Psychophobia

PSYCHOPHOBIA : กฎหมายจากบราซิลที่บัญญัติว่าการ ‘ตีตรา’ คือ อาชญากรรม

“พอทุกคนในที่ทำงานรู้ว่าเราเป็นซึมเศร้า เขาก็ไม่ค่อยคุย แล้วก็พยายามออกห่าง หรือมอบงานที่ต้องทำคนเดียวให้เราทำ บางคนอาจจะโอเค แต่สำหรับเราคือมันไม่โอเค คือระบบที่ดีคนก็สามารถเลือกได้ว่าอยากทำอะไร ไม่อยากทำอะไร อย่าบังคับหรืออย่าปฏิบัติต่อกันว่าเขาคือคนป่วยมากจนเกินไป แค่รับรู้ว่ามันมีแล้วก็ให้ระวังไม่ตอกย้ำ และช่วยเหลือให้ผ่านพ้นมันไปให้ได้แค่นั้น” 

ขนม (นามสมมุติ) คือพนักงานกินเงินเดือนคนหนึ่งวัย 31 ปีที่ต้องแจ้งกับหัวหน้าว่าตนเองกำลังเผชิญสภาวะ ‘โรคซึมเศร้า’ การจรดปากกาลงบนใบลาเพื่อแจ้งแก่เพื่อนร่วมงานให้รับรู้ด้วยสาเหตุ ‘ใจป่วย’ ทำให้ขนมมองโลกหม่นไปอีกหนึ่งเฉด เพราะสภาพแวดล้อมการทำงานของเขาเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม 

เขารู้สึกว่ากำลังถูกแบ่งแยกจากสังคมที่ทำงานไปทีละนิดๆ จนหล่อหลอมให้เขารู้สึกแปลกแยก และคิดว่าตัวเองแตกต่างกับคนอื่นฃ

‘ตีตรา’ ตรึงใจ 

“เราเป็นมนุษย์…เราอับอายเมื่อมีบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับตัวเอง”

แมตต์ เฮก (Matt Haig) เจ้าของหนังสือเรื่อง ‘แด่ผู้แหลกสลาย REASONS TO STAY ALIVE’ อธิบายถึงความรู้สึกช่วงแรกที่เขารู้ตัวว่าเป็นซึมเศร้า โดยการเปรียบเปรยเหมือนว่าคล้ายกับการสะดุดล้มแล้วลุกไม่ขึ้นอีกเลย เพราะอาการป่วยทางใจไม่สามารถโชว์ให้เห็นได้ว่าบาดแผลที่มีอยู่มันรุนแรงแค่ไหน ความหนักหนาที่เขาเผชิญไม่ใช่แค่การยอมรับการป่วยของตัวเอง แต่เฮกต้องมานั่งตอบคำถามคนอื่นๆ ด้วยเช่นกันว่าสิ่งที่เขากำลังเป็นอยู่คืออะไร หน้าตาแบบไหน และสิ่งเหล่านี้กำลังทำให้เขาแตกสลายไปเรื่อยๆ เหมือนอย่างที่เขาบอกไว้ว่า “เราเป็นมนุษย์…เราอับอายเมื่อมีบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับตัวเอง” 

เพราะกล่าวกันแบบสัตย์จริง ไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะกล้าเล่าความอับอายของตัวเองแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

มึงแม่งเรียกร้องความสนใจ” ใต้คอมเมนต์ข่าวของนักร้องแรปเปอร์ AUTTA หลังจากที่เขาออกมายอมรับว่าตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงรักษาอาการซึมเศร้า และอาจจะหายไปจากวงการเพลงบ้าง AUTTA บอกกับเราว่า 

“ผมแบบ เออ คนเรามันใจร้ายเนอะ เราไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ แต่เราก็ว่ากัน ตัดสินกัน ผมว่าคนใจร้ายมันมีเยอะ ไม่ต้องถึงขั้นเรื่องสุขภาพจิตหรอก เอาแค่เรื่องอื่นๆ ติฉินนินทากันเยอะอยู่แล้ว ยิ่งเรื่องนี้ที่ความเข้าใจมันไม่เท่ากันในแต่ละคน ทำให้เราโดนว่าได้ง่ายๆ เลย” 

รูปแบบที่เกริ่นไปข้างต้น ล้วนเกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า หรือโรคทางจิตเวชอื่นๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า การที่ต้องอธิบายว่าตัวเองเป็นอะไร เป็นมากน้อยแค่ไหน แล้วก็ถูกจัดประเภทเป็นสิ่งแปลกแยกจากสังคม ทั้งหมดนี้ จากข้อมูลเชิงประจักษ์ถูกเรียกว่า ‘การตีตรา’ 

กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย นิยามไว้ว่า ‘การตีตรา (Stigma)’  เป็นเรื่องของทัศนคติ ความคิด ความเชื่อที่มีต่อการกระทำหรือพฤติกรรมของ บุคคลในสังคมที่มีพฤติกรรมแตกต่างไปจากบรรทัดฐานทางสังคมนำไปสู่การปฏิบัติที่แสดงถึงการรังเกียจ กีดกัน ทั้งทาง สายตา คำพูด การกระทำทำให้บุคคลเหล่านั้นถูกแบ่งแยก ถูกจำกัดพื้นที่ทางสังคม หรือที่เราเรียกว่า การเลือกปฏิบัติ (Discrimination)

ขณะที่ องค์การอนามัยโลก (WHO) นิยามถึง ‘การตีตราทางสังคม (Social Stigma)’ ในบริบททางสาธารณสุขว่าหมายถึงการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคลกับลักษณะบางอย่างที่มีร่วมกันหรือเป็นโรคบางชนิดที่เป็นเหมือนกัน ในแง่การระบาดของโรค คํานี้อาจหมายถึงการปฏิบัติต่อกลุ่มบุคคลด้วยการเรียกชื่อแบบดูแคลน การเหมารวม การเลือกปฏิบัติ การปฏิบัติแยกจากคนอื่น และ/หรือการ สูญเสียสถานะบางอย่างเนื่องจากความเชื่อมโยงกับโรคชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการรับรู้  

การเกิดขึ้นของคำว่า PSYCHOPHOBIA 

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมาคนทั่วโลกเข้าสู่สภาวะรู้หน้าไม่รู้ ‘ใจ’ หากนั่งมองสถิติตัวเลขประชากรโลกแบบเรียลไทม์ แค่กะพริบตาที่ใช้เวลาไม่เกิน 40 วินาทีจะพบว่ามีมนุษย์บนโลกหายไป 1 คนจากการฆ่าตัวตายสำเร็จ 

สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือความไม่แน่นอน…ไม่มีใครมีความสุขตลอดไป แม้แต่กับอาชีพที่ผูกกับความสุขอย่าง 

‘นักแสดงตลก’ 

ในปี 2554 ชิโก นีซีโอ (Chico Anysio) นักแสดงตลกระดับตำนานของบราซิลออกมายอมรับว่าเขากำลังเผชิญอยู่กับโรคซึมเศร้า และรักษามานานกว่า 24 ปีแล้ว ผ่านสัมภาษณ์พิเศษของ อันโตนิโอ เจอรัลโด ดา ซิลวา (Antônio Geraldo da Silva) ประธานสมาคมจิตเวชแห่งประเทศบราซิล (ABP, Brazilian Association of Psychiatry) 

ขณะนั้นประเทศบราซิลกำลังเจอกับปัญหาสุขภาพจิตระดับประเทศอย่างหนัก ซึ่งมีผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามากกว่า 23 ล้านคนและเกือบ 19 ล้านตกอยู่ในภาวะวิตกกังวล บราซิลได้อันดับความน่าเป็นห่วงเรื่องสุขภาพใจของคนในประเทศเป็นอันดับหนึ่งในอเมริกาใต้ และอันดับ 3 ของโลก 

จากการสัมภาษณ์นีซีโอ สามารถสร้างแรงกระเพื่อมต่อองค์กรต่างๆ ทำให้เกิดแคมเปญที่ร่วมมือกันหลายภาคส่วน และสื่อสารออกมาด้วย #PrejudiceHurts ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อต่อสู้กับการตีตราและอคติต่อผู้ที่ป่วยเป็นโรคทางจิตเวช 

“การตีตราสามารถขัดขวางการรักษาและอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายของบุคคลที่ป่วยเป็นโรคทางจิตได้”

สมาคมจิตเวชแห่งบราซิลให้นิยามไว้ 
ชิโก นีซีโอ (Chico Anysio) นักแสดงตลกชาวบราซิล
(ภาพ: José Cruz/ABr – Agência Brasil)

การตีตรา = อาชญากรรม

ทฤษฎีผีเสื้อขยับปีก (Butterfly Effect) ใช้ได้ผลเสมอ PSYCHOPHOBIA ถูกตอบรับ และสร้างแรงกระเพื่อมสู่คนในสังคมบราซิล นำไปสู่การเสนอร่างกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติในปีต่อมา เพื่อจัดประเภทพฤติกรรมที่เข้าข่าย

คำว่า PSYCHOPHOBIA ถูกยกอ้าง และอภิปรายต่อรัฐสภาบราซิลเพื่อผลักดันให้เป็นอาชญากรรม​ โดย เปาโล ดาวิม (Paulo Davim) สมาชิกวุฒิสมาชิก 

“PSYCHOPHOBIA เป็นคำที่ใช้เรียกทัศนคติที่แฝงด้วยอคติ และการเลือกปฏิบัติต่อคนพิการหรือคนที่มีความผิดปกติทางจิต คำนี้เริ่มแพร่สะพัดเมื่อไม่นานมานี้ในแวดวงวิชาชีพ ที่ทำงานด้านสุขภาพจิตและในประชาชนทั่วไปที่สนใจในหัวข้อนี้ ซึ่งนำไปสู่การตื่นตัวของสังคมในการต่อต้านการปฏิบัติดังกล่าว แม้จะส่งผลเสียต่อผู้ทุพพลภาพหรือผู้ป่วยจิตเวช แต่ PSYCHOPHOBIA ก็เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากในทุกมุมของบราซิล สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้คนทุกวัย เพศ ชาติพันธุ์ และชนชั้นทางสังคม ทัศนคติที่เป็น PSYCHOPHOBIA นั้นฝังแน่นอยู่ในสังคมจนเราแทบไม่รู้ตัวกันเลยว่า ผู้คนมักเชื่อมโยงโรคทางจิตเวชไว้กับพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนาทางสังคมไว้ด้วยกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า” 

“เมื่อไรก็ตามที่ใครทำอะไรกวนใจคนอื่น จะถูกตราหน้าทันทีว่าเป็นคนบ้า โง่เขลา ฯลฯ ในทางกลับกัน ถ้าใครเป็นโรคทางจิตเวชและได้รับคำแนะนำให้ไปขอความช่วยเหลือจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาก็จะต้องเจ็บปวดจากการถูกเลือกปฏิบัติ ซึ่งทำให้การติดต่อและการเข้าถึงระบบการรักษาพยาบาลล่าช้า เพิ่มอคติต่อผู้มีอาการป่วยทางจิตเวช หัวข้อนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากสมาคมจิตเวชแห่งบราซิล ซึ่งเปิดตัวแคมเปญระดับชาติเพื่อต่อต้าน PSYCHOPHOBIA โดยได้รับการสนับสนุนจากคนดังจากหลากหลายวงการ ในการพิจารณาร่วมกับคณะกรรมการบริหารของกิจการ ร่วมกับสหพันธ์แพทย์แห่งชาติ ผมจึงขอสนับสนุนการรณรงค์นี้ และส่วนตัวรู้สึกประทับใจมาก จึงเสนอตัวอาสาร่วมมือและอภิปรายต่อรัฐสภาทันที” คำแถลงการณ์ของดาวิม

3 ปีต่อมา พ.ศ. 2557 สมาคมจิตเวชแห่งบราซิลได้บัญญัติคำว่า PSYCHOPHOBIA โดยมีนิยามว่าคือการตีตราบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพจิต  และกลายเป็นกฎหมาย “Sanism Is a Crime” หรือ การ “ตีตรา” เป็น “อาชญากรรม” อย่างเป็นทางการในบราซิล 

มีการจัดประเภทพฤติกรรม PSYCHOPHOBIA ให้เป็นความผิดทางอาญา ผ่านการแทรกบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญาของบราซิล ซึ่งได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และถูกกำหนดในกฎหมายมาตรา 236/12 ประมวลกฎหมายอาญาบราซิล ซึ่งกำหนดไว้ว่าเป็นอาชญากรรมที่เป็นการล่วงละเมิดหรือไม่เคารพบุคคลที่มีความผิดปกติทางจิตหรือทุพพลภาพ โดยกำหนดให้มีโทษจำคุก 2 ถึง 4 ปีสำหรับผู้ที่ประพฤติเข้าข่าย

การตระหนักรู้ผ่านแคมเปญ และการผลักดันเชิงกฎหมายส่งผล ในปี 2562 มีการเสนอให้สร้างโครงการระดับชาติเพื่อรณรงค์และต่อสู้กับ PSYCHOPHOBIA ให้แพร่หลายขึ้น ซึ่งการนำเสนอนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการของสภาผู้แทนราษฎรและเป็นไปตามมาตรา 6 และ 7 ของรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธรัฐเพื่อรับประกันความเป็นอยู่ที่ดีของทั้งกายและใจของชาวบราซิล

ทั้งหมดนี้นำไปสู่เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของบราซิล ที่ผู้ว่าการรัฐต่างๆ เช่นรัฐริโอ เดอ จาเนโร (Rio de Janairo) หรือรัฐเอชปีรีตู ซังตู (Espirito Santo) ได้อนุมัติกำหนดให้วันที่ 12 เมษายนของทุกปีเป็นวันต่อต้าน PSYCHOPHOBIA ซึ่งยึดเอาวันเกิดของชิโก นีซีโอ ในฐานะผู้ที่จุดกระแสให้มีการตระหนักถึงการตีตราผู้ป่วยจิตเวช 

ปัจจุบันแคมเปญ PSYCHOPHOBIA แพร่หลายไปยังโปรตุเกส และสเปน และกำลังอยู่ขั้นตอนการร่างกฎหมายในหลายมิติต่างๆ สำหรับแคมเปญนี้ยังไม่แพร่หลายในไทย แต่ก็ถูกตระหนักถึงการตีตรามากกว่าในอดีต ก็หวังว่าทุกคนจะพยายามเติมฟิลเตอร์สีพาสเทลใส่กันและกันมากขึ้น 

อ้างอิง