ปกป้องผู้กระทำความผิด

‘วัฒนธรรมปกป้องผู้กระทำผิดทางเพศ’ ผลพวงจากสังคมชายเป็นใหญ่และระบบอุปถัมภ์

“เขาเป็นเพื่อนที่ดี เป็นพี่ชายสุดเจ๋ง และเป็นคนต้นแบบของสังคม”

“เขาเป็นคนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม ความเสมอภาค และมีน้ำใจให้คนอื่นเสมอ”

ข้อความในจดหมายที่นักแสดงชื่อดังอย่างแอชตัน คุทเชอร์ (Ashton Kutcher) และมิลา คูนิส (Mila Kunis) เขียนถึงศาลในการพิจารณาคดีที่เพื่อนนักแสดงแดนนี่ มาสเตอร์สัน (Danny Masterson) ถูกฟ้องว่าข่มขืนผู้หญิง 2 คน 

ซึ่งมาสเตอร์สันถูกพิจารณาว่าผิดจริง และได้รับโทษจำคุก 30 ปี เสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิ่งที่ตามหลังจากมีการเปิดเผยจดหมายฉบับนี้ บางคนมองว่าการกระทำนี้เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ เหมือนแสดงจุดยืนว่าทั้ง 2 คนสนับสนุนและยืนเคียงคนถูกตัดสินว่าทำผิดจริง สวนทางกับภาพลักษณ์ของ 2 นักแสดงที่ประกาศตลอดว่า พวกเขาสนับสนุนเหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดและใช้ความรุนแรง พร้อมสนับสนุนบริจาคเงินให้หลายองค์กรที่ทำงานในเรื่องนี้

แม้ภายหลังแอชตันและคูนิสจะออกมาขอโทษและบอกว่า ที่เขียนจดหมายนี้ขึ้นเป็นเพราะครอบครัวของมาสเตอร์สันขอร้องพวกเขา ในฐานะคนที่รู้จักกันมา 25 ปี พวกเขาเพียงเขียนจดหมายนี้ให้ศาลพิจารณาประกอบในการตัดสินคดี ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายจะแทรกแซงหรือหักล้างคำให้การของผู้ถูกกระทำใดๆ 

นี่เป็นสิ่งที่เราสามารถพบเห็นได้ เมื่อมีข่าวใครสักคนกระทำความผิดทางเพศ ก็จะมีคนรู้จัก คนใกล้ชิดออกมาบอกว่าเขาดีอย่างไร หรือปกป้องว่าไม่มีทางทำสิ่งนี้ ระหว่างที่คดียังไม่ถูกพิจารณา แม้ว่าการออกมาจะเพื่อเล่าข้อเท็จจริงในฐานะคนรู้จัก แต่ด้านหนึ่งมันก็อาจส่งผลต่อคดีความ หรือสถานะของคนที่ถูกกระทำ

Mutual ชวนจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มาคุยกันในประเด็นนี้ วัฒนธรรมปกป้องผู้กระทำผิดมีรากฐานมาจากอะไร ส่งผลอะไรบ้าง และเราในวันหนึ่งที่อาจมีโอกาสตกในสถานะนี้จะแสดงออกอย่างไร

ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน

ชายเป็นใหญ่ อำนาจนิยม และระบบอุปถัมภ์

3 สิ่งที่มีอยู่ในสังคมเรา เป็นรากฐานของเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการคุกคาม ล่วงละเมิด หรือการปกป้องผู้กระทำ

จะเด็ดอธิบายว่า ความคิดแบบปิตาธิปไตย หรือชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมทางเพศโดยเฉพาะชายและหญิง จนเกิดเป็นทัศนคติบางอย่าง เช่น ถ้าผู้ชายผิวปากแซวผู้หญิงเป็นเรื่องธรรมดา หรือสามีใช้ความรุนแรงกับภรรยาเป็นเรื่องปกติของผู้ชาย นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการคุกคามและการกระทำอื่นๆ

ส่วนการปกป้องนั้น จะเด็ดมองว่าเป็นเรื่องของอำนาจนิยมซึ่งแฝงอยู่ในรูปแบบต่างๆ ในสังคมไทย เช่น ระบบอุปถัมภ์ ซึ่งมีอยู่ในหลายๆ ระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบข้าราชการ ระบบการศึกษา ระบบการเมือง หรือระบบศาสนา เป็นต้น คนที่มีอำนาจเหนือกว่าก็จะอุปถัมภ์ดูแลคนที่อยู่ใต้ ถือว่าเป็นพวกพ้องของตัวเอง ขณะเดียวกันคนที่อยู่ใต้การดูแลก็พร้อมทำทุกอย่างเพื่อหัวหน้า เรียกว่า ‘นาย-บ่าว’

“ที่มูลนิธิเคยเจอเคสคนที่กระทำเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน (ผอ.) ซึ่งเป็นบทบาทที่สังคมยอมรับมาก ยิ่งถ้าอยู่ในต่างจังหวัดเขาเปรียบเสมือนเป็นผู้นำชุมชนเลยนะ ทุกคนต่างยอมรับว่าเขาเป็นคนดี ฉะนั้น เขาจะไปทำร้ายคนอื่นได้ยังไง เขาไม่มีทางทำเด็กหรอก

“ซึ่งคนที่ออกมาปกป้องเป็นครูในโรงเรียน แน่นอนว่าเพราะคนนี้เป็นผอ. เขาดูแลอุปถัมภ์ลูกน้อง ลูกน้องที่ไหนจะกล้าบอกว่าเขาทำเด็กละ ถึงแม้จะรู้ว่าตัวผอ.มีปัญหา เขาก็ไม่กล้าบอกหรอก เพราะมีอำนาจเหนือกว่าที่ให้คุณโทษได้ มีระบบอุปถัมภ์ที่ค้ำจุนอยู่ เป็นลักษณะหนึ่งของสังคมไทยที่จะทำอะไรก็ยากมาก”

จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล

‘คนดี’ มันเป็นคำที่ใช้แก้ต่างมากที่สุด ไม่ว่าจะเพราะอาชีพบทบาทที่พวกเขาเป็น ถูกมองว่ายังไงก็ต้องเป็นคนดีอยู่แล้ว อย่างครู พระ หรือพ่อ ทำให้บางครั้งการปกป้องอาจจะไม่ได้มาจากระบบอุปถัมภ์ แต่เพราะบทบาทเหล่านี้ที่เราต่างถูกปลูกฝังมายาวนานว่าต้องเป็นคนดี

“นอกจากครูที่เราเจอเยอะๆ เลย ก็คือพ่อ พ่อจะข่มขืนลูกได้ยังไง เพราะพ่อเป็นคนที่รักลูก ดูแลลูก หรือพ่อจะคุกคามทางเพศลูกได้ยังไง แค่จับนิดจับหน่อยเป็นเรื่องของความรัก จริงๆ แล้วถ้ามองในแง่เนื้อตัวร่างกาย คือ การละเมิดสิทธิ์ที่พ่ออาจจะไม่รู้ตัวก็ได้ แต่เรื่องนี้มันลึก 

“อย่างที่บอกว่าความคิดชายเป็นใหญ่มันฝังไว้ ผู้ชายรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจเหนือกว่า ทั้งในเชิงตำแหน่งหน้าที่การงาน มีลักษณะการอุปถัมภ์คนที่อยู่ใต้อำนาจตัวเอง หรือคนที่อยู่ใต้อำนาจที่ต้องคอยปกป้องช่วยเหลือคนข้างบน” 

มันเป็นเรื่องธรรมชาติของผู้ชาย อย่าซีเรียสจริงจัง

“คนพวกนี้จะมีความเชื่อว่า เขาจะมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงแบบไหนก็ได้ จะทำอะไรได้หมด ไม่สนใจเรื่องการยินยอม (Consent) เพราะเขาเชื่อว่าเขาทำได้ แต่สิ่งที่เขาทำมันไปละเมิดคนอื่น”

ตอนนี้กระแสแนวคิดความเท่าเทียมจะมาแรง คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ แต่ความเคยชินที่เกี่ยวกับพฤติกรรมเพศชายยังคงมีอยู่ และปรากฏให้เห็นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ออกมาเคลื่อนไหวประเด็นทางสังคมด้วย

นักเคลื่อนไหว หรือนักการเมืองล่วงละเมิดทางเพศ เป็นสิ่งที่เราพบเห็นในช่วงที่ผ่านมา จะเด็ดบอกว่า เมื่อบทบาทของผู้กระทำมีลักษณะต้องต่อสู้กับบางสิ่ง เช่น ทำงานสร้างความเท่าเทียมในสังคม หรือต่อสู้กับฝ่ายที่มองว่าเป็นเผด็จการ ทำให้สังคมมองว่าเขากำลังทำความดี หากมีใครออกมากล่าวโทษเขา คนคนนั้นอาจเจอเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม

“ที่เราเคยเจอเขาออกมาพูดแล้วรู้สึกตลกมาก เขาพูดทำนองว่าเราจะพูดเรื่องการคุกคามทางเพศทำไม เพราะเขากำลังต่อสู้กับเผด็จการอยู่นะ คุณจะทำให้ขบวนการแตกแยก ถ้าคุณออกมาเรียกร้องจะทำให้ผู้ชายคนนี้ดูไม่ดี หรืออีกฝั่งจะเอาเรื่องนี้ไปโจมตีได้ เป็นข้ออ้างที่ทำให้คนออกมาพูดรู้สึกแย่”

ความเคยชินและคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดาของผู้ชาย ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้การคุกคามหรือวัฒนธรรมปกป้องคนกระทำผิดยังคงมีอยู่ ในมุมจะเด็ดคิดว่า เรื่องการยินยอมในสังคมไทยคนยังไม่เข้าใจ ยังคงมองว่าเกี่ยวข้องกับทางร่างกายเท่านั้น แต่การคุกคามมีความหมายกว้างกว่านั้น กล่าวคือการกระทำต่างๆ ที่ทำให้ฝ่ายหนึ่งรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ เช่น การใช้สายตามอง ผิวปากแซว หรือพูดจาที่คนฟังรู้สึกไม่ดี

“พอสังคมไทยมีเรื่องบางเรื่องที่ยังไม่เข้าใจ เช่นอย่างเรื่องการคุกคามเนี่ย ผู้ชายบางคนก็จะมองว่าเรื่องนี้ทำได้ ฉะนั้น เขาก็ต้องปกป้องกันและกัน เพราะเขาเคยชินกับสิ่งนี้ ความคิดชายเป็นใหญ่มันบ่มเพาะคนตั้งแต่ในระดับครอบครัว จนทุกคนเคยชินที่ผู้ชายมีอำนาจเหนือกว่า เราก็ไม่อยากโทษผู้ชายอย่างเดียว เพราะเขาอาจจะไม่รู้ตัวด้วยส่วนหนึ่ง วัฒนธรรมในสังคมปลูกฝังให้หลายๆ คนเคยชินกับสิ่งนี้ เขาจะรู้สึกว่าทำนิดทำหน่อยไม่เห็นเป็นไร ถ้าไม่ชอบก็อย่ามายุ่งสิ ออกไปเลย”

เพราะความกลัวทำให้ผู้หญิงเลือกจะเป็นภรรยาปกป้องสามี มากกว่าแม่ปกป้องลูก

ความคิดชายเป็นใหญ่นอกจากจะทำให้เกิดการปกป้องในกลุ่มผู้ชายด้วยกันแล้ว เพราะมองว่าสิ่งที่ทำเป็นเรื่องปกติทั่วไป ก็ยังสร้างอำนาจให้ผู้หญิงรู้สึกว่าเขาต้องปกป้องด้วย เพราะอำนาจที่น้อยกว่า เกิดการพึ่งพิงกัน

“กรณีพ่อข่มขืนลูก เราไม่ค่อยอยากโทษญาติที่ออกมาปกป้อง หรือแม่ที่รู้สึกว่าต้องปกป้องสามี มันเป็นลักษณะของสังคมที่บ่มเพาะและกดทับจนทำให้บางทีผู้หญิงบางคนก็ไม่เข้าใจ บางเคสที่มูลนิธิต้องไปทำความเข้าใจกับเขาก่อน คุยว่าคุณไม่สามารถไว้ใจแฟนคุณได้นะ เขาสามารถทำร้ายลูกคุณได้ แม้เคสที่มูลนิธิเจอส่วนใหญ่จะเป็นแม่ที่พร้อมเคียงข้างปกป้องลูก แต่มันก็มีเคสอื่นๆ เป็นเรื่องของอำนาจที่เหนือกว่า บางคนก็ปกป้องทั้งๆ ที่รู้ความจริง เพราะความกลัว”

การออกมาปกป้องเหล่านี้หลักๆ ก็เพื่อทำให้คนกระทำพ้นผิด หรือรับโทษน้อยที่สุด จะเด็ดบอกว่าการปกป้องจะมีผลต่อคดีน้อยมากหากมีหลักฐานที่เพียงพอ แต่อาจส่งผลต่อสภาพจิตใจของคนที่ถูกกระทำ การเสริมพลัง (Empowerment) ให้พวกเขาจึงจำเป็น ระหว่างที่ต้องต่อสู้ในขั้นตอนต่างๆ จนกว่าข้อเท็จจริงจะปรากฏ

“บางทีเขาจะใช้คำพูดประมาณว่า เด็กคนนี้ก็ค้าบริการอยู่แล้ว หรือเด็กคนนี้เคยไปนอนกับผู้ชายคนนั้นคนนี้มา เขาเป็นคนไม่ดี เขาจะใช้วาทกรรมแบบนี้ อาจจะส่งผลด้านจิตใจทำให้เขารู้สึกหวั่นไหว ไม่อยากสู้แล้ว เพราะมีแต่คนมาตำหนิเขา มันเป็นมายาคติที่ฝังอยู่ในสังคมไทย ไม่โทษคนที่กระทำ แต่ตำหนิคนที่ถูกกระทำแทน เพราะเธอแต่งตัวไม่ดี ซึ่งจริงๆ แล้วต่อให้เขาแต่งตัวหรือทำอาชีพอะไร คุณก็ไม่มีสิทธิ์ไปคุกคามเขา 

“เราต้อง empowerment เขาให้ลุกขึ้นมาได้ ถ้าหลักฐานมีชัดเจนก็สู้กันไป แต่เมื่อมันถูกบั่นทอน เราก็ต้องช่วยกันต่อสู้ไปกับเขา”

นิ่งเฉย รอข้อเท็จจริงปรากฏ ยังคงใช้ได้ดี

“ผมเชื่อว่ามีหลายคนที่อาจจะปกป้องโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงก็มี เราอาจต้องมาเคลียร์ก่อนว่า คนดีไม่มีอยู่จริงบนโลกนี้หรอก ในหลักพุทธศาสนาเองก็บอกว่าคนเรามี 2 ด้าน มีทั้งกิเลส ความโลภ ความหลง หรืออาจจะมีคนที่ดีจริงๆ ก็ได้นะ เพียงแต่คำว่า ‘คนดี’ มันถูกเอามาใช้เพื่อเป็นข้ออ้างว่าคนคนนี้เขาไม่ทำเรื่องนี้หรอก เป็นข้ออ้างไว้ปกป้องคนของคุณที่เขาเป็นหัวหน้าคุณ เป็นเจ้านายคุณ เป็นลูกน้องคุณ หรือเป็นพ่อคุณแค่นั้นเอง เอาไว้โน้มน้าวสังคมให้เชื่อ หรือโน้มน้าวในระบบกฎหมาย”

ในวันข้างหน้าเราต่างก็อาจจะมีโอกาสได้อยู่ในสถานการณ์นี้ ที่คนรู้จักหรือคนใกล้ชิดถูกแจ้งว่าไปคุกคาม ล่วงละเมิด หรือใช้ความรุนแรงกับคนอื่น แล้วเราควรจะรับมือกันอย่างไร? ในมุมจะเด็ดมองว่า ควรจะอยู่นิ่งๆ ก่อน รอให้เรื่องทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์เรียบร้อย ณ วันที่ข้อจริงเท็จปรากฏ วันนั้นเราอาจจะรู้ว่าควรทำตัวอย่างไร

“ต้องเข้าใจก่อนว่าคนดีไม่มีอยู่จริง เพราะขนาดเป็นพระก็ยังมีปัญหาเลย เราต้องเชื่อก่อนว่าคนที่ใกล้ตัวเราอาจจะทำก็ได้ ถ้าเราไม่ยอมรับตรงนี้ก็จะเป็นปัญหา เราต้องให้เขาพิสูจน์ตัวเองก่อน ไม่ใช่ทุ่มทั้งตัวไปปกป้องเขาเลย 

“เราอาจต้องกลับมาพิจารณาด้วยว่าส่วนตัวเขามีพฤติกรรมเป็นอย่างไร มีโอกาสที่จะทำหรือไม่ เช่น ในฐานะแม่อาจต้องดูว่าลูกเราเคยชินกับการใช้ความรุนแรงไหม ขอว่าอย่าเพิ่งไปถลำและปกป้องเลย มันมีปัญหาจริงๆ เพราะถ้าวันที่พิสูจน์มาแล้วว่าเขาทำผิดจริง คุณจะเสียใจมาก และมันเป็นเรื่องที่เข้าข้างไม่ได้”

ส่วนกรณีที่คนไม่ได้ทำ แต่ถูกกล่าวหาว่าไปคุกคามหรือทำอย่างอื่น จะเด็ดบอกว่า เขาสามารถเรียกให้อีกฝ่ายรับผิดชอบได้ด้วยการฟ้องกลับ หรือสังคมเองก็อาจมีบทลงโทษสำหรับคนที่โกหก แต่ในจุดยืนของจะเด็ดที่ทำงานด้านนี้มาหลายสิบปี เขายังคงเชื่อว่าการเลือกเชื่อคนที่ถูกกระทำเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะพวกเขาต้องใช้เวลาและความกล้ามากว่าจะออกมาพูดสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่สังคมทำให้ได้ในการมีพื้นที่ให้พวกเขาปลอดภัย โดยเริ่มจากการรับฟังสิ่งที่เขาบอก

“คนที่โกหกผมว่าเปอร์เซ็นต์มันน้อย ส่วนใหญ่คนที่ออกมาต่อสู้เรื่องนี้เขาถูกกระทำจริงๆ การที่เขาออกมาพูดก็โดนสังคมกระหน่ำไม่ใช่น้อย กว่าจะยืนหยัดได้ บางคนต้องกินยารักษาสภาพจิตใจตัวเองไปตลอดชีวิตก็มี คุณต้องเข้าใจก่อนว่าเขาเสียอะไรไปไม่น้อย ถ้าสังคมจะช่วยเขาก็ได้ก็อยากให้ทำ 

“ยิ่งคุณออกมาปกป้องคนที่ทำผิดมันก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น หรืออาจจะทำให้เขามีโอกาสไปทำคนอื่นเรื่อยๆ ทำให้เขาได้บทเรียน กลับไปคิดใหม่ว่าสิ่งที่เขาทำมันผิด สังคมเองก็ต้องเปิดโอกาสให้เขาด้วยถ้าเขาสำนึกและได้รับผิดแล้ว” จะเด็ดทิ้งท้าย

คริสติน่า ริชชี่ (Christina Ricci) นักแสดงชาวอเมริกาออกมาแสดงความคิดเห็นถึงข่าวนี้ เธอบอกว่า บางครั้งคนที่เรารักและเคารพก็สามารถทำเรื่องที่เลวร้ายได้ เขาอาจจะไม่ได้ทำสิ่งนี้กับเรา และตัวเราเองก็ได้รู้จักพวกเขาเพียงแค่ส่วนที่เขาเปิดให้เรารู้จัก การคุกคามหรือทำร้ายคนอื่นถือเป็นอาชญากรรม

“พวกเราต่างรู้ว่าผู้ชายที่ดูเป็นคนดีมากๆ สามารถเป็นนักล่าและเป็นคนที่ทำร้ายคนอื่นได้ เป็นเรื่องยากที่จะยอมรับ แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ หากเราบอกว่าต้องการซัพพอร์ตเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง เด็ก ผู้ชาย เด็กผู้ชาย เราจำเป็นต้องแสดงจุดยืนนี้”


อ้างอิง