม่ได้เรียกร้องสวัสดิการเพื่อเป็นคนรวย แต่เราเรียกร้องสิทธิสวัสดิการขั้นพื้นฐาน” คุยเรื่องรัฐสวัสดิการกับไผ่ – นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ กลุ่ม WE FAIR

“เราไม่ได้เรียกร้องสวัสดิการเพื่อเป็นคนรวย แต่เราเรียกร้องสิทธิสวัสดิการขั้นพื้นฐานในการดำรงชีพ” เป็นประโยคที่อธิบายงานที่ ‘พี่ไผ่’ กำลังทำได้อย่างหมดจด

พี่ไผ่ นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ คือชื่อที่เราจะได้ยินเสมอหากกำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับ ‘รัฐสวัสดิการ’ หรือสิทธิสวัสดิการต่างๆ ในการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพ การศึกษา แรงงาน ซึ่งถือเป็นสิทธิพลเมือง ชื่อของพี่ไผ่จะปรากฏให้เราได้เห็น

ตอนนี้เขากำลังทำงานอยู่ในตำแหน่งผู้ประสานงานเครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair หรือวีแฟร์) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐสวัสดิการร่วมกับภาคีอื่นๆ 

ไผ่ นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์
ไผ่ นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์

แน่นอนว่า การคุยระหว่าง Mutual และพี่ไผ่ครั้งนี้ ก็คือเรื่องรัฐสวัสดิการ แล้วแม้ว่าเรื่องนี้จะถูกพูดซ้ำไปซ้ำมาจนพรุนแล้ว แต่เราเชื่อว่าเนื้อหาต่อจากนี้จะมีข้อมูลใหม่ๆ ให้คนอ่านได้แน่ๆ

ตอนนี้งานที่พี่ไผ่กำลังขับเคลื่อนอยู่เป็นอย่างไรบ้าง?

วีแฟร์เป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมที่เกิดจากการรวมตัวของเครือข่ายต่างๆ เช่น เครือข่ายสุขภาพ เครือข่ายสลัม เครือข่ายที่ดิน เครือข่ายแรงงานในระบบ เครือข่ายแรงงานนอกระบบ เครือข่ายคนพิการ เครือข่ายความหลากหลายทางเพศ เป็นต้น พวกเรารวมตัวกันโดยมองภาพรวมสถานการณ์สังคมไทยที่มีโจทย์หลัก คือ ความเหลื่อมล้ำ ความยากจน ความเปราะบาง การที่ผู้คนเข้าไม่ถึงสิทธิสวัสดิการ หรือสวัสดิการที่มีอยู่ก็ดูจะไม่เพียงพอ อย่างตอนโควิดระบาดทำให้เห็นชัดเจนเลยว่า ถ้าเราไม่มีสวัสดิการอย่างประกันสังคม บัตรทอง หรือวัคซีนฟรี สถานการณ์เราน่าจะเลวร้ายกว่านี้

วีแฟร์ขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการสังคมที่เรียกว่า ชุดข้อเสนอรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ‘จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน’ สิ่งที่เราต้องการเห็นนอกจากนโยบายสวัสดิการสังคมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน คือ รัฐสวัสดิการที่มีการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชน โดยรัฐมีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน และการสร้างความเท่าเทียมเป็นธรรมทางสังคม  

เรายังมีงานส่วนที่เราขับเคลื่อนในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น การสร้างการเรียนรู้รัฐสวัสดิการ และการจัดฝึกอบรมเครือข่ายภาคประชาสังคม และประชากรกลุ่มเฉพาะต่างๆ การทำงานวิชาการร่วมกับนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านสังคมศาสตร์ และด้านรัฐสวัสดิการ เพื่อผลิตข้อมูลในการสื่อสารสังคมต่อไป 

การทำงานเพื่อผลักดันรัฐสวัสดิการของพี่ไผ่ มีสิ่งหนึ่งที่มาควบคู่กัน คือ ภาษี อยากให้พี่ไผ่ช่วยอธิบายว่ามันสัมพันธ์กันอย่างไร ระหว่างสองสิ่งนี้

การบริหารประเทศของรัฐบาลช่วงที่ผ่านมา งบประมาณรายจ่ายประจำปีประมาณปีละ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้ประมาณปีละ 2.5 ล้านล้านบาท ส่วนที่ขาดรัฐบาลใช้วิธีกู้ยืมเงินมาโดยตลอด ในปีนี้รัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเงินดิจิตอลวอลเล็ต 560,000 ล้านบาท ซึ่งกำลังถกเถียงกันว่า จะนำเงินมาจากไหน ในมุมผม รัฐบาลจะต้องไม่ปรับลดงบประมาณสวัสดิการของประชาชน เพื่อเอาไปทำดิจิตอลวอลเล็ต และกล่าวอย่างถึงที่สุด มันถึงเวลาที่ต้องปฏิรูปการจัดเก็บระบบภาษี เพื่อสร้างความเท่าเทียมเป็นธรรมในสังคม

มาถึงคำถามสำคัญที่เกิดขึ้นตลอด คือ ทำไมคนไทยรู้สึกไม่อยากจ่ายภาษี เราคงต้องมาดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น บางคนรู้สึกว่าเขาเสียภาษีไปให้คนที่ด้อยกว่า โดยที่เขาไม่ได้ผลตอบแทนอะไรจากการเสียภาษี แล้วจะเสียภาษีไปทำไม ในทางกลับกัน หากเราแปลงภาษีที่ทุกคนเสีย ทั้งภาษีทางตรง ภาษีทางอ้อม เป็นสวัสดิการสังคมถ้วนหน้าที่ย้อนคืนกลับไป ผู้คนก็จะรู้สึกว่าเขาได้รับการตอบแทนจากการที่เขาเสียภาษี ในขณะเดียวกัน ทุกคนล้วนเป็นพลเมืองของรัฐถูกไหม? พลเมืองก็ต้องได้รับการดูแลจากรัฐ แต่เมื่อรัฐเน้นให้สวัสดิการเฉพาะคนยากจน มันก็เกิดการตีตรา ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีการบูลลี่กันทั้งปีทั้งชาติ  ทั้งนี้คนที่ไม่ต้องการสวัสดิการเหล่านี้ เช่น เงินยังชีพผู้สูงอายุ 600 บาท เพราะเขามีเงินเยอะกว่า จะไม่รับก็ได้ ถือเป็นสิทธิ์ของเขา

นักเรียนไทย

นอกจากการปฏิรูปภาษี หรือกู้เงินที่พี่ไผ่บอก มีวิธีอื่นๆ อีกไหมในการเพิ่มงบประมาณของรัฐบาล

สำหรับมุมมองผม รัฐบาลแบบทุนนิยมหรือเสรีนิยมมักจะคิดว่า งบประมาณส่วนที่ตัดง่ายที่สุด ก็คือสวัสดิการประชาชน ก่อนหน้านี้กระทรวงมหาดไทยมีการออกระเบียบในการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งอาจจะมีผลนำไปสู่การตัดงบประมาณ เนื่องจากมีการระบุว่า ผู้ที่จะได้รับเบี้ยยังชีพต้องเป็นคนที่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ หมายความว่า มันต้องพิสูจน์ความจน ซึ่งคาดว่าผู้สูงอายุที่อายุ 59 ปี 58 ปี และ 57 ปี จะมีคนที่ไม่เข้าเกณฑ์ได้รับเบี้ยยังชีพไม่น้อยกว่า 6 แสนคนต่อปี 

กรณีเงินดิจิตอลวอลเล็ต ก็มีกระแสบางช่วงที่พูดกันว่า รัฐบาลอาจจะไปกู้ยืมเงินจากกองทุนประกันสังคม ซึ่งเราไม่เห็นด้วย และเราก็อยากถามรัฐบาลว่า ถ้าจะทำแบบนี้คุณถามผู้ประกันตนหรือยัง แล้วหนี้ที่รัฐบาลเดิมยังไม่ได้ให้กองทุนประกันสังคมหลายหมื่นล้านบาทก็ยังค้างอยู่ อันนี้ก็เป็นประเด็นสำคัญที่การบริหารกองทุนที่ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้ หรือหน่วยงานรัฐสามารถแทรกแซงได้ มันก็จะมีโอกาสเกิดเรื่องแบบนี้  

เวลารัฐบาลนำเสนอผลงานที่ต่างประเทศ มีการนำเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไปโฆษณาว่าได้ทำสิ่งนี้ ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศ เนื่องจากรัฐบาลพยายามปรับลดระบบสวัสดิการถ้วนหน้าที่เป็นสิทธิ์เสมอกัน เช่น กรณีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง ก็มีความพยายามที่จะให้เกิดการร่วมจ่าย หรือกรณีเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจะกลับไปสู่การสงเคราะห์ ซึ่งเป็นการให้เฉพาะคนจน หรือกรณีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็เป็นตัวอย่างในการสร้างระบบอุปถัมภ์ผ่านนโยบายสวัสดิการสังคม นำเงินภาษีประชาชนมาทำสวัสดิการให้คนเฉพาะกลุ่ม สร้างฐานคะแนนเสียงให้ตัวเอง 

การที่เราผ่านวิกฤตการณ์โควิดมา ทำให้สังคมไทยเห็นความสำคัญของระบบสวัสดิการสังคมมากขึ้น เมื่อเราเจอวิกฤตการณ์เราอาจจะล้มลง เราจึงต้องมีสวัสดิการที่เป็น social safety net (ระบบตาข่ายความปลอดภัยทางสังคม) แต่สวัสดิการที่มีก็ไม่ควรต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เราต้องเปลี่ยนสวัสดิการให้มีบทบาทในการเป็นกันชนวิกฤตการณ์ต่างๆ ไม่ใช่รอให้ถูกชนแล้วจึงมีตาข่ายรองรับเท่านั้น อย่างกรณีเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ หากมีการปรับเพิ่มเป็นบำนาญ 3,000 บาท พ้นจากเส้นความยากจนมันก็จะช่วยป้องกันได้ชั้นหนึ่ง

เวลาที่เราพูดถึงการสร้างรัฐสวัสดิการ แน่นอนว่าจินตนาการของเราอาจจะไกลไปถึงกลุ่มประเทศนอร์ดิก แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน เราอาจไม่ได้เริ่มจากสเกลงบประมาณสวัสดิการถ้วนหน้าแบบนอร์ดิก หรือสเกลสวัสดิการประกันสังคมแบบเยอรมัน หรือญี่ปุ่น เราเริ่มจากความเป็นจริงบนประเทศของเรา โดยมีเจตจำนงเพื่อการเข้าถึงโอกาส การเข้าถึงสิทธิ์สวัสดิการขั้นพื้นฐาน เราต้องการศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 

เรามีงบประมาณสวัสดิการประชาชนราว 450,000 ล้านบาท เรามีต้นทุนจากระบบประกันสังคมที่มีสิทธิประโยชน์ต่ำ และไม่ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ เรามีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ต้องสร้างความเท่าเทียมของกองทุนบัตรทอง ผู้ประกันตน ข้าราชการ เรามีเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่มีอัตราต่ำกว่าค่าอาหารสว. (สมาชิกวุฒิสภา) เพียงมื้อเดียว และไม่ปรับขึ้นมามากกว่า 12  ปี  เรามีเบี้ยความพิการที่ต่ำกว่าเส้นความยากจน ไม่เพียงพอในการยังชีพ เรามีเยาวชนที่ไม่สามารถเข้าถึงมหาวิทยาลัยประมาณร้อยละ 89 ในขณะที่เรามีงบประมาณสวัสดิการข้าราชการเกือบ 500,000 ล้านบาท เรามีงบประมาณกองทัพกว่า 200,000 ล้านบาท เรามีคนจำนวนร้อยละ 1 ที่ครอบครัว 40 ครอบครัวมีทรัพย์สินเกือบร้อยละ 30 ของจีดีพี กลุ่มพวกเขาเป็นชนชั้นนำทางการเมือง ข้าราชการอนุรักษ์นิยม นักวิชาการเทคโนแครตสายเศรษฐศาสตร์จารีต มักจะโจมตีรัฐสวัสดิการ เขามักกล่าวซ้ำๆ ว่า สวัสดิการเป็นภาระงบประมาณ และถามซ้ำๆ ว่าจะหาเงินมาจากไหน พวกเขาบีบบังคับให้พวกเราหยุดฝัน แต่เมื่อเราดูความจริง จากข้อมูลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่า สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านการคุ้มครองทางสังคม (Social protection) ไม่รวมด้านสุขภาพ ต่อจีดีพีโดยเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ร้อยละ 3 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกร้อยละ 12.9 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกร้อยละ 7.5 สวัสดิการบ้านเรามันต่ำเตี้ยเรี่ยดินจริงๆ 

ดังนั้น เมื่อนำรายได้จากการจัดเก็บภาษีแปลงมาเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี เราจึงเรียกร้องให้รัฐต้องจัดลำดับความสำคัญของเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีเสียใหม่ เราต้องการเปลี่ยนรัฐเผด็จการเป็นรัฐสวัสดิการที่มีประชาธิปไตย เราต้องการความมั่นคงทางรายได้และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ตกลงเราจะซื้อเรือดำน้ำหรือเงินอาหารกลางวันเด็ก เบี้ยผู้สูงอายุ เราจะเอาอาวุธ หรือเตียงในการรักษาพยาบาล 

อาหาร โรงอาหาร

ที่พี่ไผ่บอกตอนแรกๆ ว่า บางคนไม่อยากเสียภาษีเพราะไม่ได้รับอะไรตอบแทนกลับมา ในขณะเดียวกันก็มีการสร้างเกณฑ์คนที่เข้าข่ายรับสวัสดิการได้ ทำให้เกิดความไม่แฟร์ขึ้นอีก

ผมว่าทุกคนควรได้รับสิทธิ์สวัสดิการถ้วนหน้า สวัสดิการเป็นสิทธิ ไม่ใช่การสงเคราะห์ ไม่ใช่การช่วยเหลือที่เกิดจากความสงสาร ถ้าเราแฟร์กันจริงๆ ข้าราชการหรือคนรวยก็ควรได้รับ โดยไม่ต้องพิสูจน์ความจน หรือคัดความรวยออก แต่ถ้าเขาไม่ต้องการจะสละสิทธิ์ก็เป็นสิทธิของเขา เอาจริงๆ ระบบภาษีบ้านเราขาดบทบาทในการสร้างความเท่าเทียมเป็นธรรมทางสังคม ภาษีที่รัฐเก็บได้มากที่สุด คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ประมาณ 800,000 ล้านบาทในปี 2564 เมื่อซื้อของราคา 100 บาท เราต้องเสียภาษี  7 บาท มันเป็นภาษีอัตราถอยหลังไม่ใช่ก้าวหน้า เพราะคนรวยแสนล้านกับคนไร้บ้านก็เสียภาษีเท่ากัน ทั้งที่รายได้และความสามารถในการจ่ายภาษีต่างกัน 

ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นภาษีที่จ่ายโดยมนุษย์เงินเดือนราว 4,000,000 คน บางคนเสียภาษีมาทั้งชีวิต ทำงานมาทั้งชีวิตจนถึงอายุ 60 ปี ก็ควรได้รับสวัสดิการ เพราะเขาก็เป็นพลเมืองคนหนึ่งที่พัฒนาประเทศนี้ แต่ระบบของเราตอบแทนด้วยเงินยังชีพ 600 บาทต่อเดือน หรือไม่ได้รับเลย หากเขามีเงินออมที่จะใช้ในบั้นปลายชีวิต เขาจึงไม่เป็นคนยากจน เขาจึงถูกคัดออก เขาอาจตั้งคำถามว่าเราก็เสียภาษีมาตลอดเหมือนกัน แต่ทำไมเราไม่ได้รับ อันนี้เป็นทัศนคติที่ไม่ได้มองว่าสวัสดิการคือสิทธิ รัฐบาลกำลังเอาสวัสดิการที่ควรเป็นสิทธิ์มาแปลงเป็นความสงสาร และสงเคราะห์ สร้างเป็นระบบอุปถัมภ์ ทำให้ตัวเองได้คะแนนเสียงไปอีกต่างหาก

ถ้าระบบภาษีมันทำงานตามที่ผมบอก มันจะลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียมเป็นธรรมทางสังคม ถึงเวลาที่เราต้องปฏิรูประบบภาษี การจัดเก็บภาษีต้องมีการพัฒนาประสิทธิภาพ ภาษีนิติบุคคลยังมีอัตราที่ต่ำส่วนการจัดเก็บภาษีรายได้ แม้จะเป็นแบบอัตราก้าวหน้า หมายความว่า คนที่เงินเดือนหรือรายได้มากกว่า เสียในอัตราที่มากกว่าคนที่มีรายได้น้อยกว่า แต่มันก็มีการลดหย่อนภาษี ซึ่งคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าจะเข้าถึงได้มากกว่าคนที่มีรายได้น้อย

การปฏิรูปภาษีที่เรากำลังเสนอ หนึ่งในนั้น คือ ภาษีความมั่งคั่ง เราได้นำข้อเสนอนี้ไปเสนอให้ทุกพรรคการเมือง แต่มีพรรคการเมืองพรรคเดียวที่มีข้อเสนอนี้ในนโยบาย คือ พรรคก้าวไกล รูปแบบภาษีประเภทนี้เรากำลังจัดทำร่างกฎหมาย ยกตัวอย่างถ้าคุณมีรายได้มากกว่า 300 ล้านบาทขึ้นไป คุณจะเริ่มจ่ายภาษีที่ 1 บาทแรกของ 300 ล้านหนึ่งบาทขึ้นไป การจัดเก็บภาษีความมั่งคั่งเป็นการใช้มาตรการทางภาษีที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ มันไม่มีเป้าหมายเพื่อให้คนรวยจนลง และมันเองก็ไม่สามารถทำให้คุณจนลง ยิ่งตอนนี้เด็กเกิดใหม่น้อยลง ฉะนั้น จำนวนคนเสียภาษีในอนาคตก็จะยิ่งลดลงเช่นกัน  การพัฒนาระบบภาษีจึงเป็นอีกทางหนึ่งในการรับมือกับสถานการณ์นี้  

สรุปแล้วจะแก้ความเหลื่อมได้ ก็ต้องสร้างรัฐสวัสดิการ

คนรุ่นผมเติบโตมากับคำพูดที่ว่า มีลูก 1 คน จนไป 7 ปี ตอนนี้ลูกผมอายุ 22 ปีแล้ว ผมก็ยังไม่หายจนเลย (หัวเราะ) เราปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นอารมณ์ของยุคสมัยหนึ่งที่ส่งต่อถึงคนรุ่นใหม่ คนไม่อยากจะมีลูก เมื่อรวมกับสังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มือใครยาวสาวได้สาวเอา การบริหารประเทศไม่มีประสิทธิภาพ ก็จะยิ่งทำให้คนสิ้นหวัง จนมีกระแสการอยากย้ายประเทศ 

ตั้งครรภ์ คนท้อง พ่อแม่ ครอบครัว

ฉะนั้น รัฐบาลทุกรัฐบาลจึงมีภารกิจในการดูแลคนตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน เริ่มต้นจากเงินอุดหนุนการตั้งครรภ์ทารก 9 เดือนของแม่ ซึ่งน่าแปลกใจมากที่ในปัจจุบันยังไม่นโยบายนี้ ในขณะเดียวกันพรรคการเมืองก็ให้ความสนใจน้อยด้วย เท่าที่ผมสำรวจจากนโยบายของพรรคการเมืองที่ส่งกกต. (สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง) หากเรามองเป็นระบบ เมื่อเกิดมาแล้วเรามีนโยบายเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดถึง 6 ปี ที่ต้องพัฒนาเป็นระบบถ้วนหน้า ควบคู่กับสิทธิลาคลอดและการเลี้ยงดูบุตร 180 วัน รวมทั้งการมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กช่วง 6 เดือนถึงสามปี ก็จะเพิ่มทางเลือกให้คนวัยทำงานที่ต้องการมีลูก ไม่ต้องส่งลูกไปให้ครอบครัวในชนบท 

ทั้งนี้ สิทธิการเลี้ยงดูบุตรควรมีให้กับพ่อด้วย เพื่อให้เขาได้ตระหนักในบทบาทหน้าที่ของผู้ชายในการดูแลลูกด้วย เราต้องลงทุนในเรื่องเด็กให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว

อยากถามย้อนกลับไปว่าทำไมพี่ไผ่ถึงสนใจมาทำงานนี้ จุดเริ่มต้นเกิดจากตรงไหน?

ผมเริ่มทำวีแฟร์จริงจังตอนปี 2561 ก่อนหน้านั้นผมทำกิจกรรมตั้งแต่ช่วงเป็นนักศึกษา จนเมื่อเรียนจบมาก็เข้าสู่เส้นทางนี้ เริ่มจากกลุ่มเพื่อนประชาชน สมัชชาคนจน คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน ฯลฯ พวกเรามีความพยายามในการสร้างความเข้มแข็งให้กับขบวนเครือข่ายภาคประชาชน จนกระทั่งในปี 2551 ผมมีคดีทางการเมืองต้องเข้าเรือนจำประมาณ 6 เดือน 

ตอนอยู่ในนั้นก็ได้มีการสรุปบทเรียนการทำงานของตัวเอง น่าแปลกที่มีโอกาสอ่านหนังสือสู่สังคมไทยเสมอหน้า ของอาจารย์ผาสุก (ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร) เกี่ยวกับระบบสวัสดิการ และการปฏิรูประบบภาษี ยอมรับว่าเคยศึกษามาบ้าง แต่เราไม่เคยศึกษาในรายละเอียดเรื่องนี้ อ่านแล้วสนใจมีทำโน้ตไว้ แล้วมันคือแรงบันดาลใจสำคัญของผม ในการออกมาทำงานเรื่องรัฐสวัสดิการ

ตอนที่อ่านเรารู้สึกอย่างไรบ้าง 

รู้สึกว่าเฮ้ย…เรามีข้อมูลเอาไปอธิบายงานเราได้แล้วล่ะ (หัวเราะ) ช่วงที่เราอยู่ในเรือนจำมันก็มีด้านหนึ่งที่แย่มากๆ แต่สิ่งที่หล่อเลี้ยงเรามา คือการมีเวลาได้อ่านหนังสือ ผมตะลุยอ่านหนังสือเยอะมาก หนังสือที่ได้รับรางวัลซีไรต์ก็อ่าน ขอให้คนข้างนอกช่วยบริจาคหนังสือเข้ามาด้วย 

โลกในเรือนจำเป็นอย่างไร จากที่เราเข้าไปสัมผัส

ผมจำคำพูดของประธานาธิบดีเนลสัน แมนเดลา ที่กล่าวเอาไว้ว่า หากเราอยากจะรับรู้สภาพความเป็นจริงของสังคมประเทศใดก็ตาม ขอให้คุณเข้าไปอยู่ในเรือนจำประเทศนั้น ซึ่งถ้าผมเกิดทันเนลสัน ผมคงจะบอกเขาว่าสิ่งที่คุณพูดถูกต้องนะ แต่ไม่ใช่กับประเทศไทย เพราะตอนนี้เรายังไม่รู้เลยว่านักโทษบางคนได้เข้าเรือนจำจริงหรือไม่ หรือเขานอนที่โรงพยาบาลชั้นอะไรก็ไม่รู้ นี่คือความไม่เท่าเทียม มันเป็นอภิสิทธิ์เชิงซ้อนที่อยู่เหนือระบบการเมือง

ส่วนความเป็นจริงในเรือนจำที่ผมเผชิญ เราจ้องอยู่กับความเป็นชนชั้น ความเหลื่อมล้ำต่ำสูง กลุ่มนักโทษที่เป็นผู้ช่วยของผู้คุมที่เรียกกันว่า ‘สมเด็จ’ จะได้กินข้าวด้วยช้อนสเตนเลส ซึ่งตามกฎแล้วทุกคนต้องใช้ช้อนพลาสติก เพราะเขาถือเป็นอาวุธอย่างหนึ่ง พวกเขาจะมีอภิสิทธิ์มากกว่านักโทษธรรมดาทั่วไป ที่เวลานอนต้องนอนตัวลีบๆ เรายังจำภาพนั้นได้หมด

พอเราได้เห็นความจริงที่เกิดขึ้นในเรือนจำ ซึ่งมันชัดเจนมากๆ ผู้ต้องโทษในเรือนจำแดน 8 ที่ผมอยู่ มีความผิดที่ต้องเข้าออกเรือนจำหลายครั้ง มีทุกชนชั้นอาชีพทุกเพศวัย มากกว่าร้อยละ 70 – 80 เป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์ การลักวิ่งชิงปล้น เด็กรุ่นใหม่บางคนบอกกับผมว่า ก็คนมันไม่เท่ากัน ลูกและภรรยาของเขาหิว เขาก็ต้องทำ บางคนบอกว่าพ่อแม่เป็นผู้ให้กำเนิด ส่วนกรมราชทัณฑ์เป็นคนเลี้ยงดู ทำให้ตอนที่ผมออกจากเรือนจำก็มุ่งเป้าหมายเต็มที่ มาทำเรื่องรัฐสวัสดิการและมีการตั้งกลุ่มวีแฟร์ 

สุดท้ายแล้วมีอะไรอยากฝาก หรือบอกไหม?

เวลาเราพูดเรื่องรัฐสวัสดิการ มันคือการพูดถึงว่าเราเชื่อว่าคนเท่ากันหรือเปล่า ส่วนเรื่องความเหลื่อมล้ำคนมักจะพูดในเชิงรายได้ แต่อย่าลืมว่ามันมีเรื่องอื่นๆ อีก อย่างการเข้าถึงโอกาสต่างๆ ที่มีไม่เท่ากัน รวมไปถึงการเข้าถึงการกำหนดนโยบายสาธารณะต่างๆ หรือการตรวจสอบรัฐเอง ถ้ามีนโยบายที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่ไม่มีรัฐบาลที่ดี มันก็ไม่ไปด้วยกัน มันอาจจะเป็นนโยบายที่ดีนะ แต่ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ลดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางสังคมที่เรามี มันอาจจะเป็นนโยบายที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้ชั่วคราว

เพราะฉะนั้น ผมเลยคิดว่าเวลาพูดถึงรัฐสวัสดิการ ไม่ควรพูดว่ามันเป็นแค่กระบวนการหนึ่ง แต่มันคือการที่เรากำลังจะสร้างจินตนาการใหม่ของสังคมไทย ซึ่งไม่ได้สร้างจากสิ่งที่เราไม่มีด้วยนะ เรามีต้นทุนที่เป็นพัฒนาการอยู่แล้ว เรามีนโยบายเรียนฟรีอยู่แต่ยังไม่ฟรีจริง เรามีนโยบายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่เป็นแบบระบบถ้วนหน้า หรือมีเบี้ยยังชีพที่เป็นสวัสดิการถ้วนหน้าแต่เกิดจากแนวคิดแบบสงเคราะห์ ตอนนี้เราจึงต้องพัฒนาจากของเดิม เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจาก 600 – 1000  บาท เราเสนอให้ปรับขึ้นให้เลยเส้นความยากจน 

เราไม่ได้เรียกร้องเพื่อเป็นคนรวย เราเรียกร้องเพื่อทำให้มีหลักประกันขั้นพื้นฐานในการดำรงชีพ ในการเข้าถึงโอกาสต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา สิทธิพื้นฐานของแรงงาน หรือการเข้าถึงระบบหลักประกันสุขภาพก็ตาม เป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐานที่เราควรจะมีในฐานะพลเมืองที่รัฐควรจะได้ดูแล ขณะเดียวกันเราก็พร้อมจะทำหน้าที่พลเมืองในการเสียภาษี เพื่อสร้างประเทศของเรา