ต่อให้สิ้นหวังแค่ไหน แต่ยังมี ‘อำนาจภายใน’ พลังของคนรุ่นถัดไปที่คอยบอกว่า “อย่าเพิ่งท้อกับโลกใบนี้”

“ถอดตัวตนไว้ตรงนี้เลยค่ะ”

ประโยคแรกที่ได้ยินก่อนจะเข้าห้องวงสนทนา “คนรุ่นถัดไปบนโลกใบนี้” กิจกรรม ของงานประชุมวิชาการสุขภาวะทางปัญญา’68 “จิตวิญญาณ การร่วมทุกข์ ความหวัง”ภายในงาน Soul Connect Fest 2025 เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ทีแรกก็ไม่เข้าใจว่าการถอดตัวตนคืออะไร จนกระทั่งกระบวนกรบอกให้เขียนสิ่งที่เป็นตัวตนของตัวเอง แต่เราไม่อยากมีมันตอนนี้ลงไป เช่น บางคนอยากทิ้งสถานะพี่คนโต หรือบางคนอยากทิ้งสถานะนักเรียนดีเด่น ในวันนี้ และในห้องนี้ทุกคนเป็นใครก็ได้ที่เราเลือกเอง ไม่มีทั้งผลประโยชน์และไม่มีความคาดหวังต่อกัน

หลังจากถอดตัวตนเสร็จ สิ่งแรกที่เห็นเมื่อเดินเข้ามาในห้องนี้คือคนรุ่นถัดไปมากหน้าหลายตา มีเบาะวางเรียงเป็นวงกลมอยู่ที่พื้น หมายความว่าทุกคนจะได้นั่งสบตาและมองเห็นหน้ากันอย่างแน่นอน แต่นอกจากคนรุ่นถัดไปที่มีตั้งแต่เด็กไปจนถึงวัยรุ่น เรายังเห็นคนในวัยผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อย คงจะตรงตามความต้องการของผู้จัดงานที่อยากให้ผู้ใหญ่เข้ามารับฟังเสียงของเด็กๆ

“ตราบใดที่คุณไม่ละทิ้งความฝัน ความหวัง และอุดมการณ์ ความเป็นเยาวชนจะยังสถิตอยู่กับคุณเสมอ”

นี่คือประโยคที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอภายในห้องเสวนา คำว่าคนรุ่นถัดไป หรือความเป็นเยาวชน ไม่ได้จำกัดไว้ว่าต้องอายุเท่าไหร่ ตราบใดที่ความหวังนั้นยังอยู่กับเรา ความเป็นเยาวชนก็จะอยู่กับเราไปตลอดเช่นเดียวกัน คงเป็นเหตุผลที่ทำไมเราถึงได้เห็นคนหลากหลายอายุมารวมกันที่ห้องนี้

เมื่อถอดตัวตนแล้ว ทุกคนมีโอกาสสร้างตัวตนใหม่ให้กับตัวเองผ่านการตั้งชื่อ วันนี้เราได้เจอทั้ง ‘ใจดี’ ‘โคคูน’ ‘สดใส’ และคนอื่นๆ ที่มีชื่อเป็นความหมายดีๆ

จริงๆ แล้วในวงสนทนานี้ไม่ใช่การมาพูดอย่างเดียว แต่มันคือการเข้ามาสัมผัสภายในจิตใจของตัวเองและคนอื่นอีกด้วย สิ่งที่สำคัญคือการทำความรู้จักกับ ‘อำนาจภายใน’ ของตัวเอง

อำนาจภายใน คือ อำนาจที่อยู่ในตัวของแต่ละคน มาจากการรู้จักตัวเองและเห็นคุณค่าในตัวเอง ซึ่งอำนาจภายในสามารถเป็นอะไรก็ได้ เช่น ความคิดสร้างสรรค์ ความเห็นอกเห็นใจ ความสดใส ความกล้าหาญ ฯลฯ

เหตุผลที่เราควรรู้จักอำนาจภายในของตัวเอง เพราะมันจะกลายเป็นพลังให้เราไปใช้ชีวิตต่อในแต่ละวันได้ อีกทั้งยังใช้ประนีประนอมกับอำนาจอื่นๆ ในสังคมได้ด้วย อำนาจอื่นที่ว่านั้นก็คือ ‘อำนาจเหนือ’ นั่นเอง

เยาวชนคือกลุ่มคนที่ยังต้องพึ่งพาผู้ปกครองหรือผู้ดูแล ทำให้พวกเขาไม่มีอำนาจเหนือ ในขณะที่ผู้ปกครอง หรือครูที่โรงเรียนคือกลุ่มคนที่มีอำนาจเหนือ เพราะมีทั้งวัย สถานะทางเศรษฐกิจ ประสบการณ์ชีวิต ตำแหน่ง เพราะแบบนี้จึงทำให้บางครั้งการถกเถียงระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่จบลงที่ผู้ใหญ่พูดว่าตัวเองโตกว่า

แต่ถ้าคนที่มีอำนาจเหนือเปิดโอกาสให้คนที่มีอำนาจน้อยกว่าได้เข้ามามีส่วนร่วม แลกเปลี่ยนกัน ปฏิบัติกับเขาเท่าเทียมกันกับคนอื่นๆ มันก็จะนำไปสู่การมี ‘อำนาจร่วม’ ที่ต่างคนต่างเอาอำนาจที่ตัวเองมีมาแบ่งปันและให้พื้นที่กันและกัน

การเรียนรู้เรื่องอำนาจไม่ใช่แค่เพื่อรู้จักตัวเอง แต่เพื่อใช้ชีวิตและสู้ต่อไปในสังคมอีกด้วย ภายในห้องนี้เราได้เห็นเยาวชนจากหลากหลายที่มา หลากหลายปัญหา มาเล่าเรื่องที่กำลังต่อสู้ไปด้วยกัน โดยจุดร่วมของทุกคนก็คือ การมองเห็นอำนาจภายใน และใช้มันให้เป็น

อำนาจภายในสู่การสร้างโลกที่ไม่อึดอัด

“คนรุ่นเราถูกกดดันจนไม่เป็นตัวของตัวเองกันแล้ว แค่จะเลือกเรียน (คณะ) ก็ยังกังวลเลยว่าจะเลือกผิดหรือเปล่า เลือกแล้วจบไปไม่มีงานทำจะทำยังไง ไม่มีความมั่นใจว่าสิ่งที่เราเลือกมันถูกต้องไหม มันทำให้ชีวิตไม่ค่อยมีความสุข”

‘ยะห์’ ไครียะห์ ระหมันยะ นักศึกษาในวัย 22 กล่าว วันนี้เธอมาเป็นกระบวนกรให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของ ‘กฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ’ ซึ่งปัจจุบันมีการบังคับแล้วในภาคตะวันออก ตามพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561

ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือชาวบ้านต้องสูดดมควันพิษ ธรรมชาติเสียหาย เสี่ยงอันตรายจากโรงงานต่างๆ แม้จะอยู่ในบ้านของตัวเองแล้วก็ตาม รวมไปถึงการเสียพื้นที่ให้กับนักลงทุนต่างชาติอีกด้วย และในปัจจุบันกำลังมีการร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ยะห์เองก็เป็นคนจะนะ จังหวัดสงขลา เธอไม่อยากเห็นความเสียหายเกิดขึ้นที่ไหนเลย รวมไปถึงที่บ้านตัวเองก็ด้วย

ยะห์เล่าว่าเธอรับรู้เรื่องนี้ตั้งแต่วัยประถมฯ มันเหมือนเป็นสิ่งที่ส่งต่อกันรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเธอก็หวังว่าการต่อสู้จะจบลงที่รุ่นของเธอ ไม่ใช่รุ่นถัดไป

แน่นอนว่าการต่อสู้มาเป็นเวลายาวนานและพูดเรื่องซ้ำๆ โดยที่ยังไม่เห็นอนาคตที่ดีขึ้นมันทำให้ยะห์เหนื่อย ซึ่งเธอเองก็ไม่แน่ใจว่ามันคือความเหนื่อยในความหมายทั่วไปหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ มันคือความรู้สึกอึดอัดเหมือนหายใจได้ไม่เต็มปอดสักที อึดอัดที่ปัญหามันยังคงอยู่ อึดอัดที่ไม่รู้ต้องสู้ไปถึงเมื่อไหร่ และอึดอัดกับอากาศที่มันไม่ได้สะอาดเหมือนแต่ก่อนแล้ว

แต่สิ่งหนึ่งที่ผลักดันยะห์ตลอดคืออำนาจภายในของตัวเอง สำหรับเธอมันคือ ‘การรู้จักรากเหง้าของตัวเอง’ นี่คือพลังที่ทำให้ยะห์ยังไม่หยุดสู้

“เรายังคุยกับคนทำงานด้วยกันอยู่เลยว่าตกลงแล้วอำนาจภายในของเราคืออะไรกันแน่ สำหรับเรามันคือการรู้จักรากเหง้าของตัวเอง เรารู้ว่าตัวเองมาจากไหนและกำลังรักษาอะไร เป้าหมายของเราคือพัฒนาให้รากเหง้าของเราอยู่ต่อตามยุคสมัยใหม่ได้”

ยะห์บอกว่าถ้าไม่รู้จักอำนาจภายใน เธอก็คงเหมือนคนลอยน้ำ ลอยไปเรื่อยๆ รอให้กระแสน้ำพัดพาไปอย่างเดียวโดยที่ไม่รู้ว่าจะถึงฝั่งเมื่อไหร่ แต่การรู้จักอำนาจภายในทำให้เรากำหนดทิศทางที่จะว่ายไปได้ แม้ไม่รู้ว่าถึงฝั่งเมื่อไหร่แต่อย่างน้อยก็ได้เลือกทางของตัวเอง

กระบวนการการถอดตัวตนและมานั่งคุยกันง่ายๆ สบายๆ แบบนี้คือภาพของโลกในอนาคตที่ยะห์อยากเห็น เธอบอกว่ามันคงจะดีถ้าเธอได้คุยกับคนที่มีอำนาจเหนือกว่าหลายๆ คนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนี้ อยากให้แต่ละคนถอดอำนาจนั้นออกไป คุยกันแบบคนเท่ากัน เพื่อสร้างโลกให้กับคนรุ่นถัดไปอยู่ได้อย่างไม่อึดอัด ไม่ได้หมายถึงแค่เธอ แต่หมายถึงคนรุ่นถัดไปจากเธออีกด้วย

“เราอยากอยู่ในโลกที่ไม่อึดอัด หายใจสะดวก โลกที่มีแต่ความจริงใจ โลกที่ปล่อยให้เรากล้าคิดกล้าทำโดยไม่ต้องกังวลว่าจะทำอะไรผิดไหม หรือว่าถ้าทำผิดเราก็ยังสามารถหาทางออกและแก้ไขมันได้”

ความหวังของยะห์ในฐานะคนรุ่นถัดไปบนโลกใบนี้ แม้สักวันหนึ่งเธอจะอาจจะเปลี่ยนสถานะจากคนรุ่นถัดไป กลายเป็นคนรุ่นเก่า ยะห์ก็ได้แต่หวังว่าสิ่งที่ทำเธอไว้ในวันนี้จะช่วยให้คนรุ่นถัดไปอยู่ในโลกที่สะดวกสบาย โลกที่หายใจเต็มปอดมากขึ้น