บัณฑิตจบใหม่ ซึมเศร้า Post Graduate Blues

เรียนจบแต่ทำไมรู้สึกเศร้า?: ทำความรู้จักกับ Post-Graduate Blues ภาวะซึมเศร้าในบัณฑิตจบใหม่

“ยินดีด้วยนะบัณฑิต”

ความรู้สึกแรกของเราที่เกิดขึ้นหลังได้ยินประโยคนี้จากเจ้าหน้าที่ทะเบียนมหาวิทยาลัย คือ  รู้สึกโล่ง ปลดปล่อยปนยินดี หลังจากที่เราดิ้นรนอยู่ในระบบการศึกษามานานเกือบ 19 ปี ในวันนี้ที่ทุกอย่างมาถึงบทสรุปสุดท้าย เอกสารในมือที่รับรองว่าเราทำสิ่งนี้เสร็จสิ้นแล้ว ‘จบการศึกษา’ 

ระหว่างที่นั่งคิดอะไรคนเดียว อยู่ดีๆ เราก็มีหลากหลายความรู้สึกเกิดขึ้น และคำถามมากมายโผล่เข้ามาในหัว 

“แล้วจะเอาไงต่อ?” 

“หลังจากนี้ทำอะไรดีนะ?” 

“เหนื่อยมานานแล้วพักก่อนดีมั้ย?” อีกหลายสิบคำถามที่วิ่งวนอยู่ในหัวบัณฑิตจบใหม่เช่นเรา

แน่นอนว่ามีบัณฑิตอีกหลายคนที่สิ่งนี้อาจเกิดขึ้นเหมือนกัน จากวงสนทนากับเพื่อนที่ทุกคนต่างแลกเปลี่ยนแพลนชีวิตที่ตัวเองวางไว้เป็นอย่างไร บางคนเลือกกระโจนเข้าสู่โลกการทำงานทันที บางคนก็ขอเรียนต่ออีกสักหน่อย บางคนขอพักผ่อนชาร์จพลังให้เต็มที่แทน หรือบางคนเองก็ยังคิดไม่ออกว่าจะเริ่มจากตรงไหน

จากคำถามที่ทำให้เกิดความสงสัย มันก็กลายเป็นความเครียดสะสม ความรู้สึกเคว้งคว้าง และความกลัวว่าจุดหมายปลายทางอาจไม่ได้เป็นไปอย่างที่ฝัน ยิ่งเห็นเพื่อนที่จบมาพร้อมกันชีวิตกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ  ยิ่งทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเองมากขึ้น สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้อาจเป็นอาการหนึ่งของ Post-Graduate Blues ภาวะซึมเศร้าในนักศึกษาจบใหม่

ภาวะนี้มักเกิดขึ้นช่วงจบการศึกษาในระดับมหา’ลัยใหม่ๆ โดยผลสำรวจจาก City Mental Health Alliance องค์กรที่ให้การสนับสนุนด้านปัญหาสุขภาพจิต ระบุว่ามากกว่า 49% ของเด็กจบใหม่ในสหรัฐอเมริกาเผชิญกับภาวะนี้ 

18 – 25 ปี ช่วงวัยที่ถูกเรียกว่าเป็น ‘วัยผู้ใหญ่ตอนต้น’ ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ข้อมูลจากแพทย์หญิงปรานี ปวีณชนา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นประจำโรงพยาบาลมนารมย์ บอกว่า วัยผู้ใหญ่ตอนต้นต้องเจอทั้งการเปลี่ยนแปลงภายนอก เช่น ความสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน แฟน และคนอื่นๆ และความเปลี่ยนแปลงภายในของตัวเอง ทั้งระบบความคิด โครงสร้างและการทำงานของสมองอีกด้วย 

ในขณะเดียวก็เป็นวัยที่เริ่มต้นเข้าสู่การพึ่งพาตัวเองอย่างเต็มรูปแบบ เช่น การหาเลี้ยงชีพ การแยกจากครอบครัวมาอยู่ตัวคนเดียว เป็นต้น เมื่อความเป็นจริงที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิดไว้ รวมถึงอาจมีอุปสรรคอื่นๆ อย่างเช่นโรคระบาดโควิด ทำให้การใช้ชีวิตไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง ความเครียดก็เกิดขึ้นส่งผลต่อจิตใจ

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาวะ Post-Graduate Blues มีได้หลายอย่างด้วยกัน ข้อมูลจาก Bloom Health Centers ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตในอเมริกา หยิบยกปัจจัยที่มักก่อเกิดดังนี้

ตัวตนที่เปลี่ยนไป

ตัวตนของเราอาจขึ้นอยู่กับว่า ณ ช่วงเวลานั้นเรากำลังทำอะไรอยู่ เช่น ถ้าเรากำลังเรียนหนังสือ เมื่อมีคนมาถามว่าสถานะของเราคืออะไร เราก็จะตอบออกไปได้อย่างง่ายดายว่าเป็นนักเรียน นักศึกษา หรือเราอาจจะมีสถานะอื่นๆ ด้วย เช่น เป็นประธานชมรม เป็นเชียร์ลีดเดอร์คณะ หรือเป็นนักกีฬามหา’ลัย 

พอถึงจุดที่เราไม่ได้เรียนหนังสือแล้ว การตอบคำถามว่าเราเป็นใคร อยู่ในสถานะอะไรก็อาจยากขึ้น บางคนไม่รู้ว่าตัวตนของพวกเขาคืออะไร บวกกับการไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในรั้วการศึกษาอีกต่อไป เราก็อาจกลายเป็นแค่ใครสักคนในสังคมที่ไม่มีใครสนใจ ทั้งๆ ที่ตอนเรียนเราอาจอยู่ในระดับหัวกะทิที่เพื่อนๆ และอาจารย์ต่างรู้จัก ให้ความสำคัญ 

คำถามที่ว่าเราคือใครจึงตอบได้ยากยิ่งขึ้น ยิ่งคนที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องไปทางไหนต่อ คำถามนี้เป็นอะไรที่ชวนให้คิดหนักและไม่อยากได้ยินมากที่สุด  

ความไม่มั่นคงทางการเงินและอนาคต

หลายๆ ครอบครัวหยุดให้เงินทันทีที่เรียนจบ ทำให้เด็กจบใหม่หลายคนใช้ชีวิตภายใต้ความกดดันที่ต้องเร่งหางานเพื่อมีเงินเลี้ยงตัวเอง  จนไม่ได้มีเวลาพัก การเปลี่ยนแปลงจากที่คนเคยได้รับการดูแล กลายมาเป็นคนที่ต้องดูแลตัวเอง หรือบางทีขยายไปดูแลครอบครัวด้วย ทำให้ความกดดันเพิ่มขึ้น 

ตอนนี้ค่าครองชีพสูงจนสวนทางกับรายได้ ทำให้การเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวเป็นเรื่องยากเข้าไปอีก สถานการณ์นี้ก็ยิ่งส่งผลให้เกิดความเครียดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การเปรียบเทียบและความคาดหวัง

แม้จะรับรู้อยู่แก่ใจว่าชีวิตคนเราไม่เหมือนกัน การเลือกทางเดินชีวิตของแต่ละคนย่อมไม่มีทางเหมือนกันอยู่แล้ว บางคนอาจมีงานทำตั้งแต่ก่อนเรียนจบ บางคนมีธุรกิจที่บ้านให้สานต่อ บางคนตัดสินใจออกมาเปิดธุรกิจของตัวเอง หรือบางคนอาจจะยังไม่รู้จะเริ่มต้นทำอะไรเลย 

ไม่ว่าจะเลือกทางเดินอย่างไร ก็เป็นสิทธิ์และชีวิตของคนคนนั้น ที่ไม่มีถูกผิด แต่ก็เป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะไม่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับชีวิตคนอื่น ยิ่งถ้าเป็นคนที่อายุไล่เลี่ยกัน หรือจบการศึกษามาจากคณะเดียวกัน ยิ่งทำให้เราตั้งคำถามกับคุณค่าของตัวเองว่า ทำไมชีวิตเราถึงไปได้ไม่ไกลเท่าเขาเสียที 

ไม่ได้มีแค่ตัวเราที่คอยกดดันตัวเอง คนรอบข้างก็เริ่มตั้งคำถามจนทำให้เรารู้สึกว่า เราเป็นตามที่พวกเขาคาดหวังไม่ได้ ความผิดหวังในตัวเองก่อให้เกิดความเครียดและความเศร้าโดยที่เราไม่รู้ตัววนไป

การปลีกตัวออกจากสังคม

‘แยกย้ายกันไปเติบโต’ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเรียนจบ เพื่อนที่เคยอยู่ด้วยกันตั้งแต่สมัยมัธยมวันนี้พวกเขาอาจตัดสินใจไปอยู่ต่างจังหวัด หรือไปต่างประเทศ คนใกล้ตัวค่อยๆ หายไปจนมีความรู้สึกว่าเหลือแต่เรา

นอกจากความรู้สึกโดดเดี่ยวเพราะคนเคียงข้างน้อยลง การเติบโตก็ทำให้คนเปลี่ยนแปลงเช่นกัน หัวข้อที่เคยคุยกับเพื่อนได้ไม่รู้จบ วันนี้มันอาจคุยกันได้ยากขึ้นเพราะความคิดไม่ตรงกัน ความสนใจเริ่มไปคนละทาง หรือเพื่อนบางคนเริ่มทำงานแล้ว แต่บางคนยังไม่ได้เริ่ม หัวข้อสนทนาก็ต่างกัน เพื่อนสนใจเรื่องสังคมการทำงาน ความก้าวหน้า เงินเดือน เป็นต้น แต่อีกคนยังวนเวียนอยู่กับการหางานหรือยังไม่ค้นพบตัวเอง ทำให้บทสนทนาอาจไม่ไหลลื่นเหมือนแต่ก่อน จนบางคนตัดสินใจปลีกตัวออกมาจากสังคมเพื่อน เพราะรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนนอกที่ฟังคนอื่นไม่รู้เรื่องไปเสียแล้ว

นอกจากอาการที่เกิดขึ้นทางใจ ทางกายก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน ยกตัวอย่างปัญหาเกี่ยวกับการนอน ไม่ว่าจะนอนไม่หลับ นอนไม่เป็นเวลา หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการกินที่ไม่เหมือนเดิม อาจกินเยอะขึ้น กินน้อยลง กินไม่ตรงเวลา หรือไม่กินเลยก็เป็นได้ ซึ่งถ้าหากเจออาการนี้ก็สามารถนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคอื่นๆ อีกด้วย 

จิตใจเป็นส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด นอกจากต้องรับกับเหตุการณ์ปัจจุบันที่ส่งผลเรื่อยๆ อาจมีการนึกย้อนไปถึงอดีตช่วงเลือกคณะเรียนต่อว่า ทำไมเราถึงไม่ตั้งใจเรียนกว่านี้ หรือมองว่าตอนนั้นเลือกเรียนคณะผิด จนทำให้ตอนนี้ไม่มีงาน ใช้ชีวิตยากขึ้น

นอกจากนี้ คนที่เผชิญภาวะนี้จะรู้สึกขาดแรงจูงใจ หรือพูดง่ายๆ คือ อาการหมดไฟแล้วนั่นเอง พวกเขาจะรู้สึกว่าการทำอะไรซักอย่างเป็นเรื่องยากมาก เช่น การสมัครงาน เป็นต้น 

ถ้าในวันหนึ่งที่เรารับรู้ได้ว่ากำลังอยู่ในภาวะ Post-Graduate Blues ละก็ อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะไม่ใช่เราคนเดียวที่กำลังเผชิญสิ่งนี้ และยังมีหนทางรับมือกับอาการเหล่านี้อยู่เช่นเดียวกัน ข้อมูลจาก Health Bloom Centers บอกเล่าถึงวิธีการรับมือกับภาวะนี้ไว้ดังนี้

ยอมรับความรู้สึกของตนเอง

ยอมรับและเปิดใจว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นกับเรา ปล่อยให้ตัวเองรู้สึกเศร้า เหงา เคว้งคว้าง ได้ แต่พยายามอย่าจมปลักอยู่กับอารมณ์เหล่านั้นจนนานเกินไป พยายามหาใครซักคนที่เราสามารถคุยได้ วางใจที่จะปรึกษาเรื่องต่างๆ ได้ อาจจะเป็นเพื่อน ครอบครัว คนสนิท หรือคุยกับผู้เชี่ยวชาญอย่างนักจิตแพทย์ เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เราเกิดภาวะนี้ เพื่อเริ่มเข้าสู่การหาทางแก้ไข

สร้างเป้าหมายที่เป็นของเรา

ในเมื่อทุกคนมีทางเดินชีวิตไม่เหมือนกัน นั่นหมายความว่าความสำเร็จของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไป หากเราสามารถเข้าใจสิ่งนี้ได้ ก็ลองลดการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นดู จะช่วยให้เราโฟกัสกับชีวิตตัวเองมากขึ้น

ถ้าไม่รู้จะตั้งหลักชีวิตยังไงดี อาจจะเริ่มจากการตั้งเป้าหมายเล็กๆ ก่อน เมื่อทำสำเร็จจะทำให้เรามั่นใจขึ้น แล้วลองขยับวางเป้าหมายใหญ่ขึ้นก็ได้ ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับว่าเรามองศักยภาพที่ตัวเองมีไว้เท่าไหน และเราจะทำสิ่งเหล่านั้นเพื่อเป้าหมายของตัวเองได้หรือไม่

ใช้เวลากับคนที่เรารู้สึกสบายใจ

วันหนึ่งเราอาจต้องยอมรับว่า เพื่อนสนิทหรือคนที่รู้จักกันมานาน อาจไม่ใช่คนที่เป็น safe zone ของเราอีกแล้ว ฉะนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือแย่ที่เราจะหาเพื่อนหรือวงสนทนาใหม่ๆ ที่เราคิดว่าจะสบายใจมากกว่าถ้าหากได้อยู่ด้วย อาจจะหาใครที่ชอบอะไรเหมือนกัน ซึ่งคนเหล่านั้นอาจมีส่วนช่วยในการเติบโตและทำตามเป้าหมายในชีวิตที่ตั้งไว้ก็เป็นได้

ฝึกฝนการดูแลตัวเอง

การก้าวเข้าสู่วัยทำงานนั้นหมายความว่าเราอาจไม่มีคนคอยดูแลทุกอย่างเหมือนแต่ก่อนแล้ว อิสระที่มีมากขึ้นแลกกับการยืนหยัดด้วยตัวเองให้ได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องดีถ้าหากเราจะเริ่มฝึกฝนการดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็น การนอนหลับให้เป็นเวลา วางแผนมื้ออาหารให้เข้ากับวิถีชีวิตตัวเอง ทำกิจกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดที่มี แม้ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าหากฝึกฝนทำเป็นประจำสิ่งเหล่านี้จะส่งผลดีต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตในระยะยาวอีกด้วย

ภาวะ Post-Graduate Blues ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นกับเด็กจบใหม่ทุกคน บางคนอาจจะเจอหรือไม่เจอก็ได้ ถ้าหากมันเกิดขึ้น ทางการแพทย์ย้ำว่าไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไร ถือเป็นความรู้สึกตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ และมันจะเกิดขึ้นแค่ภายในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น จนกระทั่งค่อยๆ หายไป 

นี่อาจเป็นบททดสอบการเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ครั้งแรก แม้จะดูเป็นเรื่องยากและน่าลำบากใจ แต่เราเชื่อว่าทุกคนจะสามารถผ่านมันไปได้ ถ้าหากในวันหนึ่งที่รู้สึกว่าแบกรับอารมณ์ทั้งหมดไม่ไหว การได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอาจเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยได้

สุดท้ายขอเป็นกำลังใจให้เด็กจบใหม่ทุกคน เผชิญกับทุกเรื่องได้อย่างราบรื่น และก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ในแบบที่ตัวเองอยากจะเป็นได้