Poor Things

“เมื่อเรารู้จักโลก โลกก็จะเป็นของเรา” ค้นหาโลกผ่าน เบลล่า แบ็กซ์เตอร์ จาก Poor Things หญิงสาวสมองทารกที่เลือกไม่ได้ทั้งตายและเกิด

ถึงตัวจะเป็นผู้ใหญ่ แต่สมองเป็นเด็ก ชื่อของเขาก็คือ เบลล่า แบ็กซ์เตอร์ (Bella Baxter)

เราไม่ได้เขียนผิด และนี่ก็ไม่ใช่ประโยคเปิดเรื่องของการ์ตูนยอดฮิตตลอดกาลอย่างโคนัน แต่นี่คือเบลล่าจาก Poor Things ผลงานภาพยนตร์ล่าสุดของยอร์กอส ลานธิมอส (Yorgos Lanthimos)

หนังเริ่มต้นที่การตายของหญิงสาวคนหนึ่ง ร่างของเธอถูกก็อดวิน แบ็กซ์เตอร์ (Godwin Baxter) นักวิทยาศาสตร์ นำมาผ่าตัดสมองให้ฟื้นคืนชีพได้อีกครั้ง แม้เธอจะตัดสินใจฆ่าตัวตายก็ตาม เขาตั้งชื่อเธอให้ใหม่ว่า เบลล่า แบ็กซ์เตอร์ ก็อดวินเชื่อว่านี่คือการทดลองครั้งยิ่งใหญ่ที่โชคชะตาส่งมาให้ เขาทดลองเอาสมองของลูกสาวในครรภ์ของเบลล่ามาใส่แทนสมองของเบลล่าเอง สร้างให้เธอมีชีวิต คอยติดตามพัฒนาการของเธอ หนังเรื่องนี้พาเราไปรู้จักชีวิตใหม่ที่ไม่เหมือนใครของเธอ พร้อมกับผจญภัยไปกับโลกแฟนตาซีในแบบฉบับของเบลล่าอีกด้วย

ผมยาว ดวงตากลมโต สวมเสื้อผ้าแหวกแนวไม่เหมือนใคร รูปลักษณ์ของเบลล่าทำให้ใครหลายคนตกหลุมรักได้ตั้งแต่แรกเห็น ยิ่งเบลล่าเป็นคนขี้สงสัย ตามใครไม่ค่อยทัน และไร้เดียงสาราวกับเด็ก  ข้อสุดท้ายนี่เองที่ทำให้ชายหนุ่มในเรื่องยิ่งตกหลุมรักเธอยิ่งกว่าเดิม 

สำหรับเบลล่าเองไม่ได้ใส่ใจสิ่งที่เรียกว่า ‘รัก’ จากคนอื่นๆ นอกจากก็อดวิน คนที่เป็นเสมือนพ่อของเธอ เบลล่าค้นพบว่า สิ่งที่มอบความสุขให้เธอได้มากที่สุด คือ การได้ออกไปท่องโลกและเซ็กซ์ เซ็กซ์จากใครก็ได้ แต่ขอเป็นคนที่เธอเลือก

พูดตรงๆ ว่าหลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ เราเป็นหนึ่งคนที่ปวดหัวมาก แรกทีเดียวผู้เขียนเข้าใจว่า ‘ความสับสน’ คือ ต้นตอของอาการปวดหัว หลังจากนั่งพักความคิดเฉยๆ เป็นเวลา 20 นาทีแล้วจึงพบว่า อาการปวดหัวไม่ได้มาจากความสับสน แต่มาจาก ‘ความกระอักกระอ่วน’ ที่เพิ่มขึ้นตลอดทั้งเรื่องต่างหาก เพราะความซับซ้อนเรื่องราวที่ถูกเล่าโดยหญิงสาว แต่สมองและการตัดสินใจเป็นไปตามเด็กๆ ทำให้เกิดความคิดหลายอย่างที่ตีกันในหัว ไม่แปลกใจที่หลังจากใครหลายคนดูเรื่องนี้แล้ว มีความคิดเห็นหลายอย่างที่ไม่ตรงกันจนเกิดเป็นข้อถกเถียงในโลกทวิตเตอร์

เบลล่าและโลกของเธอ

เนื้อหาต่อไปนี้เปิดเผยบางส่วนของภาพยนตร์

ตอนยังเป็นเด็ก เราชอบอะไรบ้าง? ชอบเล่นเกม ชอบขี่จักรยาน ชอบอ่านหนังสือ และอีกหลายๆ อย่างที่เป็นกิจกรรมสำหรับเด็ก ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่าร่างกายกับสมอง รวมไปถึงสภาพแวดล้อมทำให้เราสนุกไปกับกิจกรรมเหล่านี้

แม้ร่างกายเบลล่าเป็นผู้ใหญ่ แต่สมองยังคงเป็นเด็ก หนังไม่ได้ให้ตัวเลขชัดเจนว่าอายุสมองเบลล่าเท่าไร ผู้เขียนอนุมานว่าช่วงเริ่มต้นน่าจะไม่เกิน 8 ขวบ เธอชอบขี่จักรยาน หรือให้อาหารสัตว์เหมือนเด็กคนหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมที่ต้องทำในบ้าน เพราะก็อดวินไม่อนุญาตให้เธอออกจากบ้าน ทุกๆ วันของเบลล่าจะใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน โดยมีก็อดวินคอยบันทึกการเจริญเติบโตอยู่ไม่ห่าง 

จนกระทั่งเธอไปบังเอิญค้นพบความสุขแบบหนึ่ง จากการได้ลองช่วยตัวเอง มันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้ง่าย ไม่ซับซ้อน ซึ่งความรู้สึกนี้เป็นความรู้สึกที่เด็กทั่วไปยังไม่มี ส่วนหนึ่งเพราะร่างกายยังไม่เติบโตจนถึงวัยผลิตฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความรู้สึกนี้ได้ แต่สำหรับเบลล่าที่ร่างกายจัดอยู่ในวัยผู้ใหญ่แล้ว ความต้องการจึงเกิดกับเธอ

เธอชอบความสุขนี้ และเธอก็อยากจะทำมันอีก จนกระทั่ง ดันแคน เวดเดอร์เบิร์น (Duncan Wedderburn) ทนายแก่คนหนึ่งที่เข้ามา ‘สร้างความสุข’ ให้หญิงสาวสมองทารกคนนี้ด้วยเซ็กซ์ เธอชอบกิจกรรมนี้มากและเรียกมันว่า ‘การกระโดดอย่างบ้าระห่ำ’ (Furious Jumping) เบลล่าไม่ปฏิเสธดันแคน แถมเขายังมอบโอกาสให้เธอออกจากบ้านไปท่องโลกด้วย เซ็กซ์และท่องโลกจึงเป็นความสุขหลักของเบลล่าในที่ช่วงที่สมองของเธอพัฒนาได้เท่านี้ 

“โลกข้างนอกมันอันตราย” ประโยคที่เรามักจะได้ยินพ่อแม่ของตัวละครในหนังพูดกับลูกๆ ของพวกเขา แม่เลี้ยงกอเธล (Gothel) ก็พูดกับราพันเซล (Rapunzel) ลูกเลี้ยงของเธอแบบนี้ สำหรับพ่อเสมือนอย่างก็อดวินเองก็ไม่อนุญาตให้เธอออกไปข้างนอก เพราะก็อดวินหวงเธอมาก เบลล่าใช้ชีวิตอยู่ในบ้านนับตั้งแต่ที่ถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพจากความตาย หากเบลล่าไปข้างนอก หรือพบเจอใครที่ก็อดวินไม่ได้อนุญาต นั่นคือการเพิ่มความเสี่ยงที่จะมีคนหาผลประโยชน์จากเธอ และเสี่ยงที่จะทำให้การทดลองนี้เสียหายด้วย 

แต่คราวนี้เจตจำนงเสรีของเบลล่าบอกให้เธอออกไปเจอโลกข้างนอก ‘ความเกลียด’ เป็นสิ่งที่เธอจะมอบให้ก็อดวิน ถ้าเขาไม่ให้เธอออกไป ซึ่งแน่นอนว่าก็อดวินก็ยอมอนุญาต ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ผู้ชายอย่างดันแคนอันตรายยังไง แต่เขาห้ามเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้

จะมีอะไรดีไปกว่าสาวสวยที่ชอบความบันเทิงจากเซ็กส์ ดันแคนไม่ต้องตายก็เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ทุกครั้งที่อยู่กับเบลล่า เขาไม่ได้สนใจหรอกว่าเธอจะเป็นใครมาจากไหน แต่ถ้าเธอตอบสนองความต้องการของเขาได้แค่นั้นก็เป็นอันจบแล้ว สำหรับหน้าที่ของผู้หญิงในยุควิคตอเรีย ผู้หญิงทุกคนได้ยินชื่อเสียงด้านลบเรื่องชู้สาวมาตลอด แม้แต่แม่บ้านของเบลล่ายังทราบดีว่า ผู้ชายคนนี้เข้าหาเบลล่าด้วยเหตุผลอะไร แต่ดันแคนก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่ เพราะตลอดเวลาที่เขาทำแบบนี้ก็ไม่มีใครด่าว่า เขา ‘สำส่อน’ แต่รับการยกย่องว่าเป็น ‘เสือผู้หญิง’ 

ทั้งคู่ออกท่องเที่ยวกันอย่างราบรื่น ลิสบอนเมืองหลวงของโปรตุเกสเป็นที่แห่งแรกที่พวกเขามา ถึงแม้จะมีบ้างที่ดันแคนต้องปวดหัวกับการกระทำที่ไม่ระมัดระวังตัวและไม่เป็นตามวิถีของ ‘สุภาพชน’ เช่น พูดจาตรงไปตรงมา คายอาหารเวลามันไม่อร่อย หรือเอาเรื่องบนเตียงมาพูดบนโต๊ะอาหารให้คนอื่นฟังอย่างหน้าตาเฉย กิริยาของเบลล่าเกิดขึ้นตามสมองสั่งการ ถึงอย่างไรดันแคนก็ยังชื่นชอบเบลล่าอยู่ และแล้วสิ่งต่างๆ ก็เปลี่ยนไปเมื่อสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเธอ คือ การได้อ่านหนังสือ

“ตอนนี้คุณเอาแต่อ่านหนังสือนะเบลล่า คำพูดคำจาไม่เห็นน่ารักเหมือนแต่ก่อนเลย”

ดันแคนมองว่าเบลล่าเปลี่ยนไป เธอไม่สนใจเซ็กส์ในยามที่เขาต้องการ เธอไม่มาคอยอยู่ใกล้ๆ เหมือนเมื่อก่อน เขาโทษความผิดทั้งหมดนี้ไปให้มาร์ธา (Martha) หญิงชราร่ำรวยคนนึงที่ดันแคนและเบลล่าบังเอิญเจอระหว่างเดินทาง มาร์ธาแลกเปลี่ยนมุมมองกับเบลล่าว่า โลกนี้ไม่ได้รอให้ทุกคนมาแค่ค้นหาและทิ้งมันไว้ แต่ยังรอใครบางคนมาเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นโลกที่สวยงามอยู่ สิ่งหนึ่งเธอทิ้งไว้กับเบลล่า คือ ประโยคที่ว่า “โลกนี้เปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้” ซึ่งดันแคนเกลียดผู้หญิงที่รู้มากแบบนี้ที่สุด 

“ถ้าฉันรู้จักโลก ฉันจะแก้ไขมันได้”

ดันแคนไม่ใช่คนที่ตอบสนองความต้องการของเบลล่าได้อีกต่อไป ความต้องการของเบลล่าตอนนี้คือเปลี่ยนแปลงโลก เธออยากเห็นเด็กๆ กินอิ่มนอนหลับ เธออยากเห็นทุกคนไม่ต้องดิ้นรนและตายอย่างโดดเดี่ยวตามท้องถนน เรื่องราวดำเนินต่อไปผ่านการเลือกของเบลล่า หลังจากพบเจอมาร์ธาไม่นาน เบลล่าตัดสินใจทิ้งดันแคนและเป็นโสเภณีที่ปารีส เพราะเธอไม่เห็นว่าเสียหายอะไร เธอต้องการเงินและที่อยู่ อีกอย่างเซ็กส์ก็เป็นสิ่งที่เธอชอบด้วย แรกๆ เธอสนุกกับมันเพราะอาชีพนี้ได้ให้สิ่งที่เธอต้องการ แต่เธอเริ่มมองว่ามัน ‘น่าเบื่อ’ ที่ผู้หญิงเรียงรายกันเป็นสิบ แต่ผู้ชายคนเดียวเท่านั้นที่ได้เป็นคนเลือกว่า อยากจะหลับนอนกับใคร ทำไมผู้หญิงถึงไม่ได้เลือกบ้าง

“ฉันว่าเราคงมีความสุขกว่า ถ้าเราได้เลือกอะไรเอง”

ฟังดูเข้าท่าสำหรับเบลล่า แต่แนวคิดนี้ก็ไม่ได้รับการสนับสนุน เบลล่ายังทำอาชีพเดิมต่อและเลือกแขกไม่ได้ เธอคิดว่าทั้งหมดที่เธอได้ทำและได้เรียนรู้ เป็นกระบวนการหนึ่งของการรู้จักโลกมากยิ่งขึ้น เบลล่ามองเคยเงยไปมองเห็นท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ เธอฟังเคยได้ยินเสียงดนตรีที่ทำให้รู้สึกจับใจแปลกๆ และเธอก็เคยได้ยินเด็กทารกร้องดังลั่นเพราะไม่มีอะไรให้กิน ทั้งหมดนี้จะทำให้เบลล่ารู้จักโลกที่เธออยู่มากขึ้น

“เมื่อเรารู้จักโลก โลกก็จะเป็นของเรา”

ประโยคหนึ่งที่เบลล่าเก็บนำมาใช้ไว้กับตัวเอง ถ้าโลกเป็นของเรา อาจหมายความว่าสักวันหนึ่ง เราจะเป็นคนที่เลือกอะไรได้จริงๆ จนกระทั่งโลกก็เหวี่ยงชายคนหนึ่งกลับมาหาเธออีกครั้ง เขาคือต้นเหตุที่ทำให้เจ้าของร่างกายเบลล่าเลือกที่จะฆ่าตัวตาย เขาขอร้องให้เธอกลับมาอยู่ด้วยกันกับเขา เบลล่าไม่รู้หรอกว่าก่อนหน้านี้ชายคนนี้เคยทำอะไรกับเธอ เธอถึงได้ฆ่าตัวตาย แต่ถ้านี่เป็นกระบวนการที่จะได้ทำความรู้จักโลก เธอเลือกไปกับเขา ท้ายที่สุดเธอเข้าใจแล้วว่า ทำไมเจ้าของร่างกายคนเก่าของเธอถึงฆ่าตัวตาย ชายคนนี้ทั้งเผด็จการ กดขี่ผู้หญิง ใช้ความรุนแรง สารพัดความเลวร้ายบนโลกถูกบรรจุไว้ในผู้ชายคนนี้ คนที่เคยเป็นสามีของเธอ หรือสามีเจ้าของร่างเดิม

ทั้งเกิดหรือตายก็เลือกไม่ได้เหมือนกัน

หนังเรื่องนี้ถูกนำมาถกเถียงและวิพากษ์อย่างมากในโลกออนไลน์ เพราะประเด็นที่หนังชูเป็นหลัก คือ การเติบโตของเบลล่า มีหลายสถานการณ์ที่ใส่เข้ามา คนดูตั้งคำถามว่าสุ่มเสี่ยงที่หนังจะส่งสารบางอย่างออกไป เช่น สนับสนุนคนที่เป็นโรคใคร่เด็ก (Pedophilia) เป็นต้น

‘เจตจำนงเสรี’ เป็นหนึ่งอย่างที่คนมองว่า เบลล่าค่อยๆ พัฒนาที่จะมีทางเลือกเป็นของตัวเองตลอดเวลาที่หนังฉาย แต่แท้จริงแล้วเราอาจจะ ไม่ได้เห็นการเกิดขึ้นของความเสรีนั้นเลยก็ได้

แม้จะไม่รู้ข้อมูลชีวิตก่อนตายของเบลล่าร่างเก่า สิ่งเดียวที่เรารู้คือสามีของเธอโหดร้ายมากแค่ไหน ถึงขั้นที่ว่าเธอยอมเลือกจบชีวิตของตัวเองไปพร้อมกับลูกในครรภ์เสียดีกว่า ไม่รู้ว่าก่อนตายเบลล่าปรารถนาที่จะไปอยู่กับพระเจ้า หรือเกิดใหม่ หรืออะไรก็ตามแต่ แต่ร่างของเธอกลับถูกหยิบขึ้นมาใช้อีกครั้ง โดยที่ไม่มีใครถามความต้องการของเธอเลย

ซ้ำร้ายร่างกายนี้ของเธอก็ไม่ได้เติบโตตามธรรมชาติเหมือนคนอื่นๆ เพราะก็อดวินดันเอาสมองของเด็กทารกซึ่งก็เป็นลูกในครรภ์ของเบลล่ามาใส่ไว้แทน ลองคิดดูว่าก่อนที่คุณจะตาย ถ้าหากมีนักวิทยาศาสตร์มาขอใช้ร่างกายของคุณต่อ แต่สมองเอาไปทิ้งแล้วเอาของคนอื่นมาใส่แทน คุณว่าคุณจะให้ไหม? คำตอบอาจออกมาหลากหลาย แต่ที่แน่ๆ สำหรับเบลล่าไม่มีใครถามคำถามนี้กับเธอก่อนตาย เธอถูกมองว่าเป็น ‘ร่าง’ ที่ยังมีสภาพใช้งานได้สำหรับการทดลองวิทยาศาสตร์ของก็อดวิน ‘Poor Things’ สำหรับผู้เขียนจึงอาจหมายถึงเบลล่าผู้น่าสงสาร ที่ไม่ได้ถูกมองว่าเธอเป็นคน แต่เป็นแค่สิ่งของ (Things)

ถึงจุดหนึ่งที่สมองของเบลล่าพัฒนาไปเรื่อยๆ ตามวัย เธอเข้าใจอารมณ์และโลกมากยิ่งขึ้น เธอจึงตัดสินใจเลือกเส้นทางบางอย่างตามที่ตัวเองต้องการ หลายคนมองว่านี่คือการทำงานของเจตจำนงเสรี แต่ก็มีอีกหลายคนที่มองว่า เจตจำนงเสรีกับสมองเด็กที่ไม่น่าจะเกิน 5 ขวบ มันควรที่จะเสรีแล้วหรือ? นี่เป็นข้อถกเถียงที่ผู้ชมยังคงพูดคุยกันต่อไป

แต่สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ ผู้คนมากมายที่พร้อมจะหาผลประโยชน์จากเบลล่าเพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิง อย่างดันแคน เขาอยากให้เบลล่าเป็นผู้หญิงในแบบที่เขาเลือกตลอดไป นั้นก็คือผู้หญิงที่ไม่พูดมาก ผู้หญิงที่พร้อมมีเซ็กซ์ตอนที่เขาอยาก และทำให้ตัวเองสวยอยู่ตลอดเวลา หรืออย่างสามีเก่าของเธอที่มองว่า ผู้หญิงที่ทิ้งสามี ดื้อด้าน และไม่ยอมเป็นแม่ของลูก คือผู้หญิงที่ผิดบาป เขาถึงกับพูดเองเลยว่า “ถ้าพระเจ้ารับรู้การกระทำของเธอ ท่านคงเป็นคนทุบหัวเธอเอง”

เรื่องราวจากโลกแฟนตาซียังสะท้อนค่านิยมที่ผู้ชายมีต่อผู้หญิงได้ แล้วในโลกความเป็นจริงที่เราอาศัยกันอยู่นี้ ผู้หญิงเจอสถานการณ์แตกต่างจากเบลล่าบางหรือไม่ ผู้หญิงบางคนอาจจะไม่เคยได้เลือกอะไรเลยตั้งแต่เกิด และอาจจะเป็นแค่สิ่งของ (Things) แบบที่หนังกำลังเล่าเรื่องอยู่ก็เป็นได้