ฟื้น – ยืน – สู้ จาก ‘ผู้ป่วย’ สู่ ‘ผู้นำ’ สุขภาพจิตในชุมชนและความหวังให้สังคมเลิกตีตราผู้พิการประเภท 4  (พิการทางจิตหรือพฤติกรรม) 

“เขา/เราจะหายเป็นปกติไหม?”

คำถามนี้มักวนเวียนอยู่ในใจของผู้ป่วยจิตเวชและผู้ดูแล เพราะภาพจำเกี่ยวกับกระบวนการรักษาโรคจิตเวชในสังคมไทยมักเป็นภาพผู้ป่วยที่อยู่ในช่วงอาการวิกฤติ เช่น คลุ้มคลั่ง อาละวาด ทำร้ายตัวเอง จนต้องรักษาอยู่ในโรงพยาบาลตลอดชีวิต แต่แท้จริงแล้วพลังแห่งการฟื้นคืนของมนุษย์นั้นไร้ขีดจำกัด ซึ่งเป็นสิ่งที่เราค้นพบจากการตั้งวงพูดคุยและถามคำถามสำคัญกับ ‘ป้าจิต’ วศินี ฤทธิ์ศรี ประธานชมรมเพื่อนช่วยเพื่อน ‘ชุมชนศิริเกษมรวมใจ’ 

ป้าจิตตอบคำถามว่าอะไรคือแรงบันดาลใจในการเริ่มต้นก่อตั้งชมรม ป้าจิตบอกว่าตัวเองเคยเข้ารับการรักษาโรคซึมเศร้าเมื่อ 20 ปีก่อน จึงใช้ประสบการณ์มาก่อตั้งชมรมเพื่อนช่วยเพื่อนในชุมชนเพื่อสนับสนุนให้คนในชุมชนเข้าถึงสิทธิการรักษาและเยียวยาฟื้นฟูพวกเขาให้กลับมาใช้ชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง

เรื่องราวของป้าจิตชวนให้เราตั้งคำถามใหม่ หากเราก้าวข้ามคำว่ารักษาผู้ป่วยจิตเวชเพื่อ ‘กลับมาเป็นปกติ’ เราอาจจะมองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวของผู้ป่วยจิตเวชมากมายที่จะปรากฏออกมาหลังกระบวนการเยียวยาและรักษา รวมถึงศักยภาพการเป็นผู้นำ ความหวังและเป้าหมายของป้าจิตในการทำงานฟื้นฟูผู้ป่วยจิตเวชในชุมชนคือการสร้างคนเข้าไปเป็นตัวแทนในระดับนโยบาย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ความหวังนี้ก็มีอีกหลายชุมชนที่ร่วมหวังด้วยเช่นกัน

แล้วเส้นทางของความฝันและความหวังของการมีตัวแทนผู้ป่วยจิตเวชในระดับนโยบายไกลแค่ไหนกว่าจะไปถึง?

ป้าจิตเปิดใจกับเราว่าไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะกลายเป็นผู้นำหรือมีความหมายกับคนอื่นมากขนาดนี้ เพราะย้อนกลับไปในช่วงที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ตอนนั้นป้าจิตเป็นเพียงผู้ป่วยที่เข้าออกสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์เป็นประจำจนคุ้นหน้ากับเจ้าหน้าที่ทุกแผนก หลังอาการเริ่มดีขึ้น ป้าจิตก็เข้าร่วมกลุ่มฝึกอาชีพสำหรับผู้ป่วยจิตเวช เมื่อฝึกฝนทักษะอาชีพจนเชี่ยวชาญแล้วป้าจิตก็ชวนคนในชุมชนมาเรียนรู้วิชา ทั้งการแบ่งปันสูตรขนมที่ทำขายในตลาดในหมู่บ้านได้ หรือการประดิษฐ์ของชำร่วยที่ขายเป็นรายได้เสริม กิจกรรมนี้เองทำให้ป้าจิตมองตัวเองเปลี่ยนไป จากที่มองไม่เห็นคุณค่าก็มั่นใจในตนเองมากขึ้นจนกล้าเป็นตัวแทนชุมชนเข้าอบรมแล้วมาขยายผลต่อ ทั้งการอบรมจากกรมสุขภาพจิตเรื่องอาการของโรคจิตเวชในแต่ละระยะ เรื่องสิทธิของผู้ป่วยจากสปสช. หลังจากนั้นป้าจิตก็เริ่มช่วยเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ป่วยจิตเวชและครอบครัวของพวกเขา และเริ่มก่อตั้งชมรมเพื่อนช่วยเพื่อนฯ เมื่อสิบปีก่อน

เรื่องราวการดำเนินงานของชมรมเพื่อนช่วยเพื่อนฯ จากวงพูดคุยกับป้าจิตทำให้เราเห็นความพยายามของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการผลักดันให้ผู้ป่วยจิตเวชกลุ่มคนจนเมืองเข้าถึงบริการสุขภาพจิตมากขึ้น เพราะนอกจากสิทธิการรักษาจากระบบสาธารณสุขแล้ว ผู้ป่วยจิตเวชยังได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายใต้ พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้ผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มผู้พิการประเภทที่ 4 หมายถึงบุคคลที่มีความผิดปกติทางด้านจิตใจ อันจะส่งผลให้มีข้อจำกัดในการดำเนินชีวิตประจำวันหรือร่วมกิจกรรมทางสังคม โดยอาจมีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางด้านจิตใจหรือสมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการรับรู้ ความคิดและอารมณ์ ให้สามารถเข้าถึงเงินทุนสำหรับการคุ้มครองและพัฒนาสมรรถภาพ การศึกษา และการประกอบอาชีพ รวมถึงการสนับสนุนองค์กรที่ทำงานเกี่ยวข้องกับคนพิการ 

จากข้อมูลปี 2567 พบว่า งบประมาณที่จัดสรรให้กับกลุ่มผู้พิการทางจิตใจและพฤติกรรมอยู่ที่ 30 ล้านบาท จากงบทั้งหมด 1,000 ล้านบาท หรือ 2.97% โดย 53.34% ของงบประมาณถูกใช้ไปในการสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ โดยมีรูปแบบกิจกรรมและใช้งบประมาณในลักษณะของการสงเคราะห์ เช่น การสนับสนุนค่าเดินทางไปโรงพยาบาล การจัดซื้ออุปกรณ์หรือเครื่องมือเพื่อสนับสนุนการใช้ชีวิต ชมรมเพื่อนช่วยเพื่อนในชุมชนของป้าจิต และอีกหลายชมรมและสมาคมก็เป็นหนึ่งในองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งต่อการสนับสนุนจากกองทุนให้เข้าถึงผู้ป่วยจิตเวช ชมรมส่วนมากมักดำเนินการโดยผู้นำชุมชนที่เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาสุขภาพจิต ชมรมเพื่อนช่วยเพื่อน ชุมชนหมู่บ้านร่วมเกื้อ (เพื่อคนพิการ) เขตทวีวัฒนา ก็เป็นหนึ่งในชมรมที่ก่อตั้งขึ้นด้วยเหตุผลนี้ 

‘ป้ายี’ พิศมัย สุวรรณรังสี อดีตข้าราชการวัยเกษียณที่สมัครใจมาเป็นประธานชมรมฯ ให้มุมมองในฐานะที่เป็นผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชไว้ว่า

“เราดำเนินการในลักษณะของชมรม พูดตามตรงก็คือเรายังเป็นตัวแทนผู้ป่วยอยู่ ไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้สะท้อนความต้องการของเขาจริงๆ แต่งบที่ได้รับมันลงไปที่การรักษาหมดเลย จะฟื้นฟูหรือพัฒนาเขา เราก็ต้องระดมทุนเพิ่มเอง หรือเอาเขาไปร่วมกับกิจกรรมของงบก้อนอื่นที่ลงมาในชุมชน ซึ่งบางทีมันไม่ต่อเนื่อง ตอนนี้เราเหมือนพยุงเขาอยู่ แต่ถ้าจะให้ยั่งยืนจริงๆ เราต้องทำให้เขาเดินได้เอง”

มุมมองของป้ายีสะท้อนให้เห็นว่า แม้กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการจะมีเป้าหมายในการพัฒนา “ระบบบริการและบริหารจัดการที่มีคนพิการเป็นศูนย์กลาง” ตามแผนปฏิบัติการ พ.ศ. 2566 – 2570 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2567) แต่ในทางปฏิบัติ ยังคงมีช่องว่างขนาดใหญ่โดยเฉพาะด้านงบประมาณสนับสนุนการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ

“ตัวแทนคนพิการประเภทอื่นเขาเข้มแข็งมาก สามารถเป็นปากเป็นเสียงให้คนของเขาได้ สักวันหนึ่งเราก็อยากให้คนพิการประเภท 4  ทำได้อย่างนั้น”

คำพูดนี้ของป้ายีสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของการผลักดันให้มีตัวแทนในระดับนโยบายของกลุ่มผู้พิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม (ประเภทที่ 4) ในขณะที่ผู้พิการประเภทอื่นสามารถรวมตัวกันเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็ง มีแกนนำผลักดันประเด็นของตนเองในระดับนโยบาย เช่น กลุ่มผู้พิการทางการเคลื่อนไหวที่สามารถผลักดันให้เกิดการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของอาคารและพื้นที่เมือง หรือกลุ่มผู้พิการทางสายตาที่มีเครือข่ายสนับสนุนการเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาและอาชีพ

ป้าจิต – วศินี ฤทธิ์ศรี

อุปสรรคสำคัญที่ทำให้กลุ่มนี้ยังไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนของตนเองได้ คือการตีตราทางสังคม (stigma) ที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ผู้พิการประเภทที่ 4 มักถูกมองว่าไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง หรือ เป็นกลุ่มที่ต้องพึ่งพาการดูแลจากผู้อื่น เราจึงมักพบเห็นผู้ป่วยจิตเวชยังคงถูกกีดกันจากพื้นที่ตัดสินใจสำคัญต่อชีวิตของพวกเขาทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงโครงสร้างทางกฎหมายและระบบสาธารณสุข

การตีตราเชิงสังคมนี้มีผลต่อโครงสร้างงบประมาณและโอกาสในการพัฒนาตัวแทนของกลุ่มผู้พิการประเภทที่ 4 ปัจจุบัน งบประมาณที่จัดสรรโดยเจ้าหน้าที่ยังคงเน้นไปที่การรักษา มากกว่าการสร้างศักยภาพให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตและมีบทบาททางสังคมได้อย่างแท้จริง 

“อย่างข้อเสนอยาจิตเวช มันมีการคุยกันนะว่าถ้ามีงบสนับสนุนให้คนรากหญ้า หาเช้ากินค่ำรับยาแบบรายปีมันจะดีมากเลย เพราะไม่ต้องเดินทางไกล ไม่ต้องกังวลว่าจะลืมกินยา ลดค่าใช้จ่าย มันสะดวกกับพวกเขามาก แต่คนที่จะเป็นตัวแทนคนป่วยจริงๆ ไปพูดเรื่องนี้มันไม่มี เราไม่ได้ป่วยไปพูดแทนเขามันก็ไม่ได้ แต่พอจะเอาคนที่ป่วยจริงอยู่ไปพูดมันก็เป็นภาระที่หนักเกินไปสำหรับเขา มันก็สร้างคนรุ่นใหม่ เพราะพวกป้าไม่รู้จะทำไหวกันอีกกี่ปี”

ข้อความนี้สะท้อนปัญหาสำคัญว่า ผู้ป่วยจิตเวชที่เป็น ‘เจ้าของปัญหา’ ยังไม่มีตัวแทนที่สามารถสื่อสารและผลักดันข้อเสนอที่ตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาเองได้ เช่น ข้อเสนอเรื่อง ยาฉีดรายปี ที่แม้ว่าจะมีการพูดคุยถึงแนวทางนี้ในระดับหนึ่ง แต่การไม่มีตัวแทนของผู้ป่วยจิตเวชในกระบวนการตัดสินใจทำให้ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ถูกผลักดันไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ในขณะที่บุคคลภายนอก แม้จะมีความตั้งใจดี แต่ก็อาจไม่สามารถสะท้อนความต้องการของผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง

เรื่องราวของป้าจิตและป้ายีคือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าก้าวแรกของความหวังในการมีตัวแทนในระดับนโยบาย ที่จะนำไปสู่การ ฟื้น คืนศักยภาพของผู้ป่วยจิตเวชให้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ ยืน อย่างมั่นคงในสังคม และ สู้ เพื่อนโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของพวกเขา คือ การก้าวข้ามการตีตรา (stigma) ทางสังคมยังคงมองว่าผู้ป่วยจิตเวชเป็นเพียง ‘ผู้รับการรักษา’ มากกว่าคนที่มีสิทธิและเสียงในชีวิตของตัวเอง จนถูกกันออกจากพื้นที่ที่พวกเขาควรมีส่วนร่วม หากสังคมพร้อมมองข้ามเส้นแบ่งระหว่าง คนปกติ และคนไม่ปกติ และเริ่มมองเห็นศักยภาพพวกเขาในฐานะ ‘ผู้นำ’ ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ที่จะทำให้บริการสุขภาพจิตที่เข้าถึงทุกคนเกิดขึ้นได้จริง