องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่า แต่ละปีมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่า 1 ล้านคน การฆ่าตัวตายจึงเป็น 1 ใน 10 สาเหตุของการเสียชีวิตในประชากรโลก
องค์การอนามัยโลกจึงได้กำหนดให้วันที่ 10 กันยายนของทุกปี เป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Suicide Prevention Day) เพียงแต่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หน้าข่าวของไทยกลับมีเหตุพลัดตกจากที่สูงเพื่อจบชีวิตลงต่อเนื่องกัน และมีคนบนโลกออนไลน์จำนวนหนึ่งแสดงความไม่พอใจที่ผู้เสียชีวิตเลือกที่กระทำในสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน
“สงสารพนักงานร้านตรงนั้น”
“ใครจะกล้าเดินห้าง”
“ถ้าลงมาทับคนอื่นจนเขาบาดเจ็บหรือพิการจะทำอย่างไร”
มิหนำซ้ำ ยังมีความคิดเห็นจำนวนไม่น้อยที่ผลักให้ปัญหาสุขภาพจิตกลายเป็นปัญหาส่วนบุคคล ตลอดจนการตั้งคำถามแบบใจร้ายๆ ว่า “ถ้าจะตาย ทำไมไม่ตายเงียบๆ” สวนทางกับธีมการสื่อสารประจำปีนี้ที่เน้นไปยังการตระหนักถึงความสำคัญของการลดทอนการตีตราและสนับสนุนการเปิดใจสนทนาเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตาย
แน่นอนว่าสำหรับคนทั่วไปที่เห็นเหตุการณ์หรือรับรู้ว่ามีการจบชีวิตของใครสักคนเกิดขึ้น ย่อมทำให้เกิดความสะเทือนใจไม่น้อย และอาจส่งผลต่อสุขภาพจิตในระยะยาว อีกทั้งบางเหตุการณ์อาจนำไปสู่การบาดเจ็บหรือการเสียชีวิตของคนอื่นๆ ในพื้นที่นั้น แต่การแสดงความคิดเห็นอย่างไม่เข้าอกเข้าใจปัญหาสุขภาพจิต ยิ่งส่งผลในมวลในสังคมมีความเครียดเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะความคิดเห็นที่ตีตราว่าการเป็นผู้ป่วยด้านสุขภาพจิตคือภาระทางสังคม
เราต้องไม่ลืมว่า ปัญหาสุขภาพจิตไม่ใช่กล่องสุ่ม หรือเกมวัดดวง ใครก็สามารถเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตได้ หากสภาพสังคมไม่มีพื้นที่ให้คนทำความเข้าใจกับปัญหาเหล่านี้ ท้ายที่สุดแล้ว สภาพสังคมที่เราสร้างขึ้นก็จะกลายเป็น 1 ในปัจจัยที่สร้างผลกระทบต่อสภาพจิตใจของใครบางคนได้เช่นกัน
สัญญาณเฮือกสุดท้าย
การฆ่าตัวตายสำหรับหลายคนฟังเป็นเรื่องที่อยู่ไกลตัว เราต่างทราบกันดีว่าต่อให้เราไม่รักร่างกายตัวเอง แต่ร่างกายเราก็มีกลไกหลายอย่างที่พยายามจะประคองให้เรามีชีวิตต่อไปได้
แต่ปัญหาเรื่องการฆ่าตัวตายไม่ได้เรื่องไกลตัว และความถี่ของปัญหาในปัจจุบันก็เพิ่มมากขึ้นด้วยปัจจัยหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ความกดดันที่สูงในสังคม สภาพเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ หรือแม้กระทั่งการเจ็บป่วยทั้งทางกายและทางใจ
ซึ่งสำหรับประเทศไทย องค์การอนามัยโลกรายงานว่า มีผู้ฆ่าตัวตายโดยเฉลี่ยปีละ 5,000 คน หรือเฉลี่ย 1 คน ทุก 40 วินาที โดยการฆ่าตัวตายสามารถพบได้ในทุกเพศ ทุกวัย ไม่เลือกระดับการศึกษา อาชีพ ฐานะ และชนชั้นทางสังคม

สำหรับการฆ่าตัวตายในที่สาธารณะ ผลการศึกษาจากงานวิจัย Suicides in public places: findings from one English county ที่ทำการศึกษาในพื้นที่เมืองเดวอน สหราชอาณาจักร พบว่า 1 ใน 3 ของการฆ่าตัวตายเกิดขึ้นในสถานที่สาธารณะ ซึ่งหมายถึง ‘นอกตัวบ้าน’ โดยสถานที่สาธารณะอาจเป็นในร่ม เช่น โรงแรม ห้างสรรพสินค้า หรือกลางแจ้ง เช่น สวนสาธารณะ ป่า รางรถไฟ ที่จอดรถ ก็ได้ และไม่จำเป็นต้องเป็นสถานที่ที่พลุกพล่าน หรือมองเห็นได้ชัดเจนเสมอไป
สำหรับสาเหตุหรือแรงจูงใจในการจบชีวิตตัวเองลงนั้นมีหลากหลาย แล้วแต่ตัวบุคคล บางคนเลือกจะฆ่าตัวตายในที่สาธารณะอย่างกลางป่าเขา เพราะอยากตายอย่างสันโดษ บางคนเลือกออกมาฆ่าตัวตายนอกเมืองที่อยู่อาศัย เพราะไม่อยากให้คนใกล้ชิดเห็นภาพการสูญเสีย
ส่วนการจบชีวิตตัวเองในสถานที่ที่มีคนแปลกหน้ามากมาย เอ็ดวิน ชไนด์แมน (Edwin Shneidman) ผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายได้ทำการพูดคุยกับผู้รอดชีวิตจากการปลิดชีพตัวเองและได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า การตัดสินใจมาจากความต้องการ 2 อย่างในเวลาเดียวกัน คือ ‘อยากหายจากโลกนี้ไป’ และ ‘อยากได้รับการช่วยเหลือจากใครสักคน’
“ผมเชื่อว่า คนที่กำลังฆ่าตัวตายนั้นมีความลังเลใจเกี่ยวกับชีวิตและความตายในขณะที่พวกเขากำลังปลิดชีพตัวเอง พวกเขาปรารถนาที่จะตาย และในขณะเดียวกันก็ปรารถนาที่จะได้รับการช่วยเหลือ”
เพราะฉะนั้น หากเรามองหามาตรการบางอย่างมาป้องกันไม่ให้เกิดการฆ่าตัวตายในที่สาธารณะ อาจจะช่วยคนได้มากกว่าแค่ 1 ชีวิต ทั้งคนที่กำลังตัดสินใจจากโลกนี้ไป และคนทั่วไปที่บังเอิญอยู่ในพื้นที่นั้น โดยไม่ต้องปล่อยให้ใครต้องเผชิญกับการถูกตัดสินหรือรุมวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมเพียงลำพัง
มาตรการป้องกันจากทั่วโลก
เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นสังคมที่มีความเครียดและความกดดันสูง ผู้คนจึงนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ เมื่อพูดถึงภาวะการฆ่าตัวตาย ซึ่งในปี 2567 ประเทศญี่ปุ่นอยู่อันดับที่ 15 ของโลก หลายคนจึงหยิบยกเอามาตรการการเยียวยาผู้พบเห็นที่ใช้ในญี่ปุ่นขึ้นมาพูดคุย ซึ่งมาตรการนั้นคือ ‘การฟ้องร้องครอบครัวผู้เสียชีวิต’
โดยหน่วยงานต่างๆ สามารถฟ้องร้องครอบครัวของบุคคลที่ฆ่าตัวตายในที่สาธารณะได้ หากส่งผลกระทบรุนแรงต่อสังคม เช่น กรณีของการปลิดชีพตัวเองด้วยการกระโดดลงบนทางรถไฟ ซึ่งบริษัทรถไฟราว 13 แห่งในภูมิภาคโตเกียวล้วนมีนโยบายเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากครอบครัวผู้เสียชีวิตสำหรับการทำให้บริการรถไฟหยุดชะงัก
หรือกรณีของเจ้าของห้องเช่าที่ฟ้องร้องครอบครัวของผู้พักอาศัยที่จบชีวิตของตัวเองลงในที่พัก เนื่องจากการฆ่าตัวตายส่งผลต่อรายได้ที่เจ้าของห้องพักที่จะได้รับในอนาคต เพราะเมื่อไหร่ที่มีการตายเกิดขึ้นในที่อยู่อาศัย จะต้องแจ้งว่าสถานที่แห่งนี้มีคนตาย และทำให้ราคาของห้องถูกลงกว่าที่ควร
ซึ่งความน่าสลดของมาตรการนี้ คือ นอกจากครอบครัวของผู้เสียชีวิตจะทุกข์ทรมานกับการจากไปของคนในครอบครัวแล้ว ยังต้องเผชิญกับบิลค่าปรับจากการฟ้องร้องที่อาจจะสูงเกินไปอีกด้วย
หากมาตรการประเภทนี้ทิ้งแผลใจให้คนที่ยังอยู่ ยังมีมาตรการแบบไหนอีกบ้างที่ช่วยป้องกันและไม่ซ้ำเติมผู้ที่สูญเสีย?
เมื่อปี 2549 ประเทศญี่ปุ่นได้ออกกฎหมายป้องกันการฆ่าตัวตาย (Basic Act on Suicide Countermeasures) ที่ทำให้ปัญหานี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ปัญหาส่วนบุคคล หลากหลายหน่วยงานจึงต้องผสานความร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นการแพทย์ การจ้างงาน การศึกษา อัตราการเสียชีวิตจากการทำร้ายตัวเองที่ลดลงของประเทศญี่ปุ่นจึงอาจจะมีส่วนมาจากกฎหมายนี้ มากกว่าการฟ้องร้องครอบครัวของผู้สูญเสีย
รายงาน Suicide prevention: suicides in public places โดย สำนักงานสาธารณสุขอังกฤษ (Public Health England : PHE) ได้ทำการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายและมาตรการป้องกันจากหลายๆ ประเทศทั่วโลกเพื่อดำเนินสนับสนุนกลยุทธ์การป้องกันการฆ่าตัวตายระดับชาติของอังกฤษ โดยมี 4 กรณีศึกษาที่น่าสนใจ ได้แก่
🚕 Taxi Watch : การป้องกันการฆ่าตัวตายเชิงรุกโดยคนขับแท็กซี่ในไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland)
Taxi Watch เป็นโครงการป้องกันการฆ่าตัวตายที่ริเริ่มโดยคนขับแท็กซี่ในไอร์แลนด์เหนือที่อยากช่วยเหลือผู้คนที่กำลังตกอยู่ในภาวะทุกข์ใจหรือมีความคิดที่จะปลิดชีพตัวเอง ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่พวกเขามักเจอในการทำงานแต่ละวัน

โดยสถานการณ์หลักๆ เกี่ยวกับการฆ่าตัวตายและความคิดที่จะทำร้ายตัวเองที่คนขับแท็กซี่มักเจอจะมี 3 สถานการณ์ด้วยกันคือ (1) ผู้โดยสารที่กำลังทุกข์ใจในรถ และเล่าเรื่องราวชีวิตอันหนักหน่วงให้ฟัง แต่พวกเขาไม่รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไร (2) ขับรถผ่านแม่น้ำในพื้นที่ และเห็นคนยืนอยู่บนสะพานที่ดูเหมือนกำลังคิดจะกระโดด แต่ไม่รู้วิธีเข้าไปช่วยเหลือ และ (3) เห็นคนอยู่ในน้ำ แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตได้
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงมีการจัดตั้ง Taxi Watch ขึ้นมา ซึ่งภายใต้โครงการนี้ พวกเขาจะได้รับการอบรมทักษะการแทรกแซงการฆ่าตัวตาย (Applied Suicide Intervention Skills Training : ASIST) ทักษะการรับรู้สัญญาณเตือนและพูดคุยกับผู้ที่อาจมีความคิดที่จะจบชีวิตตัวเองลง (safeTALK) และมีอุปกรณ์ช่วยชีวิต เช่น ชุดปฐมพยาบาล เชือกโยนช่วยชีวิต รวมถึงเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าแบบพกพา (AED) ที่ได้รับการสนับสนุนโดยกองทุนสลากกินแบ่งรัฐบาล (Big Lottery Fund) และองค์กรกู้ชีพ ติดไว้ในรถของตน ทำให้คนขับแท็กซี่สามารถขยายบทบาทเป็นผู้ตอบสนองเหตุฉุกเฉินด่านแรกเมื่อเจอสถานการณ์ที่จะนำไปสู่การเสียชีวิต
🌱 Grassroots Suicide Prevention การสร้างเมืองที่ปลอดภัยจากการฆ่าตัวตายโดยคนในชุมชน ณ ไบรตัน สหราชอาณาจักร (Brighton, UK)
โครงการนี้ตั้งขึ้นในปี 2549 โดยมีวัตถุประสงค์ในการทำให้เมืองไบรตันเป็นเมืองที่ปลอดภัยจากการฆ่าตัวตายแห่งแรกของสหราชอาณาจักร โดยเป็นการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานในท้องถิ่นเพื่อจัดกิจกรรมที่ลดอคติตีตราต่อปัญหาสุขภาพจิต รวมไปถึงจัดอบรม ASIST และ safeTALK ให้กับคนในชุมชนตั้งแต่แพทย์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ครู ตลอดจนช่างทำผมและคนขับแท็กซี่ ทำให้มั่นใจได้ว่า หากมีใครสักคนมีความคิดที่จะจากโลกนี้ไป ก็จะมีคนที่มีทักษะคอยเข้าไปช่วยเหลืออยู่เสมอ
🚧 การควบคุมการฆ่าตัวตายด้วยการจำกัดการเข้าถึงพื้นที่เสี่ยง
กลุ่มตรวจสอบการฆ่าตัวตาย (Suicide Audit Group: SAG) ในประเทศอังกฤษพบว่า สถานที่ที่มักเกิดเหตุฆ่าตัวตายสาธารณะมากที่สุดคือ อาคารจอดรถหลายชั้น และบางแห่งเริ่มถูกพูดถึงว่าเป็น ‘จุดเสี่ยง’ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ระบุว่ามีการเรียกเจ้าหน้าที่ไปยังอาคารจอดรถในเมืองอยู่บ่อยครั้งเพื่อเกลี้ยกล่อมผู้ที่กำลังจะทำร้ายตนเอง
หน่วยงานต่างๆ จึงเลือกใช้มาตรการปิดชั้นดาดฟ้าและทางขึ้นของอาคารจอดรถที่ส่งผลต่อรายได้ แต่ก็ทำให้ไม่มีการเสียชีวิตเกิดขึ้นอีก และในปัจจุบัน อาคารจอดรถหลายชั้นที่เพิ่งเปิดใช้งานก็ถูกออกแบบโดยคำนึงถึงการป้องกันการฆ่าตัวตายตั้งแต่แรก มีทั้งการติดตั้งสิ่งกีดขวางที่ปีนขึ้นได้ยากรอบชั้นบนสุด ส่วนด้านข้างก็ถูกออกแบบไม่ให้สามารถปีนออกไปได้ อีกทั้งติดตั้งกล้องวงจรปิดครอบคลุมทุกชั้น พร้อมไฟส่องสว่างเพียงพอ และจุดขอความช่วยเหลือที่เชื่อมต่อศูนย์ควบคุม 24 ชั่วโมง
🌊 แผนแม่บทลดเสี่ยงจาก Gap Park ซิดนีย์ ออสเตรเลีย
สวนสาธารณะแห่งนี้ตั้งอยู่บนแหลมหินสูงชันที่ปากอ่าวซิดนีย์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่มีชื่อเสียงด้านทิวทัศน์ แต่ก็มีชื่อเสียด้านการเป็นจุดเสี่ยงต่อการจบชีวิตตัวเองอีกด้วย หน่วยงานท้องถิ่นที่รับผิดชอบสวนแห่งนี้จึงได้บรรจุ ‘แผนแม่บทการลดอันตรายจากการทำร้ายตนเอง (Self-harm Minimisation Masterplan)’ และอาศัยความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเงินทุนที่ใช้ในการดำเนินแผนนี้มาจากรัฐบาลออสเตรเลีย

แผนนี้ยังรวมถึงการจำกัดการเข้าถึงวิธีการทำร้ายตัวเอง การส่งเสริมให้ผู้มีความเสี่ยงหันไปขอความช่วยเหลือ และการเพิ่มโอกาสที่คนอื่นจะเข้ามาแทรกแซง อาทิ การติดตั้งรั้วกั้น การติดตั้งโทรศัพท์ฉุกเฉินพร้อมป้ายข้อความให้กำลังใจ การติดตั้งกล้องวงจรปิดและกล้องตรวจจับความร้อน รวมถึงการจัดภูมิทัศน์ให้ดูน่าเที่ยวมากขึ้น แม้จำนวนการจบชีวิตที่ลดลงยังไม่ชัดเจน แต่จำนวนครั้งที่ตำรวจถูกเรียกไปช่วยต่อรองกับผู้มีความเสี่ยงที่จะทำร้ายตัวเองเพิ่มขึ้น แสดงถึงโอกาสในการช่วยชีวิตมากขึ้น
สำหรับประเทศไทย นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้แสดงความคิดเห็นหลังจากเหตุการณ์การพลัดตกจากตึกสูงต่อเนื่องว่า หลายกรณีเป็นการทำร้ายตัวเอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งในตอนนี้ทางกรมสุขภาพจิตกำลังติดตามเหตุการณ์เหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพื่อรวบรวมข้อมูลนำไปใช้เป็นมาตรการป้องกันการสูญเสียในอนาคต และเน้นย้ำให้คนใกล้ชิดหมั่นสังเกตสัญญาณจากคนใกล้ตัวเสมอ เพื่อช่วยเหลือได้ทันท่วงที
และหากพูดถึงมาตรการป้องกัน นพ.จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ระบุว่า มาตรการควรครอบคลุมทั้งระดับครอบครัว ชุมชน และสถานที่สาธารณะ และควรเพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง เช่น จัดเจ้าหน้าที่ประจำจุดเสี่ยง ติดตั้งกล้องวงจรปิดที่มีประสิทธิภาพ และอบรมพนักงานทุกระดับให้สังเกตพฤติกรรมเสี่ยง พร้อมฝึกทักษะการเจรจา ซึ่งคล้ายคลึงกับมาตรการของประเทศอื่นๆ เพียงแต่ประเทศไทยยังไม่มีใครริเริ่มเป็นมาตรการที่ชัดเจน
แม้มาตรการทั้งหมดที่ยกมา จะไม่มีมาตรการใดที่การันตีว่าจะได้ผล 100% ตั้งแต่เริ่มใช้ แต่อย่างน้อยก็เป็นบันไดขั้นแรกที่น่านำไปปรับใช้ เพื่อไม่ให้ใครต้องจากโลกนี้ไปก่อนถึงวัยอันควร
อ้างอิง

