สันติ ตัวละครจากเรื่องสงครามส่งด่วนบอกว่า “เงินอยู่ในอากาศ อยู่ที่ว่าจะคว้ามาได้หรือเปล่า” ประโยคประมาณนี้กลายเป็นบทพูดสุด Cliche ที่กลับมาฮิตอีกครั้ง เพราะทุกคนล้วนอยากได้ปัจจัยที่ 1 ในชีวิตที่เรียกว่าเงินทั้งนั้น ทำให้ในช่วง 5 ปีมานี้เรียกได้ว่าเป็นยุคนักคอนเทนต์เฟื่องฟูวิทยา (คล้ายๆ กับยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ) หลังจากแฟลตฟอร์มอย่าง Facebook หรือ Tiktok ประกาศอัดฉีดรายได้หากว่าคุณทำยอดวิวถึงตามเป้า
ตอนนี้ใครๆ ก็คว้าเงินจากการปั้นคอนเทนต์ได้ โดยไม่แคร์ว่าคอนเทนต์ที่ได้ยอดวิวยอดแชร์นั้นจะเป็นแบบไหน
“เรารู้สึกว่าคอนเทนต์ของเราควรให้ประโยชน์ได้มากกว่าความบันเทิง”
แต่แพร – กิตติ์ธัญญา เวชกุลไชยพงศ์ เจ้าของเพจ KP ตะลอนแหลก ที่มีพื้นที่บนหน้าสื่อโซเชียลมานานกว่า 5 ปี และมีผู้ติดตามในเฟสบุ๊คมากกว่า 2.6 ล้านคน มองลึกกว่านั้น ไม่ใช่ในฐานะเจ้าของเพจ หรือนักรีวิวที่ทำอาชีพนี้มานาน แต่แพรบอกว่าตอนนี้สังคมออนไลน์ก็คือสังคมหนึ่งในชีวิตแล้ว “ดังนั้นเราจะทำ หรือผลิตคอนเทนต์อะไรลงไป เราต้องคิดเยอะขึ้น”
คำว่าคิดเยอะขึ้นของแพร ไม่ได้เหมารวมแค่การรีวิวอาหาร เคี้ยวๆ กลืน บอกรสชาติ ราคา สถานที่ตั้งแล้วก็จบ แต่คือการเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนร้านค้าเล็กๆ ในพื้นที่ที่รอค้นพบ รวมถึงการเป็นตัวกลางระหว่างผู้ค้ากับผู้ซื้อหากราคาที่ลูกเพจของแพรนั้นได้สินค้าไม่ตรงปก หรือราคาไม่เป็นตามที่แพรเคยรีวิวไว้

“สื่อโซเชียลก็เป็นสังคมแบบหนึ่ง และเมื่อเราเผยแพร่อะไรออกไป มันไม่ใช่แค่เราที่ดู มันคือคนทั้งสังคมที่ได้เห็น” แพรกล่าว
นับรวมๆ 5 ปีที่แพรยึดการรีวิวเป็นอาชีพหลัก ณ ตอนนี้ จุดยืนของแพรขยับขยายนิยามการรีวิวให้ไปไกลมากขึ้น ทั้งการรับผิดชอบตัวเองผ่านการลดน้ำหนัก และรับผิดชอบสังคมในแบบนักรีวิวที่แพรตั้งเป้าไว้
วันนี้เราไม่ได้ชวนแพรมารีวิวเมนูอะไร เหมือนประโยคที่ทุกคนคุ้นหู อย่าง “สวัสดีค่ะ วันนี้แพรจะมารีวิว….” แต่บทสนทนาต่อไปนี้ เราชวนแพรมารีวิว และรีแคปตัวเองในฐานะที่แพรบอกว่า ไม่อยากนิยามตัวเองว่าอินฟลูเอนเซอร์ ไม่อยากเรียกว่าคนดังนักทำคอนเทนต์ แต่เป็น ‘นักรีวิวท่านหนึ่งที่ออกกำลังกายได้นิดหน่อย’
จากจานอาหารถึงหน้าฟีด เพราะเรื่องกินคือเรื่องใหญ่
แพรเริ่มต้นทำเพจได้ประมาณ 8 ปี แต่ถ้านับถึงการจัดตั้งเป็นบริษัทหรือหารายได้จากช่องทางนี้อย่างจริงจัง คือเมื่อราวๆ 4-5 ปีก่อน
“จริงๆ ตอนแรกเพจนี้ไม่ได้ตั้งใจจะทำรีวิวอาหารเลย แพรตั้งใจจะขายของ เปิดเพจเพื่อธุรกิจ แต่สุดท้ายไม่ได้ขายอะไรเลย ก็เปลี่ยนชื่อ แล้วค่อยๆ ลงภาพอาหารที่ตัวเองกิน บอกเล่าเหมือนไดอารี่ชีวิตผ่านมื้ออาหาร เพราะคิดว่าอาหารเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้ คุยกันได้ทุกวัน”
แพรเป็นคนที่เอนจอยกับอาหารและการกิน ในช่วงแรกๆ ของการทำเพจเลยเป็นการทำแบบเอาความสนุกส่วนตัวมากกว่าคิดถึงผลกำไร
“KP ย่อมาจากคุณแพร ส่วนตะลอนแหลก คือความหมายเดียวกับคำว่าแดกแหละ แต่เพราะรู้สึกว่าเป็นคำที่ไม่สุภาพ อาจไม่เหมาะสมในบางบริบท แม้จะใช้กันในหมู่เพื่อนฝูงได้ เลยเลือกใช้คำว่า ‘แหลก’ แทน เพราะมีความหมายซ้อน สามารถสื่อได้ทั้งการกินแบบจัดเต็ม หรือการออกเดินทางแบบตะลอนไปทั่ว”
การทำเพจแบบที่ยึดความสุขของตัวเอง จากที่แพรบอกว่า “อาหารเป็นเรื่องที่คนเข้าถึงง่าย และคุยกันได้ทุกวัน” ใน 4 ปีหลังที่เริ่มมีรายได้จากสปอนเซอร์ และจดทะเบียนเป็นธุรกิจอย่างถูกต้อง KP ตะลอนแหลกจึงนับเป็นเพจรีวิวอย่างเป็นทางการ และก้าวมาเป็นช่องรีวิวที่มีผู้ติดตามเกือบ 3 ล้านคน

เมื่อมีผู้ติดตามมากขึ้น ทำให้จุดยืนด้านการรีวิวของแพรถูกปรับ โดยที่แพรมองว่าเพจควรมีคุณค่าและประโยชน์ต่อคนอื่น ไม่ใช่แค่เพื่อความสุขส่วนตัว จึงเริ่มให้ความสำคัญกับร้านอาหารท้องถิ่น SMEรายย่อย และร้านในต่างจังหวัดที่ไม่เป็นที่รู้จัก เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน
“จากที่ลงเพราะความชอบส่วนตัว กลายเป็นว่าเราต้องคิดเยอะขึ้นเพราะมีคนดูรอเราอยู่ คนเริ่มคาดหวังมากขึ้น เราก็รู้สึกว่าคอนเทนต์ของเราควรให้ประโยชน์ได้มากกว่าความบันเทิง อย่างการรีวิวร้านอาหารเล็กๆ ร้านในต่างจังหวัด บางร้านแทบไม่มีคนรู้จักเลย พอเราลง คนก็ไปตาม แล้วร้านอยู่ได้ นี่แหละค่ะคือสิ่งที่ทำให้แพรอยากทำต่อ”
ในช่วงหลังๆ มานี้ คอนเทนต์ในช่องทางของแพร จึงมีความยาวมากขึ้น และเริ่มรีวิวร้านนอกกระแส หรือร้านนอกเมืองใหญ่
“แพรจะไม่ค่อยอยากรีวิวแต่ร้านดังที่ใครๆ ก็รู้จัก แต่อยากให้ร้านเล็กๆ ที่คนไม่รู้จัก ได้มีโอกาสบ้าง”
แพรมองว่ารีวิวที่มีคุณค่าคือรีวิวที่พาให้คนได้รู้จักร้านที่ “หาเองอาจไม่เจอ” แพรเลยตั้งใจจะเป็นสะพานให้ร้านเหล่านี้ได้ปรากฏต่อสายตาคนดู

“เวลาลงร้านต่างจังหวัด แพรไม่ได้ลงแค่ร้านเดียว แพรลงเป็นสิบๆ ร้านในคลิปเดียว เพื่อให้คนไปเที่ยวแล้วได้ประโยชน์จริง”
เพราะแพรก็คือคนหนึ่งที่ดูรีวิวก่อนไปหาร้านใหม่ ทำให้แพรเห็นว่ารีวิวแบบนี้ช่วยให้คนวางแผนการเดินทางได้ง่ายขึ้น และส่งผลดีต่อร้านเล็กๆ หลายร้านในพื้นที่เดียวกันในคราวเดียว เป็นการช่วยกระจายรายได้ในเชิงระบบ
“ร้านเล็กที่ดี อาจไม่มีเสียงดัง แต่เพจเราอาจเป็นไมโครโฟนให้เขาได้”
จริงใจต่อตัวเอง จริงใจต่อคนดู เพราะเข้าใจดีว่าคอนเทนต์หนึ่งสร้างผลกระทบได้แบบมหาศาล
เพจ KP ตะลอนแหลกเริ่มรีวิวร้านค้ารายย่อย ร้านเล็กๆ ในต่างจังหวัดมากขึ้น แต่ก็ใช่ว่าจะงดรับสปอนเซอร์ เพราะการรีวิวยังคงยึดเป็นรายได้หลักในชีวิต ส่วนนี้ทำให้แพรสร้างจุดยืนของตัวเองที่แข็งแรงมากขึ้นด้วยความจริงใจที่มีให้คนดู
“แพรไม่รับงานพวกอาหารเสริม ยา หรือสินค้าที่ให้สรรพคุณเกินจริง ถ้ายังไม่ได้ลองเองจริงๆ แพรจะไม่พูด เพราะไม่อยากให้ใครไปซื้อเพราะเชื่อเรา แล้วเกิดอันตราย เรารีวิวเฉพาะที่กินจริง เจอจริง และพูดตามตรง ถ้าอร่อยก็บอก ถ้ายังไม่โอเคก็แจ้งร้านว่าอะไรต้องปรับปรุงก่อน”
อีกส่วนหนึ่งคือหากอาหารที่ได้รับสปอนเซอร์มา มีรสชาติที่ไม่ถูกใจ ถูกปาก แพรจะแจ้งกับทางผู้จ้างโดยตรงว่าจะรีวิวยังไง หากสปอนเซอร์รับได้ก็มีตกลงกันเกิดขึ้น แต่ถ้าเกิดข้อตกลงที่ไม่ชัดเจน หรือให้พูดตามที่ได้รับบรีฟมาแพรขอปฏิเสธดีกว่า ซึ่งจุดนี้แพรมองว่าเป็นทั้งความจริงใจให้กับทางแบรนด์ และลูกค้าที่เป็นลูกเพจของแพรเอง แม้ว่าตัวรายได้จะลดลง แต่แพรก็พยายามหาช่องทางเผยแพร่คอนเทนต์ส่วนอื่นๆ ทดแทนรายได้ส่วนนี้ไป
“มีบางเคสที่รสชาติยังไม่โอเค แพรก็บอกลูกค้าไปเลยว่าไม่ขอรีวิวตอนนี้ ให้เขากลับไปปรับก่อน ถ้าเขาปรับแล้วดีขึ้น ก็กลับมาคุยกันใหม่ได้ แพรเชื่อว่าเราให้โอกาสเขาพัฒนาสินค้าได้ ไม่ใช่แค่ปฏิเสธแล้วจบ”
แพรนิยามสิ่งนี้ว่า คือการรับผิดชอบต่อลูกเพจ ต่อร้านค้า และต่อตัวเอง
“ถ้าคลิปเราไปทำให้คนเข้าใจผิด หรือไปซื้อแล้วเจอราคาไม่ตรง เราก็ต้องออกมาชี้แจง และแก้ไข เราเผยแพร่สื่อในพื้นที่สาธารณะ ก็ต้องมีจริยธรรมเหมือนกัน”
แพรบอกว่าคลิปรีวิวอาหารของแพรมีความยาวเพิ่มมากขึ้น บางคลิปมีเวลาเกือบ 1 ชั่วโมง แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือคลิปเหล่านั้นแพรไม่ได้มีสคริปต์” (script) แต่เนื้อหามาจากการกินจริง การจดรายละเอียด และสอบถามความถูกต้องของข้อมูลให้ชัดเจนที่สุด
“เรื่องของรสชาติเป็นเรื่องส่วนบุคคล ต่างคนกินไม่เหมือนกัน แต่แพรจะไม่แต่งภาพเกินจริง จะไม่บอกว่าอร่อยหรือไม่อร่อย และจะเน้นบอกว่าอาหารนี้รสชาติเป็นยังไง มีรสชาติอะไรนำ หวานนำ เปรี้ยวตาม เค็มนิดหน่อย อะไรแบบนี้ เพื่อให้คนดูไปลองนึกรสชาติหรือจินตนาการตามได้ ดีกว่าบอกว่าอร่อยหรือไม่อร่อย เพราะเรากินรสไม่เหมือนกัน แต่ที่สำคัญที่สุดแพรจะบอกทุกครั้งว่านี่คือปริมาณจริงที่ขาย เช่น ตำเส้นเล็กใส่หมูกรอบ 300 กรัม 5 ชิ้นนะ เพื่อให้เกิดความยุติธรรม และกันข้อผิดพลาดว่ารีวิวไม่ตรงปก แต่จะเลี่ยงบอกว่าน้อยหรือมาก เน้นการบอกหน่วยที่ชัดไปเลย”
แพรใส่ใจการรีวิวร้านเล็กๆ ด้วยความรับผิดชอบ ไม่ให้ร้านรู้สึกโดนจับผิด และไม่ให้คนดูรู้สึกโดนหลอก โดยที่จะสอบถามทุกร้านว่าปริมาณในภาพคือที่ขายจริงหรือไม่ และจะชี้แจงหากมีข้อมูลคลาดเคลื่อน
“แพรอ่านคอมเมนต์เยอะมาก เพราะเราต้องรู้ว่าเกิดปัญหาจากคลิปเราหรือไม่ บางทีลูกเพจเจอปัญหา แพรก็จะคุยกับร้านให้ เพราะแพรมองว่าทุกคนควรได้รับโอกาสในการปรับปรุง”
“การทำคอนเทนต์มันไม่ใช่แค่เพื่อความสนุก มันมีผลต่อชีวิตคนอื่นด้วย” แพรกล่าว
แพรแสดงความเป็นห่วงต่อคอนเทนต์ที่อาจนำไปสู่พฤติกรรมเลียนแบบที่เป็นอันตราย เช่น การทำคอนเทนต์กินของที่ไม่ควรกิน หรือเล่นกับอาหารปลอม ซึ่งอาจทำให้เด็กหรือผู้บริโภคบางกลุ่มเข้าใจผิด ซึ่งแพรอยากฝากบอกนักรีวิวว่านักรีวิวควรตระหนักว่า คอนเทนต์มีผลต่อพฤติกรรมคนดู และไม่ควรใช้พื้นที่สาธารณะเพียงเพื่อกระแสหรือยอดวิว
KP ตะลอนแหลกของนักรีวิวท่านหนึ่งที่ออกกำลังกายได้นิดหน่อย
ในยุคที่ใครก็เป็นนักรีวิวได้ แพรยืนยันจุดยืนของตัวเองว่าแพรที่ต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหา ไม่ใช่เพียงเพื่อยอดวิว แต่เพื่อตัวเองในระยะยาว
“เราไม่ทำเพจเพื่อดังวันเดียวแล้วดับวันถัดไป”
ซึ่งแพรบอกกับเราว่าไม่อยากนิยามตัวเองว่าเป็นอินฟลูเอนเซอร์
“เราไม่อยากเรียกตัวเองว่าอินฟลูเอนเซอร์ เพราะบางทีเราก็ลงเรื่องกีฬา เรื่องไลฟ์สไตล์บ้าง เพจของเราคือพื้นที่ของคนที่อยากแบ่งปัน แต่ต้องไม่หลอกคนดู”
ช่วงสองปีมานี้ เพจ KP ตะลอนแหลกไม่ได้ลงแค่การรีวิวอาหาร แต่ยังลงคอนเทนต์ที่แพรออกกำลังกายลดน้ำหนักด้วย ซึ่งนับว่าเป็นคอนเทนต์ตรงข้ามกันแบบสิ้นเชิง จุดนี้แพรบอกว่าก็คือการรับผิดชอบต่อสังคมในแบบของตัวเอง
“ความคิดนี้เกิดขึ้นหลังจากคลอดลูก คือเราตัวใหญ่ เวลาเข้าโรงพยาบาลต้องใช้ผู้ช่วยหลายคน รู้สึกว่าบุคลากรทางการแพทย์ทำงานหนักกับเรา ผ่าคลอดก็ต้องกรีดผ่านชั้นไขมันหลายชั้นเลยตัดสินใจลดน้ำหนัก แล้วแชร์ลงเพจที่รีวิวอาหารด้วย”
แพรมองว่า “สุขภาพของเรา” ก็คือหนึ่งในหน้าที่ทางสังคม เพราะถ้าดูแลตัวเองดี เราก็ไม่เป็นภาระของระบบสุขภาพ และยังเป็นตัวอย่างให้คนดู
“แรกๆ ก็มีเสียงทัดทานจากลูกเพจนะว่าเอามาลงทำไม แต่ก็มีอีกหลายเสียงที่ฟีดแบคมาว่าเขาเห็นเราออกกำลังกายได้ ลดน้ำหนักแล้วเขามีกำลังใจมากขึ้น เพราะแม้ว่าเราจะกินได้ สุขภาพเราก็ต้องดีได้ด้วย”

แพรเล่าว่าแพรรีวิวอาหารทุกวัน แต่ไม่ได้หมายความว่าแพรกินหมดทุกจาน หรือกินตลอดทั้งวัน
“แพรจะจัดสมดุลให้ตัวเอง เช่น ถ้าวันไหนถ่ายงานเยอะ ก็จะกินแค่พอถ่ายเสร็จ หรือแชร์กับทีมงาน และแพรพยายามออกกำลังกายสม่ำเสมอ มองว่าสุขภาพสำคัญมาก เพราะถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง เราก็รีวิวไปได้ไม่นาน”
แพรคิดว่าการลดน้ำหนักเชื่อมโยงกับความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านหนึ่ง
“ถ้าเราดูแลตัวเองดี เราก็ไม่เป็นภาระใคร ไม่เจ็บป่วยง่าย ไม่สร้างภาระให้ระบบสาธารณสุข และที่สำคัญ เราไม่สร้างภาพลวงให้คนอื่นเข้าใจผิด เช่น “กินเท่าไรก็ผอม” หรือ “อาหารเสริมช่วยทุกอย่าง” แพรคิดว่าตรงนี้คือจุดที่นักรีวิวต้องซื่อตรงมากๆ ”
สิ่งที่แพรอยากฝากบอกคือ
“อย่ากดดันตัวเอง อย่าเปรียบเทียบกับใคร สุขภาพดีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สำคัญที่สุดคือฟังร่างกายตัวเอง กินอย่างมีสติ ออกกำลังกายพอดี และถ้าจะตามใครสักคน ก็ขอให้ตามคนที่ให้ข้อมูลจริง ไม่ใช่คนที่แค่พูดเพราะได้เงิน”
