“ตัดผมมาใหม่หรอ ฉันว่ามันอาจจะยังนะ”
“เสื้อตัวนี้ที่เธอใส่ แอบสวยนะ”
“วิชานี้ต้องอ่านเยอะๆ อาจารย์แอบดุ ข้อสอบก็ยากอยู่นิดนึง”
จากประโยคข้างต้น ผู้พูดรู้สึกอย่างไร (10 คะแนน)
ถ้ามีโจทย์แบบนี้จริงๆ ก็เป็นข้อสอบที่ไม่ง่ายเลย ยิ่งมาอยู่ในภาษาเขียนยิ่งเดาใจคนพูดไม่ถูกเพราะมันไม่สุดสักทาง ดูอย่างประโยคแรก ถ้ามีเพื่อนมาพูดแบบนี้ใส่ เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่าตกลงผมที่ตัดมาใหม่สวยหรือไม่สวย หรืออย่างประโยคสุดท้ายที่ทำเอางงแล้วงงอีก อาจารย์แอบดุคือการดุประมาณไหน? แล้วข้อสอบที่ว่ายากนิดนึง มันคือยังไงกันแน่?
คำว่า แอบ อาจจะ นิดนึง หรือแม้กระทั่งการลงท้าย 555 ไว้หลังประโยค ปรากฏอยู่ในแชทที่คุยกับคนรอบตัวมากขึ้น จริงอยู่ที่คำวิเศษณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ใช้ แต่การใช้คำบางคำกลับเพิ่มความกำกวมมากขึ้นแทนที่จะตรงไปตรงมา แถมความถี่ของการใช้กำลังสะท้อนอะไรบางอย่างให้เราเห็น
ไม่ใช่แค่ในแชทไลน์ แม้แต่งานวิชาการหรือการบ้านก็มีให้เห็น ‘ผศ.ชุณพฤทธิ์กร จิรบวรกิจ’ หรือ อ.ชาง คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าว่าตัวเองก็เริ่มเห็นนักศึกษาใช้ ‘คำลดน้ำหนัก’ บ่อยในงานเขียน เช่น อาจจะ น่าจะ ค่อนข้าง ในแง่หนึ่งเข้าใจได้ว่านักศึกษาต้องการแสดงความคิดเห็นที่ยังไม่การันตีออกมาหรือโต้แย้งข้อมูลบางอย่าง แต่ในขณะเดียวก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำเหล่านี้กำลังถูกใช้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ
“หัวใจของภาษาในสมัยก่อนคือความสุภาพแบบดั้งเดิม พูดครับ พูดค่ะ แต่ว่าในปัจจุบันมันมีเรื่องของความรวดเร็วหรือว่าเรียลไทม์ของสื่อโซเชียลมีเดีย อันเนี้ยก็มีผล เราอาจจะต้องใช้ถ้อยคำที่มันมีความระมัดระวังมากขึ้น”
การสื่อสารสมัยนี้เน้นความเร็ว แต่ในขณะเดียวก็ต้องทั้งเร็วและไม่ก้าวร้าว อาจารย์มองว่านี่ก็เป็นเหตุผลที่คนเลือกใช้คำที่ระมัดระวังมากขึ้นแต่ก็ยังสื่อสารได้ นั้นก็คือถ้อยคำลดน้ำหนักทั้งหลายนั้นเอง

สังคมลดการปะทะ
การเลือกใช้คำสะท้อนพฤติกรรมมนุษย์ได้ ในฐานะอาจารย์ด้านภาษาศาสตร์ภาษาไทย อาจารย์ชางมองว่าทั้งหมดนี้มีที่มาที่ไป
อย่างแรก คำว่า แอบ ค่อนข้าง อาจจะยัง สะท้อนความระมัดระวังของคนสมัยนี้มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงรักษาระยะห่างระหว่างผู้พูดและผู้ฟังอีกด้วย
“คำที่มันเป็นถ้อยคำลดน้ำหนักมันช่วยเบรกอารมณ์ได้ เช่น คำว่าแอบชอบ บางทีมันคือการบอกความรู้สึกออกไป แต่ว่าขอเว้นช่องทางให้เราถอยหน่อยเผื่อเขาปฏิเสธมาแล้วจะได้ไม่หน้าแตก หรือว่าคำอาจจะหมายถึงแอบชอบจริงๆ ก็ได้นะ เป็นการยืนดูอยู่ห่างๆ”
‘กลัวหน้าแตก’ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนเลือกในถ้อยคำลดน้ำหนัก สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมการสื่อสารแบบรักษาหน้า พูดง่ายๆ คือ ผู้พูดจะไม่ดูใจร้ายและผู้ฟังจะไม่รู้สึกกระทบกระเทือน สิ่งเหล่านี้ประกอบมาจากสังคมไทยที่มีการสื่อสารแบบ ‘อิงบริบทสูง (High-context culture)’ ที่หมายถึงการพูดที่ไม่ได้มีความหมายแค่คำพูด แต่ต้องอิงสีหน้า ท่าทาง โทนเสียง เข้าไปด้วย
เช่น เรามีนัดกับเพื่อนแล้วเราไปสาย เรากล่าวขอโทษแล้วเพื่อนตอบว่า ไม่เป็นไร ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่เป็นไรจริงๆ เสมอไป ต้องดูท่าทางและน้ำเสียงประกอบด้วย มันอาจจะเป็น ‘ไม่เป็นไร’ แบบเสียงต่ำ ห้วนๆ คนพูดกลอกตา หรือ ‘ไม่เป็นไร’ แบบที่คนพูดยิ้มแย้ม เสียงสูง ซึ่งให้ความหมายคนละแบบอย่างชัดเจน
“มันเป็นเรื่องของวัฒนธรรม เรื่องของความเกรงใจ การรักษาน้ำใจ ที่มันอยู่เบื้องหลังถ้อยคำเหล่านี้”
อีกหนึ่งอย่างที่มองข้ามไปไม่ได้คือ การใช้ถ้อยคำแบบนี้ทำให้เห็นว่าคนไทย ‘กลัวการปะทะ’ ยิ่งในโลกออนไลน์ที่พิมพ์ไปไม่กี่วิก็มีคนเห็นเป็นร้อยๆ ได้หากถูกแชร์ออกไป ขนาดพิมพ์ในแพลตฟอร์มที่คิดว่าเป็นส่วนตัวแล้วก็ยังเสี่ยงถูกส่งต่อไปให้คนอื่นได้ ฉะนั้นจะพิมพ์อะไรก็มักระมัดระวังเป็นพิเศษ
เพราะแบบนี้เองเรามักเห็นถ้อยคำลดน้ำหนักบ่อยครั้ง ไม่ก็คำว่า ‘คหสต (ความเห็นส่วนตัว)’ เพื่อเป็นเกราะป้องกันไว้ก่อนว่า สังคมจะมองว่ายังไงก็แล้วแต่ แต่ฉันมองแบบนี้ เพราะฉะนั้นมาว่ากันไม่ได้
ในแง่หนึ่งมันแสดงให้เห็นความระมัดระวัง ความรอบคอบ แต่ในขณะเดียวการใช้ถ้อยคำเหล่านี้บ่อยเกินไปทำให้ละเลยแก่นสารจริงๆ ที่ต้องการจะสื่อเพราะมัวแต่อ้อมไปอ้อมมา ยกตัวอย่างสถานการณ์หมอกับคนไข้ ระหว่างหมอพูดว่า “คนไข้น่าจะต้องลดน้ำตาล” กับ “คนไข้ต้องลดน้ำตาล” ในความหมายของหมอจริงๆ ต้องการให้คนไข้ลดน้ำตาลแบบจริงจัง แต่การเพิ่มคำว่า ‘น่าจะ’ ทำให้คนไข้คิดว่า ไม่ต้องลดก็ได้ เพราะหมอบอกว่าน่าจะ
“อันนี้พูดในแง่บริบทการทำงาน สมมติประชุมกันก็พิมพ์ตอบในไลน์ อีกฝ่ายพิมพ์ว่า ‘อันนี้น่าจะยังไม่ได้สรุป’ เราก็อ้าว น่าจะยังแปลว่าอะไร ทั้งๆ ที่มันจะต้องฟันธงแล้วนะ งานมันต้องส่งต่อไปแล้ว”
อาจารย์ชางยกตัวอย่างจากสถานการณ์จริง การระมัดระวังมากเกินไปก็ส่งผลเสียต่อการทำงานได้เช่นกัน

เรื่องยากต้องพูดยาก
แต่ต้องยอมรับว่าเรื่องที่จริงจัง ก็ควรพูดจริงจัง การพยายามลดน้ำหนักของบทสนทนาไม่ได้ช่วยให้สื่อสารตรงกันเสมอไป อาจารย์ชางยกตัวอย่างสถานการณ์ที่พบได้บ่อยว่าคนมักทำเรื่องยาก ให้เป็นเรื่องง่าย จนไม่ตรงไปตรงมา คือการที่พ่อแม่เปิดใจคุยกับลูกที่เป็น LGBTQ+
“ประเด็นเรื่องเพศมันมีความอ่อนไหวของแต่ละบ้านที่ไม่เหมือนกัน ควรจริงจังเพราะว่าจะได้เข้าใจกันสักที การหลบกันไปหลบกันมาอาจจะทำร้ายจิตใจของกันและกันมากกว่าด้วยซ้ำ ถ้ามีเวลาแล้วเรามานั่งคุยกันสักนิดนึงว่าลูกเป็นยังไง ลูกชอบแบบนี้ใช่ไหม แล้วจะปรับยังไงกันต่อ”
การเปิดใจคุยกันอาจจะมีกระทบกระทั่งบ้าง แต่เจ็บแล้วจบ ยิ่งถ้าเป็นการสนทนาที่ต่างฝ่ายต่างถนอมน้ำใจกัน มันอาจจะไม่มีใครเจ็บเลยก็ได้
อาจารย์ชางชี้ว่าการสื่อสาร ถ้าทำให้เป็นและใช้อย่างเท่าทัน มันจะเป็นสิ่งที่ทรงพลังมากๆ เพราะการสื่อสารพาเราไปรู้จักคนใหม่ๆ หรือรู้จักคนเดิมๆ ในมิติที่ลึกซึ้งขึ้น ใช้รักษาความสัมพันธ์ ใช้นำทางไปยังสิ่งที่เราต้องการได้
แต่ในขณะเดียวกัน การรู้ไม่เท่าทันการใช้ภาษา ก็อาจจะทำให้การสื่อสารคลาดเคลื่อนได้ ผู้พูดกำลังชม แต่เราคิดว่าเขากำลังตำหนิ มันก็นำไปสู่ความขัดแย้งในอนาคตได้เช่นกัน อาจารย์มองว่านี่ต่างหากคือสิ่งที่เรียกว่า ‘ภาษาวิบัติ’ อย่างแท้จริง ยิ่งกว่าการพิมพ์ ครัช คร๊าฟ ฮ้าฟฟู่ เพราะอย่างน้อยคำพวกนี้ก็ถูกใช้กับคู่สนทนาที่เข้าใจตรงกัน
ฉะนั้นการสื่อสารที่ดีก็คือการสื่อสารที่เข้าใจ ตรงไปตรงมา แบบไม่ทำร้ายใครนั้นเอง

