จาก “เกิดมามีกรรม” สู่ “เขาก็คือมนุษย์เหมือนกัน” : เมื่อโรคทางใจของผู้มีเชื้อ HIV ดีขึ้นเรื่อยๆ จากการที่โรงพยาบาลไม่ต้อนรับอคติและการตีตรา

ตอนที่ยังเป็นเด็ก เราต่างก็เคยกลัวการมาโรงพยาบาล กลัวทั้งหมอ พยาบาล มีเด็กหลายคนร้องไห้ตั้งแต่ได้ยินคำว่าโรงพยาบาลด้วยซ้ำ พอโตขึ้นความรู้สึกเหล่านั้นอาจจะหายไป หรือสำหรับบางคนก็ไม่ได้หายไปเลย เพียงแต่ควบคุมอารมณ์ไม่ให้ร้องไห้เสียงดังแบบตอนเด็กๆ ได้แล้ว

ความอึดอัด ความกลัว หรือความไม่สบายใจเวลาที่มาโรงพยาบาล  เป็นความรู้สึกที่ผู้ใหญ่หลายคนก็ยังมี เช่นเดียวกันกับผู้มีเชื้อ HIV บางส่วนที่มีความรู้สึกเหล่านี้ ไม่ใช่เพราะกลัวเข็มฉีดยา แต่เป็นเพราะ ‘การตีตรา’

“เขาถามว่าเราป่วยเป็นอะไรแต่เราไม่กล้าพูด เขาก็ถามดังขึ้นเรื่อยๆ”

‘นัท (นามสมมติ)’ ผู้มีเชื้อ HIV มานานกว่า 20 ปีกล่าว ประสบการณ์การเข้ารักษาในสถานพยาบาลของนัทมีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไป เขาเล่าว่าส่วนใหญ่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดี แต่บางที่ก็มีเรื่องไม่ดีที่ทำให้เขาลืมไม่ลงเลยทีเดียว

“เราบอกครอบครัวว่าเรามีเชื้อ HIV พวกเขาก็รังเกียจเรา เขาบอกที่เราเป็นคือ ‘โรคของพวกรักร่วมเพศ’ จากนั้นเราก็เลยต้องแยกตัวออกมาใช้ชีวิตคนเดียว”

นัทนิยามตัวเองว่า MSM แปลว่า ชายที่มีกิจกรรมทางเพศกับชาย ย้อนไปเมื่อเกือบจะ 10 ปีแล้ว การที่เขาเป็น MSM ก็ทำให้เขาโดนตีตราจากสังคมรอบข้าง ยิ่งมาเจอการเลือกปฏิบัติในโรงพยาบาลยิ่งทำให้เขารู้สึกโดนด้อยค่า

“พอเราพูดว่าเป็น HIV พยาบาลคนนั้นเขาก็พูดเสียงดังต่อว่า ‘ถ้า HIV เชิญทางนั้นเลยค่ะ อย่าเดินสุ่มสี่สุ่มห้านะคะ’ พร้อมกับชี้ไปที่ห้องหนึ่ง”

จากการสังเกตนัทพบว่า มีเพียงเขาเท่านั้นที่โดนย้ายไปที่ห้องเล็กๆ ส่วนผู้ป่วยคนอื่นๆ อย่างคนที่เป็นโรคเบาหวาน โรคไต ไม่มีใครโดนย้ายไปไหน แถมการพูดจาก็ไม่กระโชกโฮกฮากแบบที่นัทเจอ ห้องที่นัทเข้าไปเป็นห้องขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ มีเพียงแค่คนที่มี HIV เท่านั้นที่มารอในห้องนี้ ที่สำคัญก็คือถ้าจะออกไปไหนก็ต้องรีบมารีบไป

“พยาบาลเคยบอกเราว่าถ้าจะไปเข้าห้องน้ำก็ต้องรีบไปรีบกลับ ถ้าจะไปกินข้าวที่โรงอาหารก็ควรจะเดินไวๆ เหมือนเขาพยายามจำกัดไม่ให้เราออกเป็นเพ่นพ่าน”

คำพูดและการเลือกปฏิบัติทั้งหมดนี้ทำให้นัทรู้สึกเหมือนตัวเองเป็น ‘ตัวประหลาด’ ทั้งโดนจำกัดพื้นที่โดนตำหนิถ้าจะออกไปเดินที่ไหน น่าสงสัยว่าแค่การเดินไปมาก็ถูกมองว่าเป็นการแพร่เชื้อเลยหรือ?

แม้จะรู้สึกไม่สบายใจแค่ไหน แต่เพราะการรับยามีความสำคัญกับคนที่อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV มากๆ เพราะถ้าหากไม่มียาต้านเชื้อจะพัฒนาและลามไปสู่โรคอื่นๆ ได้ นัทจึงอดทนอยู่เพื่อรับยาให้เรียบร้อย อีกทั้งการออกมาที่โรงพยาบาลครั้งหนึ่งหมายถึงการใช้เวลาเกือบหนึ่งวันเต็มๆ ซึ่งถ้าเขาต้องเสียเวลาออกมาโรงพยาบาลอีก มันก็อาจจะทำให้เขาเสียโอกาสและเสียรายได้ของตัวเองอีกด้วย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเสียเวลาแทบทั้งวันในการไปโรงพยาบาลอาจจะฟังดูเป็นเรื่องปกติสำหรับใครหลายคน ไม่ใช่เฉพาะคนที่มีเชื้อ HIV สำหรับคนอื่นมันอาจจะเป็นการรอให้เวลาผ่านไปตามธรรมดา แต่สำหรับนัทมันคือการรอ พร้อมกับความอึดอัด และความไม่สบายใจ ทำให้แต่ละนาทีที่ผ่านไปยาวนานกว่าคนอื่น

“เราเคยไปรอคิวตั้งแต่ 9 โมง กว่าพยาบาลจะเริ่มเรียกชื่อก็บ่ายโมงแล้ว กว่าจะตรวจและรับยาเสร็จก็บ่ายสาม ใช้เวลาทั้งวันเลย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ก็ต้องรอ”

ในมุมมองของนัท ตอนนี้สถานการณ์การตีตราหรือการเลือกปฏิบัติมันดีขึ้นกว่าแต่ก่อนแล้ว  อย่างน้อยเขาก็ไม่เจอการพูดที่ขึ้นเสียง หรือไม่ต้องอยู่ในห้องแยกเหมือนแต่ก่อนอีก แต่เขาเองก็ไม่รู้ว่าที่เป็นอย่างนี้ เพราะเขาได้เจอคลินิกหรือโรงพยาบาลที่ดีหรือเปล่า

การเลือกปฏิบัติที่อ้างว่าเพื่อความปลอดภัย

“ติดมาจากไหน”

คำถามที่พยาบาลเคยถามกับ ‘เกมส์ (นามสมมติ)’ เมื่อหลายปีก่อน ดูเผินๆ อาจจะไม่มีอะไร แต่สำหรับเกมส์ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าคำถามนี้ช่วยในการรักษาอย่างไรในเมื่อเขาเองติดเชื้อไปแล้ว

ข้อมูลจากโครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) ระบุว่า การติดเชื้อ HIV เกิดขึ้นจาก 4 สาเหตุหลัก ได้แก่ หนึ่ง-การมีเพศสัมพันธ์อย่างไม่ป้องกันกับคนที่มีเชื้อ HIV สอง-ใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อ HIV สาม-การติดต่อจากแม่สู่ลูก สี่-การรับโลหิตบริจาคที่มีเชื้อ HIV ปนเปื้อน

“ในอดีตมันเป็นเรื่องยากสำหรับคนไข้นะที่จะบอกว่าตัวเองติดเชื้อมาจากไหน”

สมมติว่าถ้าบอกว่าติดมาจากการมีเพศสัมพันธ์ที่คู่นอนไม่ซ้ำบ้าง หรือบอกว่ามาจากการใช้เข็มฉีดยา คนที่อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV ก็อาจจะถูกตัดสินว่า มั่ว หรือ สำส่อนก็ได้ เกมส์ที่นิยามตัวเองว่าเป็นคนข้ามเพศก็ไม่ค่อยสะดวกใจที่จะต้องตอบคำถามนี้เพราะไม่อยากโดนตีตรา

นอกจากคำถามที่ทำให้เกมส์ไม่ค่อยสบายใจ คือปัญหาการเข้าถึงยาที่เขาเคยประสบมาอีกด้วย เกมส์เล่าว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งที่พยาบาลบอกว่าเขาไม่ต้องรับยาแล้ว ถ้าอยากจะรับก็ได้ แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเองเพราะเป็นยานอกบัญชี

ยิ่งทำให้เกมส์สงสัยไปกันใหญ่ว่าทำไมเขาถึงต้องหยุดรับยา ถึงแม้อาการจะดีขึ้น แต่คนที่อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV ต่างรู้ดีว่าการทานยาต่อเนื่องสำคัญมาก ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาขึ้นมาอีก โชคดีที่เกมส์ได้รับคำปรึกษาจากคนใกล้ตัวที่แนะนำให้ย้ายโรงพยาบาลใหม่ เพื่อจะได้ไม่ต้องเจอปัญหาเช่นนี้

แต่อุปสรรคของคนที่อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV ไม่ได้มีแค่นี้ เกมส์เล่าให้ฟังว่า การเป็นคนที่ติดเชื้อ HIV ทำให้เขาต้องอยู่เป็นคิว ‘สุดท้าย’ เสมอๆ

“เราเคยไปทำฟันที่คลินิกแห่งหนึ่ง ไปตั้งแต่ตีห้า แต่เขาจัดคิวให้เราเป็นคนสุดท้าย”

เหตุการณ์ที่อยู่เป็นคนสุดท้ายมักเกิดขึ้นกับคนที่อยู่ร่วมกับ HIV ทั้งแอนและพยาบาลที่เรามีโอกาสได้คุยด้วยต่างก็บอกว่าเหตุการณ์นี้คือเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในอดีต เนื่องจากสถานพยาบาลหรือคลินิกมักมองว่ากลุ่มคนเหล่านี้ต้องได้รับการฆ่าเชื้อหรือทำความสะอาดมากกว่ากลุ่มอื่นๆ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะมาเช้าแค่ไหนพวกเขาก็จะถูกจัดไว้ที่คิวสุดท้าย

“เราก็งงเหมือนกันนะ ทุกครั้งที่เขาเปลี่ยนคนไข้ก็ต้องมีการเปลี่ยนอุปกรณ์หรือฆ่าเชื้ออยู่แล้ว แต่ทำไมต้องเอาเรามาไว้คนสุดท้าย”

ในปัจจุบันเกมส์เล่าว่าเขาเองก็ไม่ค่อยเจอเหตุการณ์แบบนี้แล้ว นอกจากนี้เขาเองก็เคยทำงานอยู่ที่คลินิกที่ให้บริการผู้มีเชื้อ HIV เพราะเขาก็อยากให้เพื่อนๆ ทุกคนเข้าถึงสวัสดิการที่ดีและเข้ารับการรักษาอย่างสบายใจโดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการตีตรา

ความหวังดีที่เป็นการตีตรา LGBTIQNA+

“สมัยก่อนถ้านึกถึงผู้ติดเชื้อเอดส์ ก็ต้องนึกถึงวัดพระบาทน้ำพุ”

อคติที่มีต่อผู้มีเชื้อ HIV ไม่ใช่เรื่องราวที่ใหม่ เพราะมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ‘แอน’ รวิสรา เปียขุนทด เจ้าหน้าโครงการมูลนิธิสถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี (IHRI) ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้มีเชื้อ HIV ครั้งแรกเมื่อปี 2528 และหลังจากนั้นก็พบการแพร่ระบาดของเชื้อนี้เรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มพนักงานบริการ ทำให้พวกเขาถูกจ้องมองเป็นพิเศษ และถูกตีตราว่าเป็นกลุ่มคน ‘สำส่อน’ ที่ก่อให้เกิดการแพร่เชื้อ

นับตั้งแต่วันที่มีผู้มีเชื้อ HIV คนแรกของประเทศไทย คนทำงานด้านสาธารณสุขก็พยายามปรับตัวให้เท่าทันกับโรคอยู่ตลอดเวลาเช่น จากเดิมที่ต้องนำเข้ายาต้านก็พัฒนาจนผลิตเองได้ นั่นทำให้ผู้ที่ต้องใช้ยาสามารถเบิกประกันสังคม บัตรทอง หรือเบิกตามสิทธิข้าราชการได้

แต่ทัศนคติต่อพวกเขาก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาอยู่ ในสมัยก่อนผู้มีเชื้อ HIV มักโดนตีตราว่าเป็นคนที่พฤติกรรมทางเพศไม่ปกติ มั่ว หรือไม่ก็ถูกมองว่าเป็นคนที่ ‘เกิดมามีกรรม’

การตีตราจากสังคมส่งผลให้พวกเขาเริ่มตีตราตัวเองด้วยเหมือนกัน หลายคนโทษว่าเป็นความผิดของตัวเองที่ทำให้ติดเชื้อ บางคนมองถึงขั้นที่ว่าถ้าติดเชื้อ = เสียชีวิต

แอนเล่าว่า นอกจากนี้ยังมีกรณีที่แพทย์หรือพยาบาลยังไม่ไว้ใจผู้ป่วย โดยมองว่าต้นเหตุของการติดเชื้อมาจากพฤติกรรมที่ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีความหลากหลายทางเพศ คนที่เป็นพนักงานบริการ หรือกลุ่มคนที่ใช้เข็มฉีดยา เพราะฉะนั้นพวกเขายังไม่พร้อมกับการใช้ยาต้าน แพทย์ก็จะให้วิตามินไปก่อน ซึ่งถ้าผู้ป่วยกินยาตรงเวลาได้ค่อยมารับยาต้าน

‘ป้องกันมากเป็นพิเศษ’ คือพฤติกรรมในอดีตที่พบเห็นได้ตามสถานพยาบาลเมื่อต้องพบปะกับผู้มีเชื้อ HIV เช่น สวมถุงมือ 2 ชั้นขึ้นไป ใส่แมสก์ หรือแม้กระทั่งการให้อยู่เป็นคิวสุดท้ายแบบที่นัทและเกมส์เจอ แม้จะอ้างว่าความปลอดภัยแต่เห็นได้ว่าพฤติกรรมเหล่านี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคนที่มีเชื้อ HIV เดินผ่านหรืออยู่ใกล้เท่านั้น แต่ถ้าเป็นคนไข้รายอื่นอาจจะไม่ค่อยเจอเหตุการณ์เช่น ซึ่งผู้มีเชื้อ HIV ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกถูก ‘เลือกปฏิบัติ’

“บางทีแค่เห็นคนที่มีความหลากหลายทางเพศเดินเข้าโรงพยาบาลมา เขาก็เดากันไว้ก่อนเลยว่าต้องมาด้วยสาเหตุโรคที่เกี่ยวกับเพศแน่ๆ บางทีก็จับตรวจนู่นตรวจนี่โดยที่ทำเหมือนคน LGBTIQNA+ มีพฤติกรรมทางเพศเหมือนกันหมด” แอนอธิบาย

กลุ่มคนข้ามเพศและชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายถือหนึ่งในเป็นกลุ่มเป้าหมาย (Key Population) ของผู้มีเชื้อ HIV ทั้งพยาบาลและแพทย์ ข้อมูลจาก UNAIDS คำว่า ‘กลุ่มประชากรหลัก’ หมายถึง หมายถึงกลุ่มเฉพาะที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV และมักเป็นกลุ่มเปราะบางที่ขาดการเข้าถึงบริการอย่างเพียงพอ เมื่อเห็นกลุ่มคนเหล่านี้เข้ามาโรงพยาบาล ไม่ว่าเขาจะมีหรือไม่มีความเสี่ยง ก็มักจะถูกแนะนำให้ตรวจหาเชื้อ HIV และโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ร่วมไปด้วย ซึ่งทำให้คนเหล่านี้รู้สึกถึงการ ‘ถูกจับจ้อง’ ทั้งๆ ที่พวกเขาเองอาจจะไม่ได้มีพฤติกรรมที่เข้าข่ายเสี่ยงเลย

“ขนาดเราที่ทำงาน NGO ก็ยังจับจ้องไปที่พวกเขาเลย มันก็เลยทำให้บางคนที่เขาไม่ได้มีพฤติกรรมเสี่ยงก็ถูกเหมารวมไปแล้วว่าอาจจะมีเชื้อ HIV”

แต่ในปัจจุบันแอนเล่าว่าเหตุการณ์เหล่านี้ลดลงบ้างแล้ว เนื่องจากทั้งกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างก็พยายามลดอคติและลดการตีตรา เพื่อให้ผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV สบายใจที่จะได้รับการรักษาและทานยาอย่างต่อเนื่อง และพวกเขาจะมั่นใจได้ว่าจะไม่ถูกลดทอนความเป็นมนุษย์

‘โปรแกรม 3×4’ คือหลักสูตรการดำเนินงานที่สร้างขึ้นเพื่อลดอคติและลดการตีตราต่อผู้มีเชื้อ HIV โดยเฉพาะ ประกอบไปด้วย 3 มาตรการหลัก คือ มาตราการเชิงบุคคล มาตรการเชิงโครงสร้าง และมาตรการเชื่อมระหว่างสถานบริการสุขภาพ-ชุมชน และใช้ปัจจัย 4 ด้าน เพื่อลดการเลือกปฏิบัติ คือ ความตระหนักรู้ ความกลัวการติดเชื้อ HIV การตีตราทางสังคม และสภาวะแวดล้อมในการบริการสุขภาพ

“กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศเขาค่อนข้างมีความอ่อนไหวกับเรื่องของ HIV เราก็ต้องคำนึงถึงการปฏิบัติต่อพวกเขา เพื่อที่จะให้คนที่มีเชื้อ HIV ยังรักษาต่ออยู่ในระบบอย่างสบายใจ” แอนทิ้งท้าย

ฟังอีกเสียงจากบุคลากรทางการแพทย์

“เพราะหนูเป็นหญิงข้ามเพศใช่ไหม หนูเลยต้องติดเชื้อ HIV”

คำถามที่ผู้มีเชื้อ HIV ถามกับ ‘เจน’ ณัฐธิดา สาธารณะ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลตากสิน หลังจากตรวจพบว่าตัวเองมีผลเลือดบวก ที่หมายถึงติดเชื้อ HIV

ประโยคสั้นๆ นี้แสดงให้เห็นว่าการเหมารวมของสังคมส่งผลต่อคนไข้รายนี้ยังไง เธอคิดว่าการเป็นหญิงข้ามเพศทำให้เธอติดเชื้อ HIV และคิดว่าเรื่อง ‘เพศ’ กับ ‘โรค’ เป็นของคู่กัน เหมือนเป็นชะตาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

บุคลากรทางการแพทย์บางคนก็เหมือนเป็นเพื่อนกับผู้มีเชื้อ HIV เนื่องจากพวกเขาต่างก็ไว้วางใจซึ่งกันและกัน แต่ในขณะเดียวกันก็มีบุคลากรทางการแพทย์บางคนที่ไม่เป็นมิตรกับคนไข้เอาเสียเลย จนทำให้พวกเขายอมย้ายโรงพยาบาล

วันนี้เราได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพยาบาลจากโรงพยาบาลตากสิน ประจำคลินิกตะวันใหม่ คลินิกที่ขึ้นชื่อว่าเป็นมิตรกับผู้มีเชื้อ HIV หลายๆ คน นอกจากเจนแล้วยังมี ‘ติ่ง’ สุวรรณี ไตรทิพย์ศิริกุล พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ หัวหน้าคลินิกตะวันใหม่ และ ‘น้อง’ รัชฎา วัฒนะโสภณ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ

“เรามองว่า เราต้องแยกทัศนคติเป็น 2 ส่วน คือ ทัศนคติกับคำว่าเอดส์และทัศนคติเรื่องเพศ แต่ก่อนไม่ว่าคุณจะเป็นเพศอะไรแต่ถ้ามีเชื้อ HIV จะโดนเหมารวมหรือโดนตัดสินไปก่อนเลยว่า ไม่ดี สำส่อน ซึ่งทัศนคตินี้มันถูกปลูกฝังในสังคมไทยมานาน สองคือทัศนคติเรื่องเพศสภาพ ในสมัยก่อนมีบุคลการกลายคนที่พอเห็นหญิงข้ามเพศเข้าก็จะซุบซิบ นินทา ทำให้คนไข้รู้สึกอับอาย ไม่อยากมารับบริการ และหายไปจากระบบ แต่เดี๋ยวนี้พฤติกรรมแบบนั้นมันไม่เกิดขึ้นแล้วในโรงพยาบาลเรา”

ทัศนคติหรืออคติที่ติ่งพูดถึงคือเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริง มิหนำซ้ำยังเกิดในหมู่บุคลากรทางการแพทย์ด้วยกันอีกด้วย ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็เป็นประสบการณ์จากคนที่เคยทำงานร่วม 30 ปีในโรงพยาบาลเจอมาโดยตรง

“เคยมีเจ้าหน้าที่จากแผนกอื่น เวลาเขาจะเข้ามาที่คลินิกตะวันใหม่เขาจะใส่แมสก์ แล้วรีบเข้ามาทำธุระ รีบจนดูผิดปกติ พอเสร็จแล้วก็จะรีบเดินออกไปเลย แล้วเขาทำแบบนี้ทุกครั้ง จนเราต้องถามเขาว่าทำไมถึงต้องทำแบบนี้”

เจน-ณัฐธิดา สาธารณะ, ติ่ง-สุวรรณี ไตรทิพย์ศิริกุล, น้อง-รัชฎา วัฒนะโสภณ (ตามลำดับ)

“กลัว” คือคำตอบที่น้องได้หลังจากถามเจ้าหน้าที่คนนี้ เขาตอบน้องว่าที่คลินิกนี้มีแต่คนติดเชื้อ HIV น้องจึงบอกกลับไปว่า “ลองดูคนเหล่านี้นะ เขาต่างกับเราตรงไหนหรอ” นั่นคือสิ่งที่เจ้าหน้าที่คนนี้ตอบไม่ได้ น้องเองก็ไม่อยากให้เกิดทัศนคติที่ไม่ดีเกิดขึ้น จึงพยายามสร้างความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่คนนี้ว่าคลินิกตะวันใหม่และผู้มีเชื้อ HIV ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องกลัว

ที่โรงพยาบาลตากสินมีการอบรมในเรื่องของการตีตราและเลือกปฏิบัติให้กับบุคลากรในโรงพยาบาลเป็นระยะ  ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล เภสัชกร เจ้าหน้าที่ธุรการ หรือคนเข็นเปล เพื่อให้มั่นใจว่าอคติและการตีตราจะไม่ถูกส่งต่อไปถึงคนไข้ นอกจากนี้ยังมีการประกาศนโยบายเรื่องการลดการตีตราและเลือกปฏิบัติ เป็นลายลักษณ์อักษรให้บุคลากรของโรงพยาบาลถือเป็นข้อปฏิบัติโดยทั่วถึงกัน

ส่วนการอบรมสำหรับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้มีเชื้อ HIV มีตั้งแต่เรื่องการให้คำปรึกษาขั้นพื้นฐานก่อนและหลังตรวจเอชไอวี การให้คำปรึกษาขั้นสูง การให้คำปรึกษาแบบคู่ อบรมทางวิชาการเกี่ยวกับ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการให้บริการปรึกษาเพื่อส่งเสริมความร่วมใจในการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่องและติดตามปริมาณไวรัสเอชไอวีในเลือด (Enhanced Adherence Counseling) เป็นต้น

“พอเจ้าหน้าที่ทุกคนเข้าใจแล้วว่า HIV ไม่ได้ติดต่อกันง่ายและไม่ได้น่ากลัว จากเดิมที่มีการใส่ถุงมือ 2 ชั้น ใส่แมสก์ป้องกันเป็นพิเศษ หรือการจัดผู้ป่วยเป็นคิวสุดท้าย เขาก็จะลดลง เขาจะใส่แมสก์หรือป้องกันในยามที่มันจำเป็นเท่านั้น เพื่อให้คนไข้เขาจะไม่รู้สึกว่าเขากำลังโดนเลือกปฏิบัติ” น้องกล่าว

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนที่อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV เพราะพวกเขาเองก็โดนการตีตราจากสังคมมามากพอแล้ว หากต้องมาเจออคติจากฝั่งโรงพยาบาลอีกมันอาจจะทำให้พวกเขาโทษตัวเองและยุติการรักษาในที่สุด

“มันเป็นเรื่องใหญ่นะถ้าคนไข้อยู่ดีๆ ก็หายไป แต่ก่อนเราเคยคิดว่า ปล่อย ถ้าเขาไม่อยากมาก็คือเขาไม่มา แค่นี้ แต่เดี๋ยวนี้ถ้าเกิดอยู่ดีๆ เขาไม่มารับยาเราก็จะเริ่มสงสัยแล้วว่า เอ๊ะ เราทำอะไรผิดไปหรือเปล่า แล้วเราต้องตามเขาให้กลับมารักษากลับมารับยา เพราะมันก็จะเกิดผลดีขึ้นกับเขาเอง ” ติ่งกล่าว

เริ่มชีวิตใหม่ได้ที่ ‘ตะวันใหม่’

ชื่อ ‘ตะวันใหม่’ มีความหมายว่า ชีวิตใหม่ที่สดใสเหมือนตะวัน ตะวันขึ้นทุกเช้าก็คือชีวิตที่เริ่มต้นใหม่ได้ทุกวัน คลินิกแห่งนี้ดูแลทุกผู้ป่วยเพศ ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นหญิง ชาย หรือ LGBTIQNA+ และมั่นใจว่าจะไม่มีการเลือกปฏิบัติ

นอกจากชื่อแล้ว ที่ตั้งของคลินิกก็ถูกดีไซน์มาเพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวให้กับคนที่เข้ามารับบริการ เนื่องจากคนที่เข้ามาที่นี่หลายคนอาจจะมีความกลัวการโดนตีตราหรือกลัวว่าคนอื่นจะรู้ว่าเขามาเกี่ยวกับโรคที่เกี่ยวกับเพศ ซึ่งสามารถเดินมาทางเข้าโรงพยาบาลตามปกติ หรือเดินลัดมาทางด้านหลังก็ได้

ที่นี่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยกับคนไข้มากๆ ติ่งและน้องเล่าให้เราฟังว่า ถ้าหากคนไข้เห็นว่ามีเพื่อนบ้านหรือคนรู้จักมาที่คลินิกและตัวเองไม่อยากจะเจอ ก็สามารถบอกพยาบาลให้จัดคิวให้ไม่ตรงกันได้เลย

นอกจากนี้ทางคลินิกจะไม่เรียกชื่อคนไข้ แต่จะเรียกตามหมายเลขตามบัตรคิว เพราะต้องการที่จำปกป้องความเป็นส่วนตัวของคนไข้เท่าที่จะทำได้

ทั้งหมดนี้คือความตั้งใจของแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่อยากสร้างให้คลินิกเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนไข้ แม้ในอดีตจะมีการตีตราและอคติเกิดขึ้น แต่ทุกคนก็จะทำให้มั่นใจได้ว่า ณ ปัจจุบันเรื่องราวแบบนั้นจะหายไป และความเป็นมนุษย์คือสิ่งที่สำคัญ

“เรามองคนทุกคนด้วยความเป็นมนุษย์ ทุกคนมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เท่ากัน ดังนั้นทุกคนจะต้องได้รับการดูแลพื้นฐานเดียวกัน ไม่แบ่งแยก ทัศนคติของเราก็คือแบบนี้”

อ้างอิง :